เกิดอะไรขึ้นกับ PTTEP เมื่อราคาต่ำสุดในรอบ 4 ปี

ในช่วงเปิดตลาดวันที่ 9 มีนาคม ราคาหุ้นบริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP ได้ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 74.75 บาทต่อหุ้น หรือ 29.81% จากราคาปิดตลาดในสัปดาห์ก่อนที่ 106.50 บาทต่อหุ้น ซึ่งถือว่าเป็นราคาที่ต่ำสุดในรอบเกือบ 4ปี(นับตั้งแต่ปี 59 ที่มีราคาต่ำสุดหรือที่ 41.00 บาท) และราคาต่ำสุดที่ซื้อได้ระหว่างวัน


PTTEP นับเป็นหุ้นพิมพ์นิยม ในตลาดหุ้นไทยมาอย่างยาวนาน และมีนักลงทุนที่เป็นขาประจำที่ชอบเล่นในหุ้นนี้ เพราะด้วยความเป็นลูกของปตท.  และในขณะเดียวกันเป็นกลุ่มพลังงานต้นน้ำ ที่จะดีหากราคาน้ำมันขึ้น  แต่ในทางตรงกันข้าม เมื่อราคาน้ำมันลดลงแรง ก็จะเป็นหนึ่งในหุ้นที่ได้รับผลกระทบเมื่อราคาน้ำมันขาลง





โดยบล.ยูโอบี เคย์เฮียน ระบุผ่านบทวิเคราะห์ว่า หลังจากทางโอเปคและรัสเซียไม่สามารถตกลงเกี่ยวกับการลดกำลังการผลิตก่อนข้อตกลงสิ้นสุด 31 มี.ค. ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับลดลงแรงในวันศุกร์ ก่อนที่เช้าวันอาทิตย์ซาอุดิอาระเบีย ได้ออกมาประกาศปรับลดราคา Crude Premium ที่ขายไปยังภูมิภาคต่างๆ ลง 6-8 เหรียญฯ ซึ่งตลาดมองว่าความเคลื่อนไหวดังกล่าวคือการทำสงครามราคาเพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาดกับสหรัฐฯ และ รัสเซีย


ซึ่งสำหรับหุ้นกลุ่มพลังงานต้นน้ำนั้น ทุกการเปลี่ยนแปลงของน้ำมัน 1 เหรียญฯ จะกระทบกำไรของ PTTEP ราว 1.6% ขณะที่กำไรของ PTT (ถือหุ้น PTTEP อยู่ 65%) จะได้รับผลกระทบตามสัดส่วน และกลุ่มโรงกลั่น ราคาน้ำมันที่ปรับลดลงเร็ว จะทำให้ช่วงสั้นกลุ่มโรงกลั่นมีขาดทุนจากสต็อคน้ำมันที่สูงมากในช่วงไตรมาส 1/63 แต่ค่าการกลั่น (GRM) จะฟื้นตัวแรงในช่วงไตรมาส 2/63 ซึ่งไม่น่าจะมีขาดทุนสต็อคที่สูง

 

 

โบรกเกอร์ฯแห่ปรับราคาเป้าหมาย-แนะเทขาย

บล.เคจีไอ  (ประเทศไทย)  วิเคราะห์ผ่านบทวิเคราะห์ว่า ปรับลดราคาเป้าหมาย ลงเหลือ 91.00 บาท จากเดิมที่ 135.00 บาท พร้อมกับลดคำแนะนำจากถือเป็นขาย จากการที่ตลาดน้ำมันดิบกำลังจะเข้าสู่ภาวะการแข่งขันที่รุนแรง โดยลดประมาณการกำไรของ  PTTEP ในปี 2563 ลง 38% เหลือ 2.52 หมื่นล้านบาทและปี 2564 ลงเหลือ 2.41 หมื่นล้านบาท ตามการปรับลดสมมติฐานราคาน้ำมันดิบดูไบปี 2563-2564 ลงจากเดิมที่ 61-60 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เหลือ  45-53 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และปรับลดราคาเฉลี่ยระยะยาวลงเหลือ 55 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล จากเดิมที่ 60เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล


ตามด้วยบล. เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย)  แนะนำ   เป็น “ขาย” และลดราคาเป้าหมายเป็น 70 บาท เพื่อสะท้อนความเสี่ยงในกำไรหลักปี 2563 เนื่องจาก ASP ทั้งน้ำมันดิบและก๊าซจะถูกกดดัน โดยหากสมมติฐานราคาน้ำมันดิบ Brent ปี 2563 เป็น 45 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล จาก 65 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ทุก 1 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลที่ลดลงและทุก 0.1 เหรียญสหรัฐต่อ 1 ล้านบีทียูที่ลดลงของก๊าซ (ดูไบ 6-12m) จะส่งผล EPS ปี 2563 ลดลง 0.16 และ 0.22


สุดท้ายบล.หยวนต้า (ประเทศไทย)  ได้มีมุมมอง จากปัจจัยลบราคาน้ำมันดิบมีโอกาสปรับฐานแรงหลังผลประชุมโอเปกที่น่าผิดหวัง และความเสี่ยงการเกิดสงครามราคาหลังโอเปกประกาศลดค่าพรีเมียม ซึ่งเป็นลบโดยตรงต่อมาร์จิ้นธุรกิจ E&P และโอกาสเกิดการด้อยค่าสินทรัพย์ในกรณีเลวร้าย,ทิศทางผลประกอบการ 1Q63 จะถูกกดดันด้วยราคาน้ำมัน และภาษีจ่ายที่เพิ่มขึ้นมากจากเงินบาทที่อ่อนค่าและโอกาสถูกตลาด Downgrade กำไรลง จากราคาน้ำมัน 1QTD ที่อ่อนแอกว่าคาด จึงได้ปรับราคาเหมาะสม ณ สิ้นปี 2563 ลงเป็น 91.00 บาท เพื่อสะท้อนภาวะเศรษฐกิจมหภาคในปัจจุบัน รวมถึงลดคำแนะนำลงเป็น "ขาย"

 

Share: