How to ปรับพอร์ตหุ้นอย่างไร? หากหุ้นลงเหลือ 925 จุด

ขณะนี้กำลังเข้าสู่ช่วงภาวะตลาดหมีอย่างเป็นทางการ …ทั้งตลาดหุ้นสหรัฐ และตลาดหุ้นไทย ที่ล่าสุดทำ Circuit Breaker อีกครั้งในรอบประวัติศาสตร์ หลังจากวิกฤตซับไพรม์ในปี 2551 หรือในรอบ 11 ปี โดยตลาดหุ้นปรับลดลงไป -125.05 จุด หรือ -10.00% ในช่วงตลาดเปิดภาคบ่ายของวันที่ 12 มีนาคม 2563 จากความแพนิคของนักลงทุน ภายหลังองค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของ Covid-19 เข้าสู่ระดับ Pandemic มีผู้ติดเชื้อ 124,000 คนทั่วโลก และมีผู้เสียชีวิตแล้ว 4,600 คน

 

  • Dow Jones -1,464.94 จุด (-5.9%)

  • S&P 500 -140.85 จุด (-4.89%)

  • Nasdaq -392.20 จุด (-4.70%)

  • SET -125.05 จุด (-10.00%)

 

เพราะฉะนั้นในภาวะดังกล่าว นักลงทุนจะรับมืออย่างไรและต้องปรับพอร์ตการลงทุนอย่างไร? นายกวี ชูกิจเกษม รองกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ให้สัมภาษณ์ Wealthy Thai ว่า สำหรับนักลงทุนแบบเก็งกำไร แนะนำว่าเราไม่จำเป็นต้องไปช้อนซื้อ ซึ่งต้องยอมรับว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัสวิด-19 แน่นอนว่ามีวันจบ เพียงแต่ยังไม่ทราบว่าเมื่อไหร่และเวลาใด อาจจะใช้เวลาอีก 1 เดือนหรือ 2 เดือนก็ได้ ซึ่งใน “ภาวะที่ไม่รู้” การเก็งกำไรจะทำได้ยาก เพราะไม่มีใครรู้แน่นอน


“ถ้ามองในแง่ปัจจัยพื้นฐาน วิกฤตไวรัสโควิด-19 ที่ทำให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ เป็นปัจจัยระยะสั้น สำหรับนักลงทุนที่ลงทุนตั้งแต่ 5-10 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นโอกาสที่ดีสำหรับนักลงทุนที่ลงทุนระยะยาว เพียงแต่ต้องเลือกซื้อและดู่วงจังหวะระยะเวลา คือไม่ควรซื้อทีละ 100% แต่ต้องทยอยซื้อ จากวิกฤตที่ผ่านมา หุ้นใหญ่ๆ สามารถลงได้ถึง 50% ซึ่งตอนนี้หุ้นไทยลงจากจุดสูงสุดที่ระดับ 1,850 จุด ลงมาประมาณเกือบ 40% ซึ่งถามว่ามีโอกาสจะลงไปกว่านี้ได้อีกหรือไม่ มีโอกาสลงได้อีก แต่ “โอกาส” คือทำให้หุ้นที่ค่อนข้างแพงลงมา เพราะฉะนั้นทยอยลงทุนได้ และเป็นโอกาสที่ดีของนักลงทุนระยะยาว”

 

 

โอกาสตลาดหุ้นลงไปที่ 925 จุด!!!

นายกวีกล่าวเพิ่มเติมว่า วิกฤตมาแล้วก็ผ่านไป คร้ั้งนี้ก็เช่นกัน เพียงแต่ว่าความน่ากลัวของวิกฤตคือเราไม่รู้ว่าจะนานแค่ไหนและหุ้นจะลงมาเท่าไร และไม่มีใครคาดการณ์ได้ด้วยแม้แต่ Warren Buffet ได้แต่ย้อนดูสถิติที่ผ่านมา เพื่อลดความกลัว


อดีตของตลาดหุ้นไทย (หากไม่รวมวิกฤติต้มยำกุ้งที่ SET index ลงกว่า 80%)  SET index จะปรับฐานเฉลี่ยประมาณ 30-50% ดังนั้นหากดูรอบนี้ที่จุดสูงสุดของ SET index อยู่ที่ 1,850 จุด การลงมา 30% ก็จะประมาณ 1,300 จุด และหากลงมา 50% SET ก็จะลงมาเหลือ 925 จุด

 

 

ยูโอบีแนะนำเลือกหุ้นที่จะกลับมาได้ หากวิกฤตผ่านพ้น!

นายกิจพล ไพรไพศาลกิจ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์และนักกลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด มองว่า ด้วยสถานการณ์ที่ไม่ปกติ ทำให้ประเมินความเสี่ยงขาลงค่อนข้างจะยาก เนื่องจากมีปัจจัยเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ มีภาวะบางอย่างที่ผิดปกติไปมาก เพราะฉะนั้นคำแนะนำอย่างแรกคือ อยากให้นักลงทุนพิจารณาดูในพอร์ตการลงทุนว่า ในหุ้นที่มีเป็นหุ้นที่ติดความเสี่ยงขาลงหรือไม่? ถ้าเป็นหุ้นที่อิงกับการเติบโตของเศรษฐกิจมากๆ จะมีปัญหาว่ามันอาจจะมีดาวน์ไซต์ที่เราประเมินไม่ออก จึงควรชะลอการเพิ่มน้ำหนักการลงทุนออกไปก่อน หากอยากเพิ่มน้ำหนักต้องเน้นหุ้นที่มูลค่าไม่แพง และมีผลตอบแทนปันผลจับต้องได้จริงๆ หลีกเลี่ยงหุ้นกลุ่มที่เน้นการเติบโตเพียงอย่างเดียวและมีราคาแพง


กลยุทธ์การลงทุนหุ้นที่น่าสนใจคือ BPP ADVANC และหุ้นกลุ่มประกันภัย TIP ขณะเดียวกันมองว่าหุ้นกลุ่มธนาคารก็น่าสนใจ เนื่องจากมองว่าเมื่อจังหวะตลาดหุ้นตั้งหลักได้ หุ้นแบงก์เป็นหุ้นกลุ่มเป้าหมาย แนะนำ TISCO และ BBL


“ทั้งนี้หากดัชนีปรับลดลงเรื่อยๆ จนเกิด Circuit Breaker สิ่งที่เกิดขึ้น หลังจากลงมาถึงจุดนี้ ในฝั่งนักลงทุนที่อยากซื้อ ชะลอกันหมดเลย ส่วนคนที่รอขายอาจจะถูกบังคับให้ขาย สุดท้ายแนะนำนักลงทุนเลือกหุ้น “ติดแล้วจะหลุด” หรือหุ้นที่ไม่แพงจนเกินไป ซึ่งเมื่อผ่านพ้นวิกฤตหุ้นจะกลับมาได้เอง โดยจะต้องดูจังหวะการเข้าซื้อให้ดี”  

 

 

Share: