เฟ้นหาหุ้นแกร่ง SET 50 กำไรสุทธิเติบโต 5 ปีซ้อน

ในช่วงสภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน ซึ่งหลาย ๆ สำนักวิจัย หรือแม้กระทั่งสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ที่ล่าสุดก็ได้ปรับลดเป้า GDP ลง ทั้งเป็นผลมาจากปัจจัยภายในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงการระบาดของไวรัส COVID-19 ที่แพร่กระจายไปในหลายประเทศ จนมีผู้ติดเชื้อ และเสียชีวิตปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

             

ล่าสุดธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยแบบฉุกเฉินลง 0.5% โดยนักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด มองว่า จากกรณีที่ธนาคารกลางสหรัฐ (FED) ได้ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายแบบฉุกเฉินลง 0.5% สู่ระดับ 1.0-1.25% ซึ่งถือว่ามาเร็วกว่าที่ตลาดประเมินไว้ และเป็นการปรับลดแบบฉุกเฉินครั้งแรกในรอบ 12 ปี

 

โดยการตัดสินใจของ FED ครั้งนี้เกิดขึ้นหลังการประชุม G-7 ซึ่งที่ประชุมกล่าวว่าพร้อมที่จะใช้เครื่องมือที่เหมาะสมรับมือการแพร่กระจายของ COVID-19 จากการกระทำของ FED ที่ปรับลดแบบฉุกเฉินนี้อาจเป็นสิ่งที่ยืนยันความชัดเจนว่าความเสี่ยงของ COVID-19 มีโอกาสกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจของสหรัฐอย่างมีนัยสำคัญและหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

อย่างไรก็ตามจากสภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน ซึ่งส่งผลกระทบต่อบริษัทในตลาดหุ้นอย่างสิ้นเชิง แต่หลาย ๆ บริษัทก็มีมาตรการออกมารองรับ เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับธุรกิจ ให้ก้าวผ่านช่วงเวลาสำคัญนี้ แต่เราก็ไม่สามารถรับรู้ได้ว่ากลยุทธ์ต่างๆ จะมีผลดีมากน้อยแค่ไหน

 

ดังนั้นวันนี้ Wealthy Thai ก็ได้มีเรื่องราวดี ๆ มาฝากอีกเช่นเคย โดยเราได้รวบรวมข้อมูลหุ้นในกลุ่ม SET 50 ที่มีกำไรสุทธฺเติบโต 5 ปีซ้อนมาเป็นข้อมูลให้นักลงทุน ซึ่งเราหวังว่าจะเป็นประโยชน์ที่ดีไม่มากก็น้อย และหุ้นเหล่านั้นมีความน่าสนใจมากแค่ไหนทั้งในปัจจุบันและอนาคต สำหรับหุ้นในกลุ่ม SET 50 ที่มีกำไรสุทธิเติบโต 5 ปีซ้อน (2558-2562) มีจำนวนทั้งสิ้น 11 หลักทรัพย์ ได้แก่  BJC, CPALL, CPF, EA, GLOBAL, HMPRO, KTC, MTC, SAWAD, TCAP และTISCO โดยมีรายระเอียดในตารางดังนี้

แล้วนับจากนี้ บริษัทเหล่านั้นจะมีการเติบโตมากแค่ไหน?

 

BJC

บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า คงประมาณการกำไรปี 2563 คาดว่าในปี 2563 จะขยายสาขาขนาดใหญ่ประมาณ 3 สาขา อย่างไรก็ตามบริษัทจำเป็นต้องลดการขยายสาขาที่เป็นขนาดใหญ่ลงจากเดิมที่เคยเปิดถึง 7-9 สาขาในช่วงปี 2560-2561 โดยประเมินกำไร 2563 ที่ 7.4 พันล้านบาท เติบโต 2.2% จากปี 2562 โดยยังคงมุมมองที่ระมัดระวัง เนื่องจากความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจที่ยังอ่อนแอ รวมถึงผลกระทบจาก COVID-19

 

CPALL

บริษัทหลักทรัพย์ เอเชีย เวลท์ จำกัด ระบุว่า การระบาดของไวรัสโควิด-19 บริษัทคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อยอดขายสาขาเดิม (SSSG) ในไตรมาส 1/2563 และมีโอกาสกระทบถึงผลประกอบการ ไตรมาส 2/2563 ทำให้ปรับลดประมาณการกำไรสุทธิปี 2563 เหลือ 22,560 ล้านบาท ลดลง 5% จากประมาณการเดิม (เติบโต 0.97% จากปี 2562) โดยใช้สมมติฐาน ยอดซื้อต่อใบเสร็จที่ 69 บาท และจำนวนการขยายสาขา 700 สาขา ในการประเมินผลประกอบการ

 

CPF

บริษัทหลักทรัพย์ เอเชีย เวลท์ จำกัด ระบุว่า คาดปี 2563 มีกำไรสุทธิ 19,220 ล้านบาท เติบโต 4.14% จากปี 2562 โดยมีมุมมองเป็นบวกต่อ CPF เนื่องจากยังมีปัจจัยบวกจากราคาเนื้อสัตว์ที่ยังสูงในหลายประเทศ ผลกระทบจากโรคระบาดไวรัสโควิด-19 ที่จำกัด รวมถึงค่าเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่ามากขึ้น

 

EA

บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่าเรายังคงประมาณการกำไรสุทธิปี 2563 ที่ 6,877 ล้านบาท เติบโต 13.07% จากปี 2562 มีแรงหนุนจาก 1.รับรู้รายได้โรงไฟฟ้าพลังงานลม โครงการหนุมานเต็มปี ขนาด 260 MW ซึ่งทยอย COD ไปตั้งแต่ปลายเดือน ม.ค 62 2.ธุรกิจ Bio-PCM เป็นธุรกิจที่มีมาร์จิ้นสูง กำลังการผลิต 65 ตัน/วัน คาดโรงงานผลิตจะสร้างเสร็จภายใน มี.ค. และจะเริ่มรับรู้รายได้ตั้งแต่เดือน เม.ษ 63 เป็นต้นไป และตั้งเป้าคำสั่งซื้อรถ EV Car สำหรับปี 2563 อีก 5,000 และ โรงงานแบตเตอรี่ ขนาด 1 GWh คาดจะ Run commercial ได้ภายในไตรมาส 4/2563  ปัจจุบันบริษัทสั่งซื้อเครื่องจักรพร้อมติดตั้งแล้ว นอกจากนี้แม้บริษัทจะดำเนินธุรกิจลักษณะ Cost Plus Margin ในหน่วยธุรกิจไบโอดีเซล (B100) แต่มาตรการสนับสนุนน้ำมัน B10 ให้เป็นน้ำมันพื้นฐานภายใน 1Q63 จะช่วยหนุนปริมาณการขายเพิ่มขึ้น

 

GLOBAL

บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ขณะนี้ได้ปรับลดประมาณการกำไรปี 2563 ลง 2% จึงคาดปี 2563 จะมีกำไรสุทธิ 2,162 ล้านบาท เติบโต 3.27% จากปี 2562 แต่ปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 2564 ขึ้นอีก 3% หลังจากที่เราปรับสมมติฐานใหม่เพื่อสะท้อนแนวโน้มภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งจะทำให้อัตราการเติบโตของ EPS ปี 2563 ติดลบอยู่ที่ -1.4% ก่อนที่พลิกฟื้นเป็นบวกที่ 19% ในปี 2564

 

HMPRO

บริษัทหลักทรัพย์ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ระบุว่า คาดกำไรสุทธิปี 2563 ยังเติบโตราว 6.3% แม้รับผลกระทบ COVID-19    เนื่องจากกำไรปี 2562 ที่ต่ำคาด 2%  และผลกระทบ COVID-19 คาดจะฉุดให้ยอดสาขาเดิมในปีนี้หดตัวจากปีก่อนราว 2-3% เป็นผลให้ปรับลดประมาณการกำไรปี 2563 ลง 8.7% โดยกำไรสุทธิปี 2563 ใหม่อยู่ที่ 6,564 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 6.3%

 

KTC

บริษัทหลักทรัพย์ เอเอสแอล จำกัด ระบุว่า ในปี 2563 คาดมีกำไรสุทธิ 5,910 ล้านบาท เติบโต 6.98% จากปี 2562 โดย แนะนำ “ถือ” ที่ราคาเป้าหมาย 42.00 มีคุณภาพสินทรัพย์แข็งแกร่งที่เป็นจุดเด่น แต่ราคาที่ปรับตัวขึ้นมากว่า 19.7%MTD ได้สะท้อนปัจจัยบวกหลังคลายความกังวลในมาตรฐานบัญชีใหม่ ขณะที่ KTC ประกาศจ่ายปันผล หุ้นละ 0.88 บาท ขึ้น XD 16 เม.ย. จ่ายปันผล 30 เม.ย. คิดเป็น Dividend yield 2.1%

 

MTC

บริษัทหลักทรัพย์ เอเอสแอล จำกัด ระบุว่า ในปี 2563 คาดมีกำไรสุทธิ 5,117 ล้านบาท เติบโต 20.76% จากปี 2562 โดยมองว่า MTC ยังมีโอกาสเติบโตสูง และเป็นผู้นำในกลุ่มสินเชื่อ ระดับ NPL ที่ต่ำ ประสิทธิต่อสาขาที่สูง รวมต้นทุนการเงินที่ลดลงหนุนการเติบโตในปีนี้

 

SAWAD

บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า ขณะนี้ได้ปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 2563 ลง -7% (-342 ล้านบาท) อยู่ที่ 4.47 พันล้านบาท (+19% YoY)  โดยปรับผลกระทบจากการใช้ TFRS9 ดังนี้ 1.ปรับลดกำไรสะสมต้นงวดลงประมาณ 300 ล้านบาท จากสำรองฯต้นงวดที่เราคาดว่าจะไม่เพียงพอสำหรับบริษัท S2014 และ FM, 2.ปรับ credit cost เพิ่มขึ้นเป็น 2.6% จากเดิม 1.9% เพื่อรองรับค่าใช้จ่ายสำรองฯระดับใหม่ที่เราคาดว่าจะเพียงพอต่อ TFRS9, และ 3.ปรับรายได้อื่นลง -14% (-257 ล้านบาท)  เพื่อสะท้อนรายได้ค่าธรรมเนียมของบริษัทที่จะต้องทยอยรับรู้ตลอดอายุสัญญา (จากเดิมที่รับรู้เมื่อปล่อยสินเชื่อ)

 

TCAP

บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า ขณะนี้คาดว่าในปี 2563 กำไรสุทธิจากบริษัทลูกจะอยู่ที่ 2.6 พันล้านบาท และมีส่วนแบ่งกำไรจาก TMB และ MBK เข้ามาที่ 3 พันล้านบาท ประกอบกับ มีกำไรพิเศษจากการขายอายิโนะโมโต๊ะอีก 2.4 พันล้านบาท ทำให้กำไรสุทธิอยู่ที่ 8 พันล้านบาท ลดลง 26% จากปี 2562 ซึ่งถือว่ายังทรงตัวอยู่ในระดับเดิมก่อนที่จะรวมกับ TMB แต่อย่างไรก็ดี ในปี 2564 จะไม่มีกำไรพิเศษเข้ามาช่วยแล้ว ทำให้เราคาดว่ากำไรสุทธิจะปรับตัวลดลงถึง 27% จากปี 2563

 

TISCO

บริษัทหลักทรัพย์ ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุว่า  ขณะนี้เชื่อว่า TISCO น่าจะมีกำไรที่เติบโตได้ เนื่องจากการขยายตัวของ NIM และการตั้งสำรองที่น้อยลง ซึ่งมองกำไรเติบโตประมาณ 3-4% ต่อปีในช่วง 3 ปีข้างหน้า ด้วยฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง  และมองว่า TISCO น่าจะสามารถรักษาระดับเงินปันผลที่ 7.1-7.6 บาท ได้ซึ่งคิดเป็นเงินปันผลมากกว่า 7% ปรับคำแนะนำเพิ่มเป็น ซื้อ ราคาพื้นฐานที่ 118.00 บาท

 

 

“บริษัทที่สามารถสร้างกำไรสุทธิให้เติบโตต่อเนื่องนั้น ถือเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่น่าสนใจ เพราะว่าสะท้อนถึงศักยภาพธุรกิจ และหุ้นตัวนั้น ว่ามีความแข็งแกร่ง แม้ในบางช่วง สภาวะเศรษฐกิจไม่เอื้ออำนวย แต่อย่าลืมด้วยว่า ตัวเลขกำไรสุทธิที่เติบโตนั้น เราก็ต้องเข้าไปสำรวจดูว่า เป็นเพราะสาเหตุอะไรบ้าง หรือเติบโตเพราะกำไรพิเศษหรือไม่”

 

Tags:
Share: