ผ่าเศรษฐกิจพิษ “ไวรัสโควิด-19” ดิ่งสุดในไตรมาสแรก และแย่สุดรอบปี’63

บรรยากาศเศรษฐกิจไทย ใต้ลมพิษ “ไวรัสโคโรนา (COVID-19) “ ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ตลอดทั้งเดือนที่ผ่านมา ความเชื่อมั่น ยังตกอยู่ในภาวะ “ดิ่งลง”อย่างต่อเนื่องจากปีที่แล้ว หลังจากที่เกิดเหตุไม่มีใครคาดคิดเพิ่มขึ้นมา

 

ภาวะเศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบจากพิษไวรัสโควิด-19 ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงเทศกาลตรุษจีน ที่รัฐบาลจีนได้สั่งห้ามคนเดินทางเข้า-ออกเมืองอู่ฮั่น จึงทำให้คนจีนยกเลิกการเข้ามาท่องเที่ยวไทยตั้งแต่บัดนั้นมา ขณะที่ช่วงก่อนหน้านั้น จึงทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในช่วงเดือนมกราคม 2563 ได้รับผลกระทบตั้งแต่นั้น และทำให้เครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจหลายตัวติดลบมากกว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานภาวะเศรษฐกิจในเดือนม.ค. 2563 ว่า โดยรวม คงอยู่ในภาวะชะลอตัวต่อเนื่อง

 

โดยนายดอน นาครทรรพ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธปท. ชี้ว่า เครื่องยนต์รัฐบาลเดี้ยง สำหรับการใช้จ่ายภาครัฐ “หดตัวสูงขึ้น” ทั้งรายจ่ายประจำและรายจ่ายลงทุน เนื่องจากความล่าช้าของพ.ร.บ.งบประมาณปี 2563 โดยเพิ่งผ่านร่างพ.ร.บ. ดังกล่าว ในเดือนก.พ. นี้ นอกจากนี้รายจ่ายลงทุนของรัฐวิสาหกิจก็หดตัวหลังจากมีการขยายลงทุนไปก่อนหน้า


บริโภคเอกชนประคองตัว

 

ขณะที่เครื่องชี้การบริโภคภาคเอกชน “ขยายตัวชะลอลง” จากเดือนก่อน (ธ.ค. 2562) ตามปัจจัยด้านรายที่อ่อนแอ และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ลดลงต่อเนื่อง รวมทั้งสถาบันการเงินระมัดระวังการให้สินเชื่อแก่ภาคครัวเรือนด้วย


“เนื่องจากปัญหาฝุ่น pm2.5 และการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ทำให้การจับจ่ายใช้สอยในที่สาธารณะ “ลดลง” แม้แต่คนไทยเที่ยวต่างประเทศลดลง ท่ามกลางปัจจัยรายได้ทั้งในและนอกภาคเกษตรที่มีความไม่แน่นอนสูงอยู่"

 

สำหรับเครื่องชี้เศรษฐกิจที่ยังดูดีในเดือนม.ค. ได้แก่ รายได้เกษตรกรขยายตัวสูงขึ้น มาจากการกระจุกตัวของปาล์มน้ำมัน สะท้อนการเพิ่มขึ้นของรายได้ที่ไม่กระจายตัว จึงเป็นตัวเลขบวกช่วงสั้น ๆ แต่หากดูในระยะข้างหน้า ทั้งปีรายได้ภาคเกษตรมีแนวโน้มหดตัว เนื่องจากภัยแล้ง ที่มีความรุนแรงขึ้น



ส่วนภาคการท่องเที่ยวขยายตัวใกล้เคียงกับเดือนก่อน หรืออยู่ระดับทรงตัว แต่อย่างไรก็ตาม เริ่มเห็นการได้รับผลกระทบจากการระบาดไวรัสโควิด-19 ในช่วงปลายเดือนม.ค. ที่ผ่านมา หลังจากนั้นนักท่องเที่ยวจีนหายไปเกือบ 90%



ส่งออกทรุดต่อ

 

ด้านการส่งออกสินค้า (ไม่รวมทองคำ) ในเดือน ม.ค. หดตัวต่อเนื่อง 1.3%เทียบจากระยะเดียวกันปีก่อน โดยเฉพาะสินค้าเกษตร สินค้าหมวดที่ราคาเคลื่อนไหวตามราคาน้ำมันดิบและอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นไปตามการค้าโลก สะท้อนความต้องการจากตลาดต่างประเทศที่ยังอ่อนแอ แต่หากรวมการส่งออกทองคำ จะทำให้การส่งออกขยายตัว 3.5% แต่การนำเข้าสินค้า (ไม่รวมทองคำ) ขยายตัวได้ 1.4% จากการนำเข้าเชื้อเพลิง สินค้าอุปโภคบริโภค



ส่วนด้านดุลบัญชีเดินสะพัดและดุลบัญชีเงินทุนเคลื่อนย้ายยังเกินดุลแต่อยู่ในระดับที่ลดลง จากดุลการค้าที่ลดลงเป็นสำคัญ ขณะที่ค่าเงินบาทกลับอ่อนค่าลงมาแล้วด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจ พบว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปยังเพิ่มขึ้น ซึ่งมาจากราคาอาหารสดและผลจากฐานราคาน้ำมันขายปลักในประเทศที่ต่ำของปี 2562 ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานยังอยู่ในระดับต่ำ สะท้อนความต้องการในประเทศยังอ่อนแอ



ก.พ.เศรษฐกิจลงลึกสุด


แนวโน้มเศรษฐกิจโดยรวมในเดือนก.พ. นายดอน คาดการณ์ว่า เป็นเดือนที่ได้รับผลกระทบเต็มๆทั้งเดือน จึงมีโอกาสที่จะเศรษฐกิจไทยจะปรับตัว “ลงลึกสุด” ในรอบไตรมาสแรก โดยเครื่องยนต์ที่ได้รับผลกระทบหนักคือ ภาคท่องเที่ยวจะหดหายไป 40-45% ของนักท่องเที่ยวรวม (ข้อมูลไม่เต็มเดือนก.พ.) แต่เดือนม.ค.ยังบวก 2% จากนักท่องเที่ยวจีนที่เข้ามาเที่ยวเร็วปกติในช่วงก่อนเกิดเหตุการณ์แพร่ระบาดไวรัสโควิด-19


ทั้งนี้ธปท. ระบุว่า ประเด็นที่ต้องติดตามในช่วงนี้ถึงเดือน มี.ค.มี 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ อันดับ แรกสถานการณ์ไวรัสโควิด ที่กระทบตั้งแต่ภาคการผลิตและส่งออกของไทย การท่องเที่ยว การบริโภคและการลงทุนในเอกชน


อันดับที่สอง ภัยแล้ง ที่จะกระทบต่อภาคส่งออกในกลุ่มสินค้าเกษตร อิเล็กทรอนิกส์ และปิโตรเคมี และกระทบต่อภาคการบริโภคที่ลดลงอันดับสาม พ.ร.บ. งบฯปี 2563 ที่คาดจะเห็นการเร่งใช้จ่ายในช่วงไตรมาส 2 ของปีนี้ และมีมาตรการต่างๆช่วยพยุงการใช้ในประเทศได้บ้าง


มี.ค.ช่วงลุ้นระทึกโควิด-19 พ้นเฟส 3

 

สำหรับเดือนมี.ค.ในระยะใกล้นี้ เศรษฐกิจไทยขึ้นกับหลายปัจจัย เพราะหากสามารถควบคุมไม่ให้แพร่ระบาดเข้าสู่เฟส 3 ได้ จะทำเป็นผลบวกต่อประเทศไทย ซึ่งเรียกว่าเป็นช่วง Golden Period เพราะหากผ่านไปได้ จนเข้าสู่เดือนเม.ย. เป็นข่วงฤดูร้อน ก็จะช่วยให้สถานการณ์ไม่ย่ำแย่ลง


“ขณะนี้สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ยังไม่นิ่ง จึงไม่รู้จบได้เมื่อไหร่ ธปท.ได้ทำกรณีศึกษาหลายกรณี ตั้งแต่กรณีเลวร้ายสุด และกรณีฐาน ซึ่งตามกระทรวงสาธารณสุขให้กรณีฐาน คุมสถานการณ์ในช่วง Golden Period ไว้ พอเข้าเดือนเมษายนและพฤษภาคม จะได้ไม่แย่”นายดอนกล่าว


แต่มีปัจจัยบวกที่สำคัญในเดือนมี.ค. ที่จะมีผลต่อเศรษฐกิจไทยคือ เริ่มมีการเบิกจ่ายงบประมาณประจำปี 2563 ออกมาใส่ระบบเศรษฐกิจ ซึ่งหมายถึง มาตรการต่างๆที่กระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ซึ่งจะส่งผลให้เงินไหลเข้าเศรษฐกิจหมุนเร็วแค่ไหน ขึ้นกับตัวมาตรการที่จะออกมาด้วย



อย่างไรก็ตามนายดอน กล่าวว่า อยากให้ติดตามสถานการณ์และรอดูภาพรวมของเศรษฐกิจทั้งปีมากกว่า เพราะหากดูในไตรมาสแรก เศรษฐกิจตกต่ำสุดในรอบปี หากคุมสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ได้ ไตรมาสต่อๆมา อาจจะดีขึ้นมาได้

 

 

ไวรัสยืดเยื้อ GDP โตต่ำกว่า 1%

 

“จากที่ได้พูดคุยกับสถาบันเครดิตเรทติ้ง 2 สัปดาห์ก่อน ได้บอกว่า เศรษฐกิจไทยมีทั้งลบและบวก เพราะไทยขึ้นกับนักท่องเที่ยว สัดส่วนค่อนข้างมาก แต่หากดูอีกด้าน เศรษฐกิจไทยยังมีพื้นที่การคลังมากกว่าประเทศอื่นในภูมิภาค (สะท้อนจากสัดส่วนหนี้สาธารณะอยู่ที่41.2%ต่อGDP ณ ธ.ค.2562)”


ส่วนข้อสงสัยหากสถานกรณ์ไวรัสโควิด-19 เกิดขึ้นยืดเยื้อและรุนแรงตลอดทั้งปี มีความเป็นไปได้ที่ปีนี้ทั้งปี GDP ขยายตัวต่ำกว่า 1% ทั้งนี้ข้อมูลจากธปท. คาดการณ์ปี 2563 การขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) 2.8% โดยภาคเอกชนมีการบริโภคเติบโต 3% และการลงทุน 3.7% ส่วนภาครัฐ การบริโภคและการลงทุนอยู่ที่ 3.4% และ 6.3% ตามลำดับ ส่วนมูลค่าการส่งออกโต 0.5%และการนำเข้าโต 1.4% ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 3 หมื่นล้านดอลลาร์ และนักท่องเที่ยวคาดมีจำนวน 41.7 ล้านคน


สำหรับโอกาสที่เศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ภาวะถดถอยจากไตรมาสแรกและไตรมาสสอง “ติดลบ”ต่อเนื่องนั้น นายดอนกล่าวว่า ทุกอย่างมีความเป็นไปได้ทั้งนั้น แต่ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) วันที่ 25 มี.ค.ที่จะถึงนี้ จะเห็นข้อมูลเศรษฐกิจเดือนก.พ. ที่มีตัวแปรต่างๆทั้งบวกและลบ นำมาใช้ประกอบการพิจารณาภาพเศรษฐกิจโดยรวมในที่ประชุมต่อไป

Share: