แรงปะทะหุ้นดิ่ง เศรษฐกิจไตรมาสแรกติดลบ กรุงศรีฟันธง รัฐเลื่อนลงทุน เอกชนฝ่อ

บรรยากาศประเทศไทยในเวลานี้ ต้องยอมรับว่า ความเชื่อมั่นด้านไหนๆก็หดหายหมด สัญญาณสะท้อนจากนักลงทุนแห่หนีตายเอาเงินสดกันเป็นแถว เทขายหุ้นทิ้งจนตลาดร่วงระเนระนาดระหว่างวันกว่า 37 จุด ดัชนีเหลือเพียง 1,458 จุด ในวันนี้ (24 ก.พ.2563) แม้ว่าเลือดไหลตามตลาดหุ้นทั่วโลก แต่ไทยมีเพิ่มเติมจากความเสี่ยงเสถียรภาพรัฐบาล หลัง“ยุบพรรคอนาคตใหม่” เมื่อวันที่ 21 ก.พ.2563


ตลอดช่วง 2 เดือนแรกที่ผ่านมา ทั่วโลกตกอยู่ในอาการสำลักข่าวพิษไวรัสโควิด-19 และไทยยังมีเพิ่มเติมทั้งภัยแล้งมาเร็ว และงบประมาณปี 2563 ไม่ผ่านสภาอีกด้วย ทุกอย่างผิดแผนหมด บรรดากูรูเศรษฐกิจสำนักต่างๆปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจ(GDP) ปีนี้เหลือระดับ 1% เศษตามๆกัน


แต่ขณะนี้เริ่มมีการเจาะลึกคาดการณ์ GDP รายไตรมาสกันแล้ว โดยดร.สมประวิณ มันประเสริฐ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY) ได้สแกนปัจจัยลบหลักๆที่จะลากยาวในช่วง 1-2 ไตรมาสนี้ ออกมา ดังนี้

 

 

แรงปะทะเศรษฐกิจไตรมาสแรก -0.7%

เศรษฐกิจไทย กำลังเผชิญกับแรงปะทะ ทั้งผลกระทบการแพร่ระบาดของโรคไวรัสโควิด -19 ที่คาดว่าจะคลี่คลายลงในช่วงเดือน พ.ค. นี้ ซึ่งผลกระทบต่อภาคท่องเที่ยวแตะระดับสูงสุดในไตรมาสแรก และภัยแล้งกินระยะเวลานานถึงเดือน พ.ค. นี้ เช่นกัน ส่วนการเบิกจ่ายภาครัฐจะเห็นเร็วสุดกลางเดือนมี.ค.จนถึงปลายมี.ค.นี้


ส่งผลให้ GDP ไตรมาสแรก ติดลบ 0.7% เทียบกับไตรมาสแรกปีก่อน (YoY) และติดลบ 1.5% เทียบกับไตรมาส 4/2562 (QoQ) ส่วนไตรมาส 2 คาด GDP โต 0%บวก/ลบเล็กน้อย หรือราว 0.2% YoY และโต 1.3%QoQ สำหรับครึ่งปีหลัง มั่นใจว่าเศรษฐกิจเป็นบวกแน่นอน โดยรวมส่งผลให้ทั้งปี GDP ปีนี้ขยายตัวได้ 1.5% ซึ่งปรับลดลงจากคาดการณ์เดิม 2.5%


โดยเจาะลึกรายปัจจัยใน 2 ไตรมาสแรกนี้ ว่า การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 กระทบเศรษฐกิจเป็นวงกว้างโดยเฉพาะในครึ่งปีแรก โดยอันดับแรก ภาคท่องเที่ยวจะเห็นจำนวนนักท่องเที่ยวลดลง 30.8% และ 13.1% ในไตรมาส 1 และ 2 ตามลำดับ และคาดหวังจะเห็นการฟื้นตัวในครึ่งปีหลัง ทำให้ทั้งปี นักท่องเที่ยวต่างชาติหดตัว 4-5% อันดับสอง ผลกระทบจากการหยุดชะงักของห่วงโซ่การผลิต แตะระดับสูงสุดในไตรมาสที่ 2 นี้ โดยคาดว่าการส่งออกจะติดลบ 0.8%จากประมาณการเดิม


“ไวรัสโควิด -19 กระทบทั้งภาคท่องเที่ยว การผลิตห่วงโซ่อุปทานและผลต่อรายได้ที่หายไป คนใช้จ่ายน้อยลง โดยรวมกระทบ GDPหายไปราว 0.4%”


สำหรับภัยแล้งที่รุนแรงกว่าคาด ทำให้ปริมาณน้ำที่ลดลง กระทบต่อภาคเกษตรกรรม และภาคอุตสาหกรรม ภาคธุรกิจ รวมเป็นมูลค่าราว 4 หมื่นล้านบาท หรือกระทบ GDP 0.3%

 

 

งบช้า รัฐเลื่อนลงทุน-เอกชนฝ่อ

ส่วนปัญหาความล่าช้าของการเบิกจ่ายงบประมาณ รัฐบาลจะเหลือเวลาเบิกใช้จ่ายงบเพียง 6 เดือนเท่านั้น (สิ้นสุดก.ย.2563) ทางวิจัยกรุงศรี ได้รับลดมูลค่าการลงทุนของโครงการโครงสร้างพื้นฐานเหลือเพียง 1.51 แสนล้านบาท คิดเป็น 0.9%ของGDP


สิ่งที่น่าวิตกกังวล คือ ไม่ใช่เพียงแค่การเลื่อนการลงทุนของภาครัฐฝ่ายเดียว แต่จะยังมีผลเชิงลบต่อการลงทุนภาคเอกชน และความเชื่อมั่นผู้บริโภคและภาคธุรกิจตามมาด้วย ซึ่งเป็นประเด็นที่ซ้ำเติมกิจกรรมเศรษฐกิจในประเทศ ที่ซบเซาอยู่แล้ว

 

 

ติดตามสัญญาณชี้เศรษฐกิจขึ้น-ลง

จากนี้ไปสิ่งที่ต้องติดตาม ที่จะบ่งชี้เศรษฐกิจขึ้นหรือลง ได้แก่ ตัวแรก sentiment หรือดัชนีความเชื่อมั่นทั้งของผู้บริโภค ภาคธุรกิจ เพราะบางทีคนมีเงิน แต่เห็นความเชื่อมั่นหาย การลงทุนก็หดหรือเลื่อนไปก่อน กลายเป็นเงินไม่ถูกหยิบออกมาใช้ เศรษฐกิจก็แย่ลงได้


ตัวที่สอง Financial Condition ซึ่งเป็นดัชนีชี้ การหมุนเวียนของเงินในระบบเศรษฐกิจ ทุกวันนี้ เงินหมุนช้าลง ทางการและสถาบันการเงิน ต้องร่วมมือกันเปิดกลไกให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากขึ้น เพื่อให้มีสภาพคล่อง


เพราะหากภาคการเงินกลัวไม่กล้าปล่อยกู้ จะยิ่งทำให้เศรษฐกิจไม่ดี ขณะที่ต้องระวังธนาคารไม่ปล่อยกู้ เพราะกลัวเอาเงินไปจ่ายคืนอีกแห่ง จะกลายเป็นปัญหาสภาพคล่องของภาคธุรกิจได้


“ สิ่งที่จะทำให้ความเชื่อมั่นกลับมาได้เร็ว คือการสื่อสารข้อมูล เห็นการใช้เครื่องมือทำนโยบายต่างๆออกมา ซึ่งฝั่งนโยบายการเงิน การลดดอกเบี้ยนโยบายยังจำเป็นที่ต้องทำ จึงน่าจะเห็นการลดดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% เหลือ 0.75% ในการประชุมถัดไป (วันที่ 25 มี.ค.2563) ”


ดร.สมประวิณ ชี้ว่า การลดดอกเบี้ยลงอีก จะทำให้สถาบันการเงินมีต้นทุนที่ลดต่ำลง และส่งต่อให้ภาคธุรกิจกู้เงินในต้นทุนที่ต่ำลงด้วย

 

 

เร่งรัฐกระตุ้นคนใช้จ่าย-มาตรการภาษีท่องเที่ยว

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่จะเห็นรัฐบาลออกมาตรการ คือ ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เริ่มที่วงกว้าง คือ ภาคการบริโภคก่อน เพราะจะเป็นตัวจุดไฟให้ติด สร้างความเชื่อมั่นและทำให้เงินเริ่มหมุน ซึ่งเม็ดเงินราว 1 แสนล้านบาท เชื่อว่าจะช่วยได้ หลังจากนั้นจะเห็นการลงทุนตามมา


นอกจากนี้ มีมาตรการภาษีสำหรับชนชั้นกลาง การจ้างงานในภาคท่องเที่ยว รวมไปถึงกระตุ้นคนไทยเที่ยวในประเทศ แทนต่างประเทศ โดยเฉพาะช่วงสงกรานต์นี้ ถือเป็นโอกาสดี เพราะยังไม่สามารถเที่ยวต่างประเทศได้ในระยะนี้

 

 

ลุ้นภาคการผลิตกลับมาครึ่งปีหลังโตแรง

ทิศทางครึ่งปีหลังเศรษฐกิจไทย ดร.สมประวิณ คาดการณ์จะเห็นภาพบวกแรงแน่นอน ภายใต้สมมติฐานไม่มีปัจจัยลบรุนแรงใหม่ๆ และเชื่อว่าการยุบพรรคการเมือง จะไม่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ขณะที่ภาคการผลิต ต้องติดตามว่าภาคเอกชนมีการตอบสนองต่อการลงทุนอย่างไร และภาคสถาบันการเงินมีการปล่อยสินเชื่อ ช่วยประคองเศรษฐกิจอย่างไร ซึ่งจะถือเป็นตัวช่วยจำกัดความเสี่ยงขาลงของเศรษฐกิจไทย


ทั้งนี้ สำนักวิจัยกรุงศรี ปรับลดคาดการณ์ตัวเลขเศรษฐกิจปีนี้ โดย GDP เติบโต 1.5% การบริโภคภาคเอกชน โต2.5% การใช้จ่ายภาครัฐ 2.4% การลงทุนภาคเอกชนเหลือ 1.3% การลงทุนภาครัฐเหลือ 1.1% มูลค่าการส่งออก ติดลบ 1% มูลค่าการนำเข้า -1.5% ยอดเกินดุลบัญชีเดินสะพัด 2.64 หมื่นล้านดอลลาร์ นักท่องเที่ยวต่างชาติ 38 ล้านคน อัตราเงินเฟ้อทั่วไป 0.7%


ด้านภูมิคุ้มกันเศรษฐกิจไทย ดร.สมประวิณ มั่นใจว่า ยังมีปัจจัยพื้นฐานดี จากความแข็งแกร่งของทุนสำรองระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้น ภาระหนี้ต่างประเทศ และหนี้สาธารณะอยู่ระดับต่ำ เพราะฉะนั้น ยังมีช่องเปิดให้ดำเนินนโยบายในการกระตุ้นเศรษฐกิจได้ดีอยู่ ถือเป็นแสงสว่างน้อยๆของเศรษฐกิจไทย


เมื่อเศรษฐกิจไทย ยังมีภูมิคุ้มกันหนุนหลัง จากนี้ไป ทุกคนต้องตั้งหลักได้แล้ว เพื่อเดินหน้าธุรกิจให้รอดและเติบโตได้ในช่วงที่เหลือของปีนี้

Share: