เอฟเฟคสงครามราคาน้ำมัน เคราะห์ซ้ำกรรมซัดเศรษฐกิจไทยน่วม แรงส่งลดดอกเบี้ยแผ่ว เงินบาทผันผวนแรง

เพิ่งเริ่มต้นเดือนมีนาคม ได้ไม่กี่วัน เศรษฐกิจไทยตกอยู่ในภาวะเคราะห์ซ้ำกรรมซัดจริงๆ เพราะสถานการณ์ควบคุมการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ยังไม่ทันคลี่คลาย


ก็ต้องเผชิญกับความเสี่ยงใหม่และใหญ่ของโลกเพิ่มขึ้นอีกแล้ว นั่นคือ สงครามราคาน้ำมัน  ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกร่วงหนักที่สุดในรอบ 5 ปี ลดฮวบ 10% อย่างรวดเร็วในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาสดๆร้อนๆ ลากตลาดหุ้นทั่วโลกดิ่งลงอีกระลอก โดยเฉพาะตลาดหุ้นไทยร่วงลงเหวอีกระลอก ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ต่ำกว่า 1,300 จุด


สงครามน้ำมัน ปะทุขึ้นจากตัวแปรที่เซอร์ไพรส์ตลาดมาก ๆ คือ ปัญหาระหว่างรัสเซียและโอเปคไม่สามารถเจรจาตกลงเรื่องการลดปริมาณการผลิตน้ำมัน โดยจะขยายกำลังการผลิตเพื่อช่วงชิงส่วนแบ่งการตลาด​ (Market share) ซึ่งซาอุฯ​เตรียมเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันดิบกว่า 10 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยซาอุดิอาระเบีย ประกาศลดราคาน้ำมันครั้งใหญ่


ขณะนี้ตลาดคาดการณ์กันว่า ราคาน้ำมันจะร่วงลงมาอยู่ที่ระดับ  20-30  เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล


สงครามราคาน้ำมันที่เกิดขึ้น ท่ามกลางปัจจัยลบการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ยังไม่คลี่คลาย เศรษฐกิจไทยและทิศทางค่าเงินบาท จะเป็นอย่างไร มาดูมุมมองของดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย  วิเคราะห์ให้ฟังดังนี้


ประเทศไทยเป็นนำเข้าน้ำมันสัดส่วนสูง10%ของการนำเข้าโดยรวม  เมื่อราคาน้ำมันลดลงแรง และภาคเอกชนที่ชะลอการลงทุน มีผลทำให้การนำเข้าเครื่องจักรและวัตถุดิบหดตัวตาม จะยิ่งทำให้การนำเข้าหดตัวแรงขึ้นหรือติดลบหนักกว่าการส่งออก  ทำให้มีการส่งออกสุทธิ นั่นคือไทยเกินดุลการค้าเพิ่มมากขึ้น จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยไม่ทรุดตัวแรงในทางเทคนิเคล


“คาดว่าปีนี้ราคาน้ำมันจะลดลงจากปีที่แล้วราว 40%จากปีที่แล้ว เหลืออยู่ที่ระดับ 30 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล”

 

 

เกษตรกรเจอ 2 เด้ง รายได้ทรุดกำลังซื่อหายวับ

แต่อีกด้านหนึ่งของราคาน้ำมันที่ลดลง จะกระทบต่อราคาสินค้าเกษตรจะปรับตัวลดลงตามทิศทางราคาน้ำมัน ซึ่งหมายถึงรายได้เกษตรกรจะลดวูบไปอีก นอกจากเจอปัญหาภัยแล้งอยู่ก่อนหน้าแล้ว นั่นคือ รายได้ของกลุ่มเกษตรกร จะลดหายไปมากขึ้น ซึ่งจะฉุดกำลังซื้อแย่ลงไปหนักขึ้น


สิ่งที่ต้องคำนึง คือ มาตรการรัฐที่ออกมาจะประคองเศรษฐกิจได้แบบไหน หากเป็นมาตรการแจกเงิน จะเกิดผลแค่ระยะสั้น แต่ในสภาวะปัจจุบัน ควรจะเป็นมาตรการที่เกี่ยวกับการว่าจ้างงานมากกว่า เพื่อให้มีรายได้ต่อเนื่อง ซึ่งจะเป็นผลต่อกำลังซื้อในประเทศ

 

 

เศรษฐกิจแย่กดดันแบงก์ลดดอกเบี้ยช่วยลูกหนี้อีกรอบ

ในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในเวลานี้ ทำให้คาดว่า จะเห็นแบงก์ชาติ หรือธนาคารแห่งประเทศไทย ออกมาชักชวนให้ธนาคารพาณิชย์ช่วยเหลือลูกหนี้ผ่านการลดดอกเบี้ยอีกครั้ง ก่อนการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.)ที่จะมีขึ้นในวันที่ 25 มี.ค. นี้ และคาดว่า กระสุนที่กนง.จะใช้รอบนี้ ปรับลดเพียง 0.25% เนื่องจากดอกเบี้ยนโยบายแทบจะไม่เหลือแรงส่งอะไรแล้ว จงไม่คาดว่ากนง.จะลดดอกเบี้ยแรง 0.50%


อย่างไรก็ตาม แม้ว่าธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) จะปรับลดดอกเบี้ยลง 0.50% เหลือ 1.00-1.25%เมื่อวันที่ 3 มี.ค.ที่ผ่านมาแล้ว และมีแนวโน้มจะลดลงอีก 0.50%เพื่อรองรับผลกระทบของเศรษฐกิจที่กำลังเผชิญกับผลกระทบของการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ที่รุนแรงขึ้นทั้งในสหรัฐและยุโรป และยังมีเรื่องราคาน้ำมันร่วง ซึ่งอาจจะเห็นการปิดตัวของกิจการเกิดขึ้น มีการเลิกจ้างงาน ซึ่งประเด็นความเสี่ยงเหล่านี้ ได้สะท้อนผ่านตลาดเงินและตลาดทุนในเวลานี้ แต่อย่างไรก็ตาม เฟดมีการใช้ทั้งเครื่องมือดอกเบี้ยและมาตรการQE (อัดฉีดเงินเข้าระบบ) ทิศทางค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ จึงยังอ่อนค่า

 

 

เทรนด์ค่าเงินบาท 31บาทต่อดอลลาร์

อีกด้านเรื่องของเทรนด์ค่าเงินบาท เมื่อต้นปี ที่ประเทศไทยได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิด-19  และเงินไหลออกของนักลงทุนต่างชาติ  กดดันเงินบาทอ่อนค่าในช่วงระยะสั้น เมื่อมีปัจจัยราคาน้ำมันที่ย่อตัวลง และก่อนหน้านี้ ที่เฟดลดดอกเบี้ย  ทำให้ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่า   ส่งผลให้ค่าเงินบาทกลับมาแข็งค่าอีกครั้ง


“อาจจะเห็นประเทศไทย กลับมาเป็น Safe heaven อีกรอบก็ได้ เราคาดค่าเงินบาทจะแข็งอยู่ระดับ 31 บาทต่อดอลลาร์ในระยะ 1-2 เดือน”


ทั้งนี้ค่าเงินบาทช่วงต้นปี จนถึง 3 มี.ค. (ก่อนเฟดประกาศลดดอกเบี้ย 0.50%) ค่าเงินบาทอ่อนค่าอยู่ที่ 32.59  บาทต่อดอลลาร์ หรืออ่อนค่าราว 4.56%จากสิ้นปี 2562 ที่อยู่ระดับ 30.21 บาทต่อดอลลาร์ และหลังจากวันที่ 4 มี.ค. ค่าเงินบาทแข็งขึ้นมาปิดอยู่ที่ 31.41/44 บาทต่อดอลลาร์ หรือแข็งขึ้นราว 0.5%จากวันที่ 3 มี.ค. ขณะที่วันที่ 9 มี.ค. ค่าเงินบาทเปิดแข็งขึ้นมาอยู่ระดับใกล้เคียงปิดท้ายสัปดาห์ก่อน(4มี.ค.)


อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่สามารถประเมินได้ว่าสงครามราคาน้ำมันจะจบเร็วหรือกินะระยะเวลานาน  หากดูย้อนในปี 2558-2559 ราคาน้ำมันระดับ 30 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล  กินระยะเวลาราว 6-9 เดือน แต่รอบนี้ มีประเด็นใหญ่จากไวรัสโควิด-19 ที่กระทบเศรษฐกิจวงกว้างในหลายๆประเทศทั่วโลก ทำให้ความต้องการของน้ำมันลดลง ขณะที่ซัพพลาย หรือปริมาณการผลิตน้ำมัน ไม่ได้ลดลง จึงทำให้เศรษฐกิจโลกมีความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้น และขณะนี้เหลือเพียงเศรษฐกิจสหรัฐที่ดูยังขยายได้ดี ในขณะที่เศรษฐกิจยุโรป และญี่ปุ่นกำลังแย่ลง ส่วนจีนยังมีปัญหาอยู่จากการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19


ดร.อมรเทพ มองว่า เศรษฐกิจไทยครึ่งปีแรก เมื่อรวมผลกระทบจากไวรัสโควิด-19  และราคาน้ำมันลง ส่งผลให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจ(GDP) ซบเซา คาดว่าจะเติบโตไม่ถึง  0.5% แต่ครึ่งปีหลัง กิจกรรมทางเศรษฐกิจจะสามารถเร่งตัวฟื้นขึ้นได้ ซึ่งหลักๆจะเป็นแรงผลักจากมาตรการรัฐ ซึ่งหากออกมาถูกทาง อาทิ การสร้างงาน จะทำให้เศรษฐกิจหมุนรอบได้ดี จึงยังคงคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจในปีนี้อยู่ที่ 1.7%


สำหรับผลกระทบไวรัสโควิด-19 จะรุนแรงต่อทั้งชีวิตคนและเศรษฐกิจวงกว้าง และราคาน้ำมันจะกระทบแรงต่อเศรษฐกิจและตลาดเงินตลาดทุนเป็นสำคัญ 


ทั้งนี้ กลุ่มอุตสาหกรรมที่เสี่ยง​จากราคาน้ำมันที่ลดลงได้แก่​ กลุ่มสำรวจน้ำมัน​ กลุ่มเคมีปิโตรเลียม​ กลุ่มยาง​ ข้าว​ สินค้าเกษตร​ ปั๊มน้ำมัน​ และกลุ่มอื่นๆที่อาจขาดทุนสต๊อกน้ำมันและราคาสินค้าหรือรายได้เคลื่อนไหวตามราคาน้ำมัน


สำนักวิจัย ซีไอเอ็มบี ไทย ระบุว่ากลุ่มที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันที่ลดลงได้แก่​ กลุ่มที่ได้กำไรจากต้นทุนที่ต่ำลง​ เช่น ขนส่ง​ สายการบิน​ การบริโภคกลุ่มท่องเที่ยว​ แต่น่าเสียดายที่กลุ่มนี้ได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิดเสียก่อน​ จนอาจไม่สามารถชดเชยได้


ด้านตลาดเงินของธนาคารกสิกรไทย ระบุว่า วันนี้ (9มี.ค.2563) ความเชื่อมั่นต่อดอลลาร์สหรัฐที่ลดลง ตอกย้ำคาดการณ์เฟดจะลดดอกเบี้ยนโยบาย ในการประชุมในรอบวันที่ 17-18มี.ค.นี้ขณะที่ผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ ปรับตัวลดลงมาต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ อยู่ที่ 0.51% ส่วนค่าเงินเยนแข็งขึ้นมากเทียบดอลลาร์สหรัฐ


สำหรับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรไทยอายุ 10 ปี อยู่ที่ 0.97% เคลื่อนไหวใกล้เคียงกับอายุ 1 เดือนที่อยู่ระดับ 0.96%


กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ กรุงศรี มองว่า เงินดอลลาร์สหรัฐยังมีทิศทางอ่อนค่า หลังอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ร่วงลงอย่างรวดเร็วและการคาดการณ์ที่ว่าเฟดจะลดดอกเบี้ยลงอีก ขณะที่นักลงทุนจะจับตาสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 นอกประเทศจีน รวมถึงตลาดหุ้นทั่วโลกและราคาสินค้าโภคภัณท์โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่ดิ่งลง หลังซาอุดิอาระเบียเปิดฉากทำสงครามราคากับรัสเซียด้วยการประกาศปรับลดราคาขายน้ำมันลงและจะปล่อยอุปทาน(ซัพพลาย) น้ำมันดิบเข้าสู่ตลาด ทั้งๆ ที่ความต้องการใช้น้ำมันกำลังลดฮวบลงจากการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา


“เราคาดว่าความผันผวนอย่างหนักของตลาดการเงินโลกจะหนุนค่าเงินเยน “


โดยในภาพรวม การปรับลดดอกเบี้ยฉุกเฉินครั้งล่าสุดของเฟดและข้อมูลการจ้างงานที่สดใสของสหรัฐฯไม่สามารถช่วยกอบกู้ความเชื่อมั่นของตลาดได้ และในสัปดาห์นี้ คาดว่าธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) จะลดดอกเบี้ยนโยบายลงสู่ระดับ ติดลบ 0.60% แต่ด้วยเครื่องมือทางการเงินที่มีอยู่อย่างจำกัด อาจจะไม่ทำให้ค่าเงินยูโรอ่อนลงได้


สำหรับปัจจัยในประเทศ ธปท.ระบุว่า กนง.จะนำประเด็นการลดดอกเบี้ยฉุกเฉินของเฟดไปพิจารณาและติดตามสถานการณ์ต่อเนื่อง ท่ามกลางความเสี่ยงด้านขาลงของเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มลากยาวและภาวะข่าวร้ายเต็มตลาดซึ่งบั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนอย่างรุนแรง จากปัจจัยแวดล้อมดังกล่าว จึงคาดว่ากนง.จะตัดสินใจปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ในการประชุมรอบเดือนมี.ค.นี้


ขณะที่ รายงานจากธปท  ระบุว่า จะติดตามสถานการณ์ราคานำ้มันในตลาดโลก และภาวะในตลาดการเงินโลกอย่างใกล้ชิด ประกอบการพิจารณาของกนง.ในวันที่ 25 มี.ค.2563

 

Share: