“บลจ.พรินซิเพิล”...ประเมิน ‘ไวรัส COVID-19’ กระทบเศรษฐกิจไทยครึ่งปีแรก

 

“บลจ.พรินซิเพิล”...ประเมิน ‘ไวรัส COVID-19’ กระทบเศรษฐกิจไทยครึ่งปีแรก จากผลกระทบนักท่องเที่ยวลดลง คาดเห็นเศรษฐกิจฟื้นในครึ่งปีหลัง แนะ ‘หุ้นไทย’ ปรับฐานจังหวะทยอยซื้อ ‘REIT&หุ้นพื้นฐานดี’ ที่ราคาลงแรง ชู ‘กอง PRINCIPAL iBALANCED’ กระจายลงทุนใน 5 สินทรัพย์ ตอบโจทย์ช่วงตลาดหุ้นผันผวน

 

นายวิน พรหมแพทย์ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บลจ.พรินซิเพิล จำกัด เปิดเผยว่า จากการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19  ได้ประเมินผลกระทบในด้านต่างๆ ได้แก่

 

  1. ผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจไทย คาดว่าจะได้รับผลกระทบมากในช่วงครึ่งปีแรก เนื่องจากประเทศไทยพึ่งพารายได้จากการท่องเที่ยวค่อนข้างมากและเป็น 1 ในเครื่องยนต์หลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ประกอบกับในปัจจุบันนักท่องเที่ยวจีนซึ่งมีสัดส่วนประมาณ 1 ใน 3 ของนักท่องเที่ยวทั้งหมด และนักท่องเที่ยวชาติอื่นๆ ได้ชะลอการเข้ามาไทย ขณะที่สำนักงานสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ปรับลดคาดการณ์อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจไทยในปีนี้เหลือ 1.5 – 2.5% จากเดิมคาดการณ์เติบโต 2.7 – 3.7% เนื่องจากการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 เป็นปัจจัยสำคัญ อย่างไรก็ตามประเมินว่าภาพรวมเศรษฐกิจจะไม่ชะลอตัวถึงขั้นติดลบ และจะเห็นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในครึ่งปีหลังของปีนี้

 


วิน พรหมแพทย์

 

  1. ผลกระทบต่อตลาดทุน ในช่วงแรกพบว่าตลาดหุ้นจีนและอีกหลายประเทศในทวีปเอเชียปรับตัวลงแรง หลังจากจำนวนผู้ติดเชื้อในจีนเพิ่มขึ้นในอัตราชะลอตัวลงส่งผลให้ตลาดหุ้นจีนเริ่มฟื้นตัว อย่างไรก็ตาม จากจำนวนผู้ติดเชื้อในภูมิภาคอื่นๆ ที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวลดลงอีกระลอก โดยเฉพาะตลาดหุ้นไทยที่ปรับลดลงมากที่สุด สะท้อนจากอัตราผลตอบแทน YTD (นับจาก 1 ม.ค. – 28 ก.พ. 2020) ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยอยู่ที่ -15.15%
  2. ผลกระทบด้านสุขภาพ ปัจจุบันการแพร่ระบาดถือว่ายังอยู่ในวงจำกัด เนื่องจากรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ออกมาตรการป้องกันอย่างรวดเร็ว โดย ณ วันที่ 1 มี.ค. 2020 ไทยมีผู้ติดเชื้อไวรัส COVID-19 จำนวน 42 คน รักษาหายและกลับบ้านได้แล้ว 30 คน (ที่มา : กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข) อย่างไรก็ตามต้องติดตามสถานการณ์แพร่ระบาดที่มีความเสี่ยงเข้าสู่ระยะที่ 3 อย่างใกล้ชิด


นายวิน ยังกล่าวอีกว่า ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน บริษัทมีคำแนะนำภายใต้ธีมการลงทุน ‘Risk Velocity’ อัตราเร็วของความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นภาวะที่ราคาสินทรัพย์กับทิศทางเศรษฐกิจไม่สอดคล้องกัน ทำให้ตลาดหุ้นมีความผันผวนสูงขึ้น อย่างไรก็ตามจากสถานการณ์ดังกล่าวมีมุมมองการวางแผนลงทุนในสินทรัพย์แต่ละกลุ่ม ได้แก่

 

  1. ตราสารหนี้ โดยนับตั้งแต่ปลายปี 2019 บริษัทได้เพิ่ม Duration (อายุเฉลี่ย) ของพอร์ตลงทุนตราสารหนี้ จึงได้รับประโยชน์จากทิศทางอัตราผลตอบแทนที่ปรับลดลง ทำให้มูลค่าของตลาดพันธบัตรและหุ้นกู้ปรับเพิ่มขึ้น
  2. ตราสารทุน ผู้จัดการกองทุนได้เพิ่มสัดส่วนถือครองเงินสดและสินทรัพย์สภาพคล่องในเดือนมกราคมปีนี้เป็น 8 – 10 % จากเดิม 3 – 5% ทำให้พอร์ตลงทุนปรับลดลงต่ำกว่าดัชนีอ้างอิง และมีกระแสเงินสดเพื่อรอลงทุนในหุ้นพื้นฐานดีที่ราคาปรับลดลงต่ำกว่าปัจจัยพื้นฐาน
  3. สินทรัพย์ทางเลือก ได้แก่ ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Fund) และกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ (Property Fund) โดยเน้นการลงทุนสินทรัพย์คุณภาพดี มีอัตราค่าเช่าสูงและมีรายได้ค่าเช่ามั่นคง เน้นกลุ่มธุรกิจโลจิสติกส์ ดาต้าเซ็นเตอร์ อาคารสำนักงานและโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวไม่มากนัก และแทบไม่ได้รับผลกระทบทางธุรกิจ



“แม้ว่าความกังวลในปัจจุบันจะกระทบตลาดหุ้นปรับลดลง แต่กลุ่มสินทรัพย์ทางเลือกยังให้ผลตอบแทน YTD สูงกว่าดัชนี SET Index และมองว่าการปรับฐานของตลาดหุ้นไทย รอบนี้เป็นจังหวะดีที่จะทยอยลงทุนเพิ่มขึ้นใน REIT คุณภาพที่มีราคาลดลง”

 

นายวิน กล่าวเสริมว่า แนวทางการลดความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดหุ้นคือ การใช้หลักการกระจายการลงทุนหรือ ‘Diversification’ เพื่อรับมือภาวะตลาด โดยแนะนำจัดพอร์ตกระจายเงินลงทุนในหลากหลายสินทรัพย์ เช่น ‘กองทุน PRINCIPAL iBALANCED’ ที่กระจายการลงทุนใน 5 กลุ่มสินทรัพย์ ประกอบด้วย ตราสารหนี้ไทย หุ้นไทย หุ้นต่างประเทศ อสังหาริมทรัพย์และทองคำ จึงทำให้กองทุนดังกล่าวมีอัตราผลตอบแทน YTD (ณ 31 ม.ค. 2020) 0.20% ขณะที่ผลการดำเนินงานย้อนหลัง YTD ของดัชนีอ้างอิงอยู่ที่ 0.28%* เทียบกับอัตราผลตอบแทนของ SET Index ในช่วงเดียวกันที่ -4.11% (แหล่งข้อมูล: ThaiBMA, The Stock Exchange of Thailand, Bloomberg, BOT, MorningStar Direct)

 

“เราแนะนำให้นักลงทุนติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดแต่ไม่ควรตกใจ เพราะมีเหตุการณ์ในอดีตหลายครั้งที่สร้างความตื่นตระหนกแก่นักลงทุนและทำให้ตลาดหุ้นปรับลดลงแรง ทำให้หุ้นหลายตัวที่ธุรกิจไม่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ถูกเทขายด้วย จึงมองเป็นโอกาสเข้าลงทุนในหุ้นพื้นฐานดีที่ราคาลดลง”

Share: