หุ้นไทยร่วง 134.98 จุด แรงในรอบ 11 ปี

ภาวะตลาดหุ้นไทย ปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง หลังจากที่มีปัจจัยความกังวลเรื่องการแพร่ระบาดของไวรัส โควิด–19 ที่อาจลุกลามไปทั่วโลก จนระหว่างการซื้อขายต้องหยุดพักกการซื้อขาย 1 ครั้ง (Circuit Breaker) เป็นครั้งที่ 4 ของประวัติศาสตร์ตลาดหุ้นไทย ก่อนดัชนีจะปิดการซื้อขาย 1,114.91 จุด ปรับตัวลดลง 134.98 จุด หรือ -10.80%


นายวิจิตร อารยะพิศิษฐ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า จากกรณีที่ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวงลดลงกว่า 10% จนทำให้ถูกพักการซื้อขายชั่วคราว (Circuit Breaker) มองว่าเกิดจากปัจจัยเดิมๆ คือ การระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งขณะนี้ยังไม่สามารถประเมินตัวเลขจุดสูงสุดของจำนวนผู้ติดเชื้อได้



รวมทั้งได้รับแรงกดดันจากการที่องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ประกาศให้ไวรัสโควิด-19 เป็นการแพร่ระบาดระดับทั่วโลก โดยขณะนี้ยังมองหาจุดคลี่คลายของการระบาดดังกล่าวไม่ได้ ดังนั้นจึงส่งผลกระทบต่อภาพรวมเศษฐกิจไปทั่วโลก ทั้งนี้มองว่าตลาดยังมีปัจจัยความเสี่ยงที่ยังคงประเมินได้ยาก โดยมองว่าดัชนียังมีโอกาสปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง จนกว่าจะมีจุดสูงสุดของผู้ติดเชื้อโควิด-19

 


ดังนั้นจึงแนะนำให้นักลงทุน “ถือเงินสด” จะปลอดภัยกว่า เห็นได้จากทองคำที่เรามองว่าเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย ยังมีการปรับฐานลดลง อาจเป็นเพราะราคาทองคำที่ปรับตัวขึ้นสูงในช่วงก่อนหน้า อย่างไรก็ตามนักลงทุนที่มีเม็ดเงินลงทุนบ้าง แนะนำเก็งกำไรให้จบในวันเดียว โดย STOP LOSS ทันที

 


ทั้งนี้มองว่าดัชนีมีโอกาสปรับตัวลดลง เพราะปัจจัยกดดันดังกล่าวยังเหมือนเดิม โดยมาตรการภาครัฐที่ออกมากระตุ้นยังแผ่ว ไม่สามารถช่วยตลาดหุ้นได้ รวมทั้งดัชนีความเชื่อมั่นยังปรับตัวลดลง และกำไรบริษัทจดทะเบียนยังปรับตัวลดลงเช่นกัน ซึ่งต้องรอการแพร่ระบาดผ่านจุดสูงสุด “สัญญานอาจจะดีขึ้น"


โดยภายหลังปิดทำการซื้อขายหุ้นในวันนี้ (12 มีนาคม 2563) นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ภาวะตลาดหุ้นวันนี้ผันผวนรุนแรงจาก 2 ปัจจัย คือ COVID-19 และราคาน้ำมันที่ผันผวน ส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยต้องหยุดการซื้อขาย 1 ครั้งเป็นเวลา 30 นาทีก่อนจะกลับม่ซื้อขายอีกครั้ง
ทั้งนี้การปรับตัวลดลงของตลาดหุ้นไทยนั้น ทำให้หุ้นหลายหลักทรัพย์น่าสนใจ โดย มี 231 บริษัท ทั้งใน SET และ mai มีราคาต่ำสุดรอบ 5 ปี และมี 448 บริษัทที่ P/BV ต่ำกว่า 1 เท่า และมี 66 บริษัท มีเงินปันผลสูงกว่า 5%

 

อย่างไรก็ตามในการจัดตั้งกองทุนพยุงหุ้นนั้นอยู่ระหว่างการศึกษา เพราะว่าตลาดหุ้นไทยมีความเปลี่ยนแปลงในด้านโครงสร้างนั้นเปลี่ยนไปมาก จึงต้องดูว่ารูปแบบใดจะเหมาะสม ขณะเดียวกันในมาตรการอื่นๆ อย่างแนวคิดฮาร์ทช็อตเซล (Hard Short cell) นั้น มองว่าในความผิดปกติไม่มี แต่ในการสร้างความเชื่อมั่นนั้นหากจะทำต้องดูในรายละเอียด เพราะเป็นประเด็นละเอียดอ่อน

 

ทั้งนี้ถ้าดูจากสถิติย้อนหลัง ตลาดหุ้นไทยเคยใช้ Circuit Breaker มาแล้ว 3 ครั้ง ดังนี้

 

  • ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2549 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประกาศใช้มาตรการกันสำรอง 30% ของเงินตราต่างประเทศ เพื่อสกัดเก็งกำไรเงินบาท ส่งผลให้ SET ร่วงถึง 142.63 จุด โดยในขณะนั้นม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุลเป็นรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
  • ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2551 จากความกังวลวิกฤตการเงินในสหรัฐหรือวิกฤติซับไพร์ม (Subprime Crisis)
  • ครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2551 SETร่วงตามตลาดต่างประเทศจากความกังวลภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลกอันเนื่องมาจากวิกฤตการเงินในสหรัฐ

 

Share: