สแกน 2 ไตรมาสจากนี้ เศรษฐกิจไทย ใต้ลมพิษไวรัสโควิด-19 เดินเข้าสู่ภาวะถดถอย หรือไม่

ผ่านเข้าสู่เดือนที่สามของปี 2563 ไปอย่างยากลำบากอีกครั้ง สำหรับเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะในช่วง 1 เดือนเศษๆ นับจากปลายเดือนมกราคม ที่สะดุดผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19


ขณะที่ตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ เริ่มเห็นการประกาศจัดงานอีเว้นท์ต่างๆ งดการเดินทางออกนอกประเทศโดยไม่จำเป็น และหากเดินทางออกนอกประเทศกลับมาต้องถูกกักตัวห้ามออกจากบ้าน 14 วันเพื่อดูว่ามีอาการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 มาหรือไม่ ซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติเช่นเดียวกับประเทศต่างๆ


สถานการณ์วันนี้ สร้างความตื่นตระหนก และกำลังถูกตั้งตำถามต่างๆนานา เริ่มจากเศรษฐกิจในไตรมาสแรกจะหดตัวหรือติดลบแค่ไหน โอกาสการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในไทยจะเข้าสู่เฟส 3 หรือไม่ และปัญหานี้จะลากยาวแค่ไหน เศรษฐกิจไทยมีโอกาสเกิดภาวะถดถอยหรือไม่ เศรษฐกิจไทยปีนี้ จะขยายตัวต่ำกว่า1% หรือไม่


ความเชื่อมั่นด้านต่างๆวูบหายไป ไม่ว่าจะฝั่งผู้บริโภค นักธุรกิจ นักลงทุนในตลาดการเงิน โดยเฉพาะสัญญาณจากตลาดหุ้น ผ่านดัชนีตลาดหลักทรัพย์ (SET Index) ปรับตัวร่วงระเนระนาดตลอดสัปดาห์สุดท้ายของเดือนก.พ. ที่ผ่านมา ล่าสุด (29 ก.พ.2563) ดัชนีดิ่งวูบเหลือเพียง 1,340.52 จุด ทำสถิติต่ำสุดรอบ 4 ปี และร่วงรูดจากสิ้นปี 2562 SET Index ปิดอยู่ที่ระดับ 1,579.84 จุด


ทั้งๆที่เมื่อต้นปี 2561 ดัชนีตลาดหุ้นไทยเพิ่งทำสถิติใหม่ 1,838.96 จุด ทำไมหุ้นไทยถึงร่วงดิ่งเหวได้ขนาดนี้


เป็นอาการเดียวกับช่วงที่ประเทศไทยเกิดวิกฤตต้มยำกุ้งช่วงปี 2540 จากภาวะฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์และสถาบันการเงินล้ม นำมาสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย

 

 

ครั้งที่เศรษฐกิจไทยถดถอย

ซึ่งประเทศไทยเคยประสบภาวะเศรษฐกิจถดถอยเชิงเทคนิคจานวน 4 ครั้งในปี 2540 ,ปี 2551 ,ปี 2556 และ ปี 2557


คำว่า “เศรษฐกิจถดถอย” ตามคำนิยามของสภาพัฒน์ คือ ภาวะในช่วงขาลงของวัฏจักรเศรษฐกิจ ซึ่งสะท้อนผ่านการลดลงของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ซึ่งวัดโดยผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ GDP ณ ราคาที่แท้จริง หลังปรับผลของฤดูกาลออกแล้ว เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า( QoQ) “ติดลบ” ติดต่อกันอย่างน้อยสองไตรมาส


ประเทศไทยเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยครั้งแรก ในปี 2540 เป็นช่วงวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง ซึ่งส่งผลให้ GDP ณ ราคาที่แท้จริงหลัง ปรับฤดูกาลแล้ว ปรับตัวลดลงนับตั้งแต่ในไตรมาสที่ 3 ของปี 2540 ถึงไตรมาสที่ 2 ของปี 2541 เป็น การลดลงต่อเนื่อง”สี่ไตรมาส” ติดต่อกัน


ครั้งที่สองเกิดในปี2551 ซึ่งเป็นช่วงวิกฤตเศรษฐกิจการเงินโลกหรือวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ในสหรัฐฯ ส่งผล ให้ GDP ณ ราคาที่แท้จริงหลังปรับฤดูกาลแล้ว ปรับตัวลดลงนับตั้งแต่ไตรมาสที่ 4 ของปี 2551 ถึงไตรมาส ที่ 1 ของปี 2552 เป็นการลดลง “สองไตรมาส” ติดต่อกัน


ครั้งที่สาม เกิดในปี 2556 เป็นช่วงที่เผชิญกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกที่ส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกและการผลิตภาคอุตสาหกรรม ประกอบกับปัจจัยภายในประเทศ เกิดภาวะภัยแล้ง รุนแรงที่สุดของไทย ที่ส่งผลกระทบต่อการผลิตภาคเกษตรกรรม ซึ่งส่งผลให้ GDP ณ ราคาที่แท้จริง หลังปรับฤดูกาลแล้ว ปรับตัวลดลงนับตั้งแต่ไตรมาสที่ 1 ของปี 2556 ถึงไตรมาสที่ 2 ของปี 2556 เป็นการ ลดลง “สองไตรมาส” ติดต่อกัน


ครั้งที่สี่ เกิดในปี2556-2557เป็นช่วงที่เผชิญกับความไม่แน่นอนทางการเมืองซึ่งส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยว การลงทุน การค้า และการผลิตภาคอุตสาหกรรม ซึ่งส่งผลให้ GDP ณ ราคาที่แท้จริงหลังปรับ ฤดูกาลแล้ว ปรับตัวลดลงนับตั้งแต่ไตรมาสที่ 4 ของปี 2556 ถึงไตรมาสที่ 1 ของปี 2557 เป็นการลดลง “สองไตรมาส”ติดต่อกัน


แค่สำหรับครั้งนี้ จุดเสี่ยงเกิดภาวะถดถอยของเศรษฐกิจไทย มีความต่างกับครั้งก่อนๆ หน้า เพราะขณะนี้เศรษฐกิจไทยได้รับแรงกดดันจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่มีต้นตอจากเมืองอู๋ฮั่น ประเทศจีน ได้แพร่กระจายออกนอกจีนเป็นวงกว้างราว 45 ประเทศ ซึ่งเป็นทั้งประเทศที่พัฒนาแล้วและกำลังพัฒนา ซึ่งหนึ่งในนั้นมี “ประเทศไทย”ด้วย


ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจโลกตกอยู่ในอาการสะดุด รวมถึงเศรษฐกิจไทยที่ย่อมได้รับผลกระทบตามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งจะเริ่มเห็นผลเต็มๆตั้งแต่เดือน ก.พ. นี้เป็นต้นไป


ทั้งนี้ คำว่า “กิจกรรมทางเศรษฐกิจ” ต่างๆที่สำคัญ อาทิ การลดลงของภาคการผลิต การใช้จ่ายอุปโภคบริโภค การลงทุน และการส่งออกสินค้าและบริการ และการนำไปสู่การลดลงของการจ้างงานเป็นต้น


นี่คือ ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามตัวเลขของเดือนก.พ. เป็นต้นไป ออกมาติดลบหรือไม่


มาย้อนดูข้อมูลเศรษฐกิจไทยไตรมาส 4 ปี2562 ขยายตัว 1.6% เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน และขยายตัวได้ปริ่มๆ 0.2%จากไตรมาส 3/2562 (QoQ) ดังนั้นไตรมาส 4 แต่เกิดการขยายตัวที่ชะลอลง เนื่องจากปัจจัยหลักๆ


1 การขยายตัวระดับต่ำของเศรษฐกิจโลก ด้วยความไม่แน่นอนของทิศทางมาตรการกีดกันการค้า และการแข็งค่าของเงินบาท
2 ความล่าช้าของกระบวนการงบประมาณ
3 ผลกระทบจากปัญหาภัยแล้งมี่มาเร็วกว่าคาด และปัจจัยชั่วคราวในการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม


ขณะที่ในด้านการบริโภคและการลงทุนในภาคเอกชน ยังมีการขยายตัวดีกว่าเครื่องยนต์อื่นนำโดยการส่งออก-การนำเข้า และการใช้จ่าย-ลงทุนของภาครัฐ ที่หดตัว

 

 

ไตรมาสแรกติดลบ

สายงานวิจัยของธนาคารกรุงศรีอยุธยา ฟันธงออกมาแล้วว่า เศรษฐกิจไทย กำลังเผชิญกับ 3 แรงปะทะ  โดยแรงปะทะหนักสุด ได้แก่ การแพร่ระบาดของโรคไวรัสโควิด -19  ที่คาดว่าจะคลี่คลายลงในช่วงเดือน พ.ค. นี้ ส่งผลกระทบต่อภาคท่องเที่ยวตกต่ำสุดในไตรมาสแรกนี้ ตามด้วยแรงปะทะจากภัยแล้งกินระยะเวลานานถึงเดือน พ.ค. นี้ เช่นกัน ส่วนการเบิกจ่ายภาครัฐจะเห็นเร็วสุดกลางเดือนมี.ค.จนถึงปลายมี.ค.นี้


ฝ่ายวิจัยกรุงศรี ประเมินผลกระทบต่อ GDP ไตรมาสแรก ติดลบ 0.7% เทียบกับไตรมาสแรกปีก่อน (YoY) และติดลบ 1.5% เทียบกับไตรมาส 4/2562 (QoQ)

 

 

กรุงศรีชี้ไตรมาสสอง ขึ้นกับมาตรการคลัง ชี้2รอบแรกไม่ปัง

ฝ่ายวิจัยธนาคารกรุงศรี มองว่า ส่วนไตรมาส 2  คาด GDP กลับมาโต 0%บวก/ลบเล็กน้อย หรือราว 0.2% YoY  และโต 1.3%QoQ   ทั้งนี้ขึ้นกับสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ยืดเยื้อหรือไม่


สำหรับครึ่งปีหลัง มั่นใจว่าเศรษฐกิจเป็นบวกแน่นอน โดยรวมส่งผลให้ทั้งปี GDP ปีนี้ขยายตัวได้ 1.5% ซึ่งปรับลดลงจากคาดการณ์เดิม  2.5%


หากดูจากการประเมินผลกระทบต่อ GDP ไตรมาส 1 และ 2 ไทยมีโอกาสเกิดภาวะถดถอยได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับไตรมาส 2 เป็นสำคัญว่า จะพลิกกลับเป็นบวกได้หรือไม่ ภายใต้การออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ปัง


ทั้งนี้ ที่ผ่านมา รอบแรกเมื่อปลายม.ค. รัฐบาลได้ออกมาตรการทางการคลังเพื่อสนับสนุนการลงทุนในประเทศ ปี 2563 เป็นมาตรการพิเศษที่ช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจไทยอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน เป็นยาแรงเพื่อกระตุ้นการลงทุนภายในประเทศ โดยให้มากถึง 3 ต่อ  ซึ่งประกอบด้วย ต่อที่ 1 มาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการลงทุนในประเทศ ซึ่งหักรายจ่ายเพื่อการลงทุน ได้ถึง 2.5 เท่าของรายจ่ายตามจำนวนจ่ายจริง ส่วนกรณีเป็นการลงทุนแบบลัสซิ่งหรือเช่า หักได้ 1เท่า สำหรับรายจ่ายที่จ่ายไปตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2563


ต่อที่ 2 มาตรการยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร เพิ่มอีก 146 รายการ โดยของที่ได้รับยกเว้นอากรต้องเป็นของที่ไม่เคยผ่านการใช้งานมาก่อน และจะต้องนำไปใช้ในการประกอบกิจการของผู้นำของเข้าเท่านั้น ระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่วันที่ประกาศกระทรวงการคลังมีผลบังคับใช้ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2563


และต่อที่ 3 มาตรการสินเชื่อเพื่อการลงทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต


สินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษจากธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการปรับปรุงเครื่องจักรใหม่ หรือซื้อเครื่องจักรใหม่เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต ในอัตราดอกเบี้ยพิเศษ คงที่ปีที่ 1 – 2 ร้อยละ 2 และปีที่ 3 – 5 ร้อยละ 4 วงเงินกู้สูงสุดต่อราย 100 ล้านบาท ภายใต้วงเงิน 5,000 ล้านบาท ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 ธันวาคม 2563 นอกจากนี้ยังมีสิทธิประโยชน์อื่น ๆ เช่นการค้ำประกันโดยบสย.


สำหรับมาตรการรอบ 2 ยังเป็นมาตรการภาษี คือ 1.การขยายเวลาผู้มีเงินได้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภ.ง.ด. 90 และ ภ.ง.ด. 91 ไปถึงเดือนมิ.ย. จากเดิมจะต้องยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษีภายในเดือนมี.ค. 2563


2 มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการจัดอบรมสัมมนาภายในประเทศ ให้กับภาคธุรกิจ หักรายจ่ายที่ได้จ่ายไปเป็นค่าห้องสัมมนา ค่าห้องพัก ค่าขนส่ง หรือรายจ่ายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการอบรมสัมมนาภายในประเทศที่จัดขึ้นให้แก่ลูกจ้าง หรือรายจ่ายที่ได้จ่ายให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ เพื่อการอบรมสัมมนาภายในประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-31 ธ.ค. 2563 เป็น 2 เท่าของรายจ่ายตามที่จ่ายจริง 


3.มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการปรับปรุงกิจการโรงแรม นำมาหักรายจ่ายสำหรับเงินได้เท่ากับรายจ่ายที่ได้จ่ายเพื่อการต่อเติม เปลี่ยนแปลง ขยายออก หรือทำให้ดีขึ้นซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการ ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. - 31 ธ.ค. 2563 เป็นจำนวน 1.5 เท่า ของรายจ่ายตามจำนวนที่จ่ายจริง


4.มาตรการลดอัตราภาษีสรรพสามิตสำหรับน้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องบินไอพ่น (น้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องบินฯ) ปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันเครื่องบินฯ ที่นำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับเที่ยวบินในประเทศ จากเดิม 4.726 บาทต่อลิตร เหลือ 0.20 บาทต่อลิตร ถึงวันที่ 30 ก.ย. 2563 ส่วนนี้ช่วยเหลือสายการบิน

 

 

ธปท. มองเศรษฐกิจระยะถัดไปแบบรายเดือน

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานภาวะเศรษฐกิจ เดือนม.ค. ที่ผ่านมาว่า เศรษฐกิจไทยอยู่ ในภาวะชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง โดยการส่งออกไม่รวมทองคำ คงติดลบต่อเนื่องราว1.3% ส่งผลต่อการผลิตภาคอุตสาหกรรมและเครื่องชี้การลงทุนภาคเอกชนหดตัวหรือติดลบตามไปด้วย โดยเฉพาะการลงทุนหมวดเครื่องจักรอุปกรณ์และหมวดก่อสร้าง


ขณะที่การใช้จ่ายภาครัฐ ติดลบถึง 20.4%เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน เพราะร่างพ.ร.บ. งบประมาณประจำปี 2563 ยังไม่ผ่านสภา


ตัวที่ยังพอขยายตัวได้ในบรรดาเครื่องชี้เศรษฐกิจไทย คือการบริโภคภาคเอกชน โตในอัตราชะลอตัว และภาคท่องเที่ยว ที่มีตัวเลขเป็นบวก 2.5% หรือจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ 3.8 ล้านคน แม้ว่าจะมีผลของการระบาด COVID-19 ในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือน ม.ค. แต่โชคดีที่นักท่องเที่ยวจีนเข้ามาไทยเร็วกว่าปกติ แต่ตั้งแต่ช่วงตรุษจีน พบว่านักท่องเที่ยวจีนหายไปเกือบ 90% เนื่องจากรัฐบาลจีนสั่งห้ามออกนอกประเทศ ซึ่งตรงนี้ที่เริ่มเห็นผลกระทบต่อการใช้จ่ายในประเทศ ที่นักท่องเที่ยวหายไป


มาดูเรื่องของการจ้างงานยังคงเปราะบาง โดยมีแนวโน้มคนว่างงานเพิ่มขึ้นหลังจากข้อมูลการสิ้นสุดสัญญาจ้าง ที่มีเพิ่มขึ้น


สำหรับเดือนก.พ.แบงก์ชาติยอมรับแล้วว่าจะเป็นเดือนที่เศรษฐกิจไทย “ลง ลึกสุด “ เนื่องจากเป็นช่วงที่จีนมียอดผู้ติดเชื้อพุ่งขึ้นทวีคูณ และกิจกรรมทางเศรษฐกิจของจีนลดวูบ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยหนักสุด นำโดยภาคท่องเที่ยว พบว่าจำนวนนักท่องเที่ยวโดยรวมหายไปไม่ต่ำกว่า 40-45%ของจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งหมด และกระทบต่อเนื่องยังภาคบริการ ไม่ว่าเป็นโรงแรม ธุรกิจทัวร์ -ไกด์ร้านอาหาร ร้านค้าต่างๆ ซึ่งนำมาสู่การเลิกว่าจ้างงาน


ภาคส่งออกไทย เนื่องจากไทยส่งออกจีนเป็นอันดับหนึ่ง โดยมีสัดส่วนการส่งออกราว 11-12% และสินค้าที่จะได้รับผลกระทบหนักคือ ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับยางพารา ซึ่งคาดว่าส่วนนี้จะลดฮวบลง ส่วนอันดับ 2 คือ ตลาดส่งออกไปสหรัฐ ที่ยังพอเป็นบวกอยู่ต่อเนื่องจากเดือนแรก และอันดับ 3 เป็นยุโรป ที่ยังเป็นบวกเช่นกัน ดังนั้นภาคส่งออกจะ”ติดลบ”หนักกว่าเดือน ม.ค. แน่นอน และต่อเนื่องมายังภาคการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม ที่ไม่สามารถผลิตเพื่อส่งออกลูกค้าจีนได้ รวมไปถึงสินค้าที่เกี่ยวกับเกษตรด้วย

 

 

ความเสี่ยงเพิ่มจากปัญหาว่างงานสูงขึ้น

ภาพรวมแนวโน้มการจ้างงาน มีโอกาส “ลดลง”ตามภาคการผลิต ขณะที่ด้านการลงทุนคงไม่ใช่บรรยากาศที่สร้างความเชื่อมั่นให้ขยายตัวใดๆ ในภาวะนี้ภาคเอกชนเก็บกระแสเงินสดไว้ให้มากที่สุด เพื่อให้สามารถประคองให้รอดพ้นวิกฤตนี้อย่างน้อย 1-2ไตรมาสนี้ แผนธุรกิจที่วางไว้สำหรับช่วงครึ่งปีแรกมีอันต้องเลื่อนไปพับไปบ้าง


นอกจากนี้ ภาคธุรกิจบริการ ยังเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักต่อเนื่อง โดยเฉพาะสายการบินต่างๆ เพราะยังมีการขอให้ยกเลิกการเดินทางออกนอกประเทศด้วย และกลับมาเห็นการลดพนักงานลงอีกครั้ง แม้แต่ธุรกิจโรงหนังที่เงียบเหงา จนต้องทำโปรโมชั่นเหลือค่าตั๋วเพียง 29 บาท จากราคาตั๋วปกติ 150-200 บาทขึ้นไป ธุรกิจห้างสรรพสินค้าที่ซบเซา ซึ่งไม่มีคนไปเดินในที่สาธารณะ สะท้อนถึงจำนวนคนว่างงานเพิ่มขึ้น ทำให้รายได้ในมือลดลง


ภาคการบริโภคภาคเอกชน เมื่อจำนวนคนว่างงานเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะแรงงานรายได้ต่ำ ส่งผลให้กำลังซื้อหรือการจับจ่ายใช้สอยหดหายไปเช่นกัน เมื่อรวมกับกำลังซื้อของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่หายไปอีกส่วนหนึ่ง ดังนั้น การจับจ่ายใช้สอยมีแต่ลดลงๆในระยะข้างหน้า


ส่วนภาครัฐ เป็นเดือน ก.พ. เพิ่งได้รับงบประมาณมาใช้จ่ายและลงทุน ดังนั้น จึงหดตัวตามสภาพเช่นเดือนม.ค. ที่ผ่านมา แต่ให้ไปลุ้นเดือนมี.ค. ว่าจะติดเทอร์โบเบิกจ่ายงบมาอัดฉีดใส่ระบบเศรษฐกิจเร็วจริงหรือไม่และมีมาตรกระตุ้นเศรษฐกิจยิงตรงการใช้จ่ายของภาคการบริโภคได้แค่ไหน

 

 

เลื่อนจัดงานอีเว้นท์ต่างๆใน มี..สูญ 4 พันล้านบาท

สำหรับทิศทางเดือนมี.ค. ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ที่ยังคุกรุ่นอยู่ แม้จีนจะออกมาบอกว่าผ่านจุดพีกแล้ว โดยผู้ป่วยใหม่เพิ่มในอัตราชะลอตัว แต่นอกจีนยังพบผู้ป่วยเพิ่มขึ้นรวมถึงประเทศไทย


หากประเมินจากภาพหลอนเศรษฐกิจไทยในเดือนนี้ ก็ยังไม่เห็นแสงสว่างนัก ไม่ว่าจะเป็นภาคการส่งออก ภาคการผลิต ภาคบริการ และการบริโภค


ขณะที่มีประเด็นใหม่เกิดขึ้นเพิ่มติม นั่นคือ ภาคธุรกิจเอกชนและภาครัฐ ต้องจำยอมเลื่อนจัดงานอีเว้นท์ การจัดกิจกรรมต่างๆ คอนเสิร์ต ออกไป ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับทั่วโลกที่เลื่อนจัดงานประชุมต่างๆแม้จะเป็นระดับนานาชาติก็ตาม เพราะสถานการณ์การแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19 ยังอยู่ในจุดแพร่วงกว้างได้ และหากยิ่งมีการรวมตัวของคนหมู่มากหรือชุมนุม โดยสำหรับประเทศไทยที่ต้องการควบคุมไม่ให้เกิดการแพร่ระบาดเป็นเฟส 3 ได้ ภาคธุรกิจจึงพร้อมใจกันเลื่อนจัดงานออกไปในระยะ 1-2 เดือนนี้ ซึ่งผู้บริหาร บริษัทไรม์แมน ผู้ดำเนินธุรกิจมีการประเมินมูลค่าผลกระทบระดับ 3-4 พันล้านบาท จากปกติมีมูลค่าธุรกิจนี้ราว 1.2-1.3 หมื่นล้านบาท ในช่วงดังกล่าว โดยมีการยกเลิกจัดงานแล้วราว 90% สะท้อนการใช้จ่ายฝั่งเอกชน หดหายหนักกว่า 2 เดือน


แม้จะมีความหวังการใช้จ่ายของรัฐบาล ผ่านการออกมาตรการต่างๆ เพื่อ กระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ต้องจับตาว่า จะเป็นยาแรงแค่ไหน และสามารถเรียกความเชื่อมั่นการบริโภคในประเทศกลับมาได้แค่ไหน เพราะที่ออกมา 2 รอบแรกเป็นมาตรการภาษี ที่เรียกว่า ออกฤทธิ์ในระยะปานกลาง เพราะเศรษฐกิจต้องการยากระตุ้นภาคการบริโภคให้จุดพลุติดก่อน จึงจะตามมาด้วยเรื่องการปรับปรุง-การลงทุน จึงจะมาใช้มาตรการนี้


โดยนายดอน นาคทรรพ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธปท. กล่าวว่า เศรษฐกิจในเดือนมี.ค. ขึ้นกับหลายๆปัจจัย โดยเฉพาะปัจจัยบวกจากการเบิกจ่ายของภาครัฐ ที่นำมาใช้ผ่านการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสตัวนี้ว่าเป็นอย่างไรบ้าง


อย่างไรก็ตาม นายดอน กล่าวยอมรับว่า เศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกมีความเป็นไปได้ที่จะลงลึกสุดในรอบปีนี้ อย่างไรก็ตาม อยากให้ดูภาพรวมทั้งปีดีกว่า


“สถานการณ์ไวรัสนี้ ยังไม่นิ่ง ขณะเดียวกันยังไม่มีใครรู้ว่าจะจบลงเมื่อไหร่ สิ่งที่ธปท.ทำ คือ การให้สถาบันการเงินเสริมสภาพคล่องแก่ภาคธุรกิจที่น่าเป็นห่วง “


ทั้งนี้ แนวโน้มผลดำเนินงานของภาคธุรกิจ จึงมีความเป็นไปได้ปรับลดลงรุนแรงสอดตล้องกับภาวะเศรษฐกิจ

 

 

วัดใจเศรษฐกิจไตรมาส ไปต่อหรือตกอับ

สิ่งที่ต้องติดตามต่อ คือ ไตรมาส 2 จะย่ำแย่กว่าไตรมาสแรกหรือไม่ ธปท. ได้มีการประเมินสถานการณ์ไว้หลาย Scenario


โดยนายดอน กล่าวถึงกรณีฐาน อ้างอิงจากกระทรวงสาธารณสุข สามารถประคองสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ไม่ให้เข้าสู่เฟส 3 ได้ในเดือนนี้ ซึ่งเรียกว่าเป็นช่วง Golden Period ก็จะทำให้ประเทศไทยเข้าสู่ฤดูร้อน ซึ่งจะไม่เอื้อต่อการแพร่ระบาดไวรัสดังกล่าวได้ สถานการณ์เศรษฐกิจน่าจะ “ค่อยๆดีขึ้น” ได้ ซึ่งจะต้องมีการประเมินภาพรวมเศรษฐกิจอีกครั้งซึ่งจะมีขึ้นในเดือนเม.ย. นี้


สำหรับกรณีสถานการณ์เลวร้ายสุด การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด “ยืดเยื้อ” ไปตลอดทั้งปี ซึ่งหากเกิดระดับรุนแรง ก็จะมีความเป็นได้ที่จะเห็นเศรษฐกิจโตต่ำระดับ 1%


ดังนั้น ในไตรมาส 2 หากเศรษฐกิจไทย อยู่ในกรณีฐาน และภาครัฐบาลมีอัดฉีดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ กระตุ้นคนไทยเที่ยวในประเทศ ก็มีโอกาสที่จะพลิกฟื้นกลับมาได้ดีกว่าไตรมาสแรก


สำหรับคาดการณ์ครึ่งปีหลัง ส่วนใหญ่ประเมินว่าสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 จะจบลงในครึ่งปีแรก และเศรษฐกิจฟ้าหลังฝนจะเห็นการกลับมาขยายตัวสูงในครึ่งปีหลัง


อย่างไรก็ตาม ล่าสุด หลายค่ายสำนักวิจัย ได้มีการปรับลดคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจ ปี 2563 อยู่ระดับ 1.5-1.8%แล้ว ส่วนสภาพัฒน์ ได้ปรับลดคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจ ปี 2563 เหลือ 2% (กรอบ 1.5-2.5%) มาจากการลงทุนรวมทั้งรัฐและเอกชนขยายตัว 3.6% การบริโภคภาคเอกชน โต 3.5%การใช้จ่ายภาครัฐโต2.6% มูลค่าการส่งออก โต1.4% การนำเข้าโต 2.7%


ด้าน ธปท. คาดการณ์ปี 2563 การขยายตัวทางเศรษฐกิจ(GDP) มีแนวโน้มต่ำ 2% ซึ่งจะมีการพิจารณาปรับตัวเลขอีกครั้งในเดือนเม.ย. นี้ หลังจากเห็นข้อมูลภาวะเศรษฐกิจเดือน ก.พ. ออกมาก่อน


ทั้งปัจจุบัน ธปท คาดปีนี้ GDP โต 2.8% โดยภาคเอกชนมีการบริโภคเติบโต 3% และการลงทุน 3.7% ส่วนภาครัฐ การบริโภคและการลงทุนอยู่ที่ 3.4% และ 6.3% ตามลำดับ ส่วนมูลค่าการส่งออกโต 0.5%และการนำเข้าโต 1.4% ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 3 หมื่นล้านดอลลาร์ และนักท่องเที่ยวคาดมีจำนวน 41.7 ล้านคนซึ่งจะมีการทบทวนใหม่ในเดือนเม.ย.นี้


สำหรับสำนักวิจัยต่างๆ ได้ปรับลดคาดการณ์ GDP ปีนี้ โดย บล.ภัทร คาดเศรษฐกิจโต 1.4% ธนาคารกรุงศรี คาดGDP โต 1.5% ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย คาด GDPโต 1.7% ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดโต 2% และ EIC ของธนาคารไทยพาณิชย์คาด GDPโต 2.1%

 

 

ความหวังภาคส่งออกพลิกฟิ้น

ด้านการส่งออก ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK ) ได้รายงานว่า ภาคการส่งออกของไทย ยังพอมีสัญญาณบวกให้เห็นในบางแง่มุม ที่อาจช่วยให้การส่งออก ทั้งปีไม่ได้แย่อย่างที่หลายฝ่ายวิตกกังวล


โดยชี้ว่าสินค้าไทยยังมีโอกาสเข้าไปแทน “สินค้าจีน”ในตลาดสหรัฐอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสะท้อนได้จาก สินค้าไทยยังได้เปรียบสินค้าจีนจากแต้มต่อด้านภาษีนำเข้า ซึ่งมูลค่าส่งออแไทยไปสหรัฐปี 2562 และ ม.ค. ขยายตัว 11.8% และ 9.9% ตามลำดับ ขณะเดียวกันในระยะถัดไปก็อาจได้อานิสงส์เพิ่มเติมในระยะสั้นหลังจีนเผชิญกับการระบาดของ COVID-19 ที่ส่งผลกระทบต่อการผลิตและโลจิสติกส์ของจีนบางส่วนด้วย


อีกเรื่อง สินค้าไทยมีความหลากหลายและมีความยืดหยุ่น โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภค ที่แม้เศรษฐกิจโลกต้องเผชิญกับหลายปัจจัยเสี่ยงที่เข้ามาอย่างต่อเนื่อง แต่สินค้ากลุ่มดังกล่าวเป็นสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวัน และยังเป็นที่ต้องการในตลาดโลก อาทิ ไก่สดแช่แข็ง ไก่แปรรูป เครื่องดื่ม เครื่องสำอางและสบู่ เครื่องปรุงรส รวมถึงเครื่องปรับอากาศ ที่ได้รับผลดีจากภาวะโลกร้อน เป็นต้น จึงถือเป็นโอกาสของผู้ส่งออกไทย


นอกจากนี้ ผลกระทบจากสงครามการค้าเริ่มเบาบางลง สะท้อนได้จากกลุ่มสินค้าที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานของจีนที่ก่อนหน้านี้ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าเป็นอย่างมาก แต่กลับมาขยายตัวได้ดีอีกครั้งในเดือน ม.ค. อาทิ คอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ ยางพารา ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ เป็นต้น


แม้การส่งออกของไทยในช่วงที่เหลือของปี 2563 จะยังเผชิญปัจจัยเสี่ยงอยู่ไม่น้อย อีกทั้งยังไม่สามารถประเมินผลกระทบของ COVID-19 ได้ชัดเจนนัก แต่ตัวเลขส่งออกในช่วงที่ผ่านมาก็สะท้อนได้บางส่วนว่า การส่งออกของไทยมีความยืดหยุ่นมากขึ้นกว่าอดีต อีกทั้งผู้ส่งออกไทยเริ่มปรับตัวรับมือกับความผันผวนได้ดีขึ้นผ่านการพัฒนาสินค้าและการหาตลาดใหม่ ๆ

 

 

ธุรกิจโต-ร่วงใต้ลมปีไวรัสโควิด-19

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้ประเมินว่า ในช่วงระยะ 1-3 เดือนจากนี้ คนไทยจะมีภาระค่าใช้จ่ายในการป้องกันและดูแลสุขภาพผ่านการซื้อหน้ากากอนามัยและเจลแอลกอฮอล์ คิดเป็นเม็ดเงินราว 2,200-2,500 ล้านบาท ซึ่งทำให้บริษัท โรงงานผู้ผลิตดังกล่าวขยายตัวได้สูงกว่าปกติ และยังเป็นตัวสะท้อนการใช้จ่ายซื้อสินค้าดังกล่าว เพิ่มขึ้นมาก แม้ราคาสูงก็ตาม เพราะ “ของจำเป็นต้องมี”


ขณะที่การปรับพฤติกรรมของประชาชน ไม่ออกไปนอกบ้านหรือในห้างหรือมี่สาธารณะต่างๆ อาจก่อให้เกิดผลทางลบต่อภาคธุรกิจต่างๆ นำโดยผลกระทบหลักจะตกอยู่ที่ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการเดินทางท่องเที่ยวของคนไทยในประเทศผ่านการเลื่อนหรือชะลอการเดินทางชั่วคราวคิดเป็นมูลค่าประมาณ 13,100-17,500 ล้านบาท หรือ คิดเป็น 5-6.5%ของรายได้ตลาดไทยเที่ยวไทยในช่วงปกติ ที่จะลดหายไปในช่วง 1-3 เดือนนี้


สำหรับผลกระทบต่อธุรกิจค้าปลีกและร้านอาหารในภาพรวมจากการใช้จ่ายของคนไทยอาจยังอยู่ในกรอบที่จำกัด โดยผู้ประกอบการบางรายอาจจะได้รายได้เพิ่มขึ้น ขณะที่ผู้ประกอบการบางรายอาจจะได้รายได้ลดลงจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภค


ดังนั้น คาดว่า ในช่วง 1-3 เดือนนี้ ผลกระทบต่อรายได้สุทธิในธุรกิจค้าปลีกและร้านอาหารที่จะสูญเสียไปอาจมีมูลค่าราว 900-1,500 ล้านบาท หรือ คิดเป็นสัดส่วน 0.02-0.04%เมื่อเทียบกับช่วงปกติ

 

 

ถดถอยแล้วฟื้นตัวแบบไหน

สภาพัฒน์ ได้กล่าวถึงภาวะการถดถอยมีแตกต่างกันไปหลากหลายรูปแบบ อาทิ ภาวะถดถอยแล้วฟื้นตัว อย่างรวดเร็ว (V-Shaped) ภาวะถดถอยช่วงสั้น ๆ แล้วฟื้นตัว (U-Shaped) ภาวะถดถอยแล้วฟื้นตัว แต่กลับไป ถดถอยใหม่ก่อนที่จะฟื้นตัวอีกครั้ง (W-Shaped or Double-dip recessions) และภาวะถดถอยแล้วใช้เวลานานในการฟื้นตัว(L-Shaped)


สำหรับเศรษฐกิจไทย หากเข้าสู่ภาวะถดถอยจริง จะเกิดขึ้นกี่ไตรมาส หรือจะเกิดการฟื้นตัวได้ในรูปแบบไหน คงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด


แต่ที่แน่ๆ ขณะนี้ตลาดหุ้นไทยได้สะท้อนปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจและแนวโน้มผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนไปลึกก่อนล่วงหน้าแล้ว


แต่หากมีสัญญาณฟื้นตัวรูป V-Shaped คงต้องดูว่า มีแรงส่งอะไรที่จะหนุนนำได้บ้าง

Share: