สถานการณ์การระบาดใหญ่ทั่วโลก (Pandemic) ของไวรัสโควิด-19 ที่รุนแรงและกำลังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก คาดว่าจะทำให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัวมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ ตามการชะลอลงของเศรษฐกิจจีน เศรษฐกิจสหรัฐ และเศรษฐกิจประเทศหลักที่ได้รับผลกระทบ ทั้งยังสร้างความปั่นป่วนในตลาดการเงินทำให้ความมั่งคั่งทั่วโลกลดลงสะท้อนจากการลดลงของดัชนีตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลก


สำหรับผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ(EIC) ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินว่า อัตราการขยายตัวเศรษฐกิจ(GDP) ไทย ปี 2563 ในกรณีฐาน (Base case scenario) จะติดลบ 0.3% เดิมที่คาดขยายตัว 1.8% และมีความเป็นไปได้สูงที่เศรษฐกิจไทยจะเกิด technical recession ในช่วงครึ่งแรกของปี ซึ่งก็คือ เศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาสที่ 1 และไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ มีโอกาสติดลบทั้งในแบบ %YOY และ %QOQ sa เนื่องจากมีหลายปัจจัยรุมเร้า ได้แก่ การติดลบของจำนวนนักท่องเที่ยวและภาคส่งออกซึ่งจะส่งผลให้รายได้และการจ้างงานของแรงงานในภาคบริการและภาคอุตสาหกรรมลดต่ำลง ภัยแล้งที่รุนแรงกว่าปกติซึ่งกระทบต่อรายได้ของภาคเกษตร และงบประมาณจากภาครัฐที่มีแนวโน้มเบิกจ่ายได้ต่ำในช่วงไตรมาสแรกจากความล่าช้าของการอนุมัติงบประมาณรายจ่าย โดยคาดว่าการเร่งเบิกจ่ายของภาครัฐทั้งในส่วนของงบลงทุนและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในด้านต่าง ๆ จะเริ่มเข้าช่วยพยุงเศรษฐกิจได้ในช่วงไตรมาส 2 เป็นต้นไป


ทั้งนี้ EIC คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะเริ่มฟื้นตัวอย่างช้า ๆ ในช่วงปลายไตรมาส 3 ตามสมมติฐานนักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะทยอยกลับมาฟื้นตัวในช่วงดังกล่าว ตลอดจนมาตรการสนับสนุนเศรษฐกิจทั้งนโยบายการคลังและนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้น


ท่องเที่ยว-ส่งออกวูบหนัก

ในกรณีฐานภายใต้สมมติฐานว่า การระบาดในจีน การเพิ่มขึ้นของผู้ติดเชื้อมีจุดสูงสุดในเดือนกุมภาพันธ์ และจะถูกควบคุมได้ (ไม่มีผู้ติดเชื้อเพิ่มอย่างมีนัยสำคัญ) ในเดือนพฤษภาคม ขณะที่สถานการณ์การระบาดนอกประเทศจีน (รวมถึงไทย) จะมีความรุนแรงมากสุดในช่วงต้นไตรมาส 2 และจะถูกควบคุมได้ในช่วงต้นไตรมาส 3 ของปีนี้ โดยที่ในกรณีของไทย มีข้อสมมติฐานเพิ่มเติมว่า ไม่มีการ lockdown ในวงกว้าง ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย ของโควิด-19 ต่อการท่องเที่ยว คาดจำนวนนักท่องเที่ยวปีนี้ติดลบ เหลือเพียง 27.7 ล้านคน (-30.5%YOY) โดยจะมีการหดตัวมากสุดประมาณ -75%YOY ในช่วงเดือนเมษายน และจะปรับดีขึ้นอย่างช้า ๆ หลังจากนั้นจนกลับสู่ระดับเทียบเท่าปี 2562 (0%YOY) ในเดือนตุลาคม นอกจากนี้ ยังคาดว่ารายจ่ายต่อหัวของนักท่องเที่ยวก็จะปรับลดลงจากปีก่อนหน้าด้วย ตามราคาสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยวที่มีแนวโน้มลดลงตามสถานการณ์ท่องเที่ยวที่ซบเซา


เช่นเดียวกับมูลค่าการส่งออกติดลบ ราว 5.8% จากปีก่อนหน้า ผ่านช่องทางรายได้ของลูกค้าที่ลดลงตามเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวเพิ่มขึ้น ราคาน้ำมันที่ลดลงมากซึ่งทำให้ราคาสินค้าส่งออกในหมวดน้ำมันและปิโตรเคมีลดลงตาม และปัญหาด้าน supply chain disruption ที่เกิดจากการหยุดชะงักของการผลิตสินค้าในประเทศที่ได้รับผลกระทบและไทยอยู่ในห่วงโซ่การผลิตด้วย โดยเฉพาะจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ซึ่งจะส่งผลต่อการส่งออกสินค้าไทย จากการที่ไทยจะส่งออกสินค้าวัตถุดิบขั้นกลางบางประเภทลดลง เช่น ผลิตภัณฑ์ไม้ เหล็ก สินค้าเกษตร เนื่องจากประเทศเหล่านั้นมีการหยุดชะงักของการผลิตสินค้า จึงลดการนำเข้าสินค้าวัตถุดิบขั้นกลางจากไทย และไทยมีอุปสรรคในการผลิตสินค้าส่งออกบางประเภท เช่น รถยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักร เนื่องจากต้องพึ่งพาสินค้าวัตถุดิบขั้นกลางจากประเทศเหล่านั้น


ด้านการใช้จ่ายในประเทศลดลง นอกเหนือจากรายได้ของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจที่โน้มลดลงจากผลของโควิด-19 การใช้จ่ายในประเทศจะได้รับผลกระทบเพิ่มเติมจากความกังวลและตื่นกลัวกับสถานการณ์แพร่ระบาด นำไปสู่การลดการเดินทางท่องเที่ยว และการจับจ่ายใช้สอยตามห้างสรรพสินค้าหรือแหล่งชุมชนที่มีคนจำนวนมาก รวมถึงมีการลดหรือเลื่อนกิจกรรมงานสังสรรค์และงานนิทรรศการต่าง ๆ แม้ตัวเลขการใช้จ่ายผ่านช่องทางออนไลน์จะโน้มสูงขึ้น แต่ไม่สามารถชดเชยการใช้จ่ายที่ลดลงได้ทั้งหมด


GDP ไทยติดลบถึง 2%


ฟาก บล. ภัทร ปรับลดประมาณการณ์ GDP ไทยเป็นติดลบ 0.4% จาก 1.4% หลังการที่การระบาดของไวรัสโควิด-19 กลายเป็นการระบาดครั้งใหญ่ของโลก กรณีฐาน ประเมินว่าการกักกันและการสกัดการระบาดจะจำกัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศเศรษฐกิจหลัก ในไตรมาสที่ 2 และไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ แต่ผลกระทบต่อไทยนั้นจะรุนแรง เพราะเศรษฐกิจไทยพึ่งพาการส่งออกและการท่องเที่ยวอย่างมาก


ประเด็นหลักที่มีผลต่อการประเมินการเติบโตของเศรษฐกิจได้แก่ การท่องเที่ยวซึ่งมีสัดส่วน 12% ใน GDP ไทยในปีที่ผ่านมา โดยคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาจะลดลง 50% ในไตรมาสแรกและไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ ก่อนที่จะฟื้นตัวอย่างช้าๆในครึ่งหลังของปี ตลอดทั้งปีจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาจะลดลง 25% ซึ่งจะมีผลต่อแนวโน้มศรษฐกิจมากกว่าที่คาดไว้ในช่วงก่อนหน้า ขณะที่เครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวอื่นจะยังไม่เติบโตนัก จากความท้าทายที่ต่อเนื่องมาตั้งแต่ปีที่แล้ว ส่วนราคาน้ำมันดิบที่ลดลงอาจจะให้ทางบวกเล็กน้อยต่อการเติบโตของเศรษฐกิจ


การท่องเที่ยวจะยังคงได้รับผลกระทบหนักในไตรมาสสอง ดังนั้นการคาดการณ์ในกรณีฐานจึงประเมินว่า เศรษฐกิจจะเข้าสู่ภาวะถดถอยทางเทคนิค ซึ่งหมายถึงการหดตัวสองไตรมาสติดต่อกัน อีกทั้งคาดการฟื้นตัวจะอยู่ในรูปตัวยู (U Shape) ขณะที่กิจกรรมทางการท่องเที่ยวและกิจกรรมทางเศรษฐกิจจะค่อยๆ กลับสู่ภาวะปกติในครึ่งหลังของปี


ส่วนภายใต้ข้อสมมุติกรณีที่เศรษฐกิจโลกถดถอยเล็กน้อย คาดว่าการเติบโตของเศรษฐกิจโลกจะชะลอตัวเหลือ 1.4% และคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะติดลบ 2% ในปีนี้ เพราะคาดว่าจะได้รับผลกระทบจากการท่องเที่ยว การส่งออก ซึ่งผลต่อเนื่องไปยังภาคเศรษฐกิจอื่นๆและความเชื่อมั่นในประเทศ โดยคาดว่าทั้งปีการท่องเที่ยวจะติดลบ 40% หรือนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าจำนวนลดลง 16 ล้านราย เพราะความเชื่อมั่นยังไม่ดีขึ้น  อย่างไรก็ตาม ยังมีความเสี่ยงที่เศรษฐกิจอาจติดลบมากกว่าที่คาด หากการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสยาวนานกว่าที่คาด และการปรับลดคาดการณ์นี้ไม่ได้นำการระบาดของไวรัสในประเทศมาร่วมประเมินด้วย ซึ่งก็มีความเป็นได้ โดยในกรณีเช่นนั้น การบริโภคในประเทศจะชะลอตัวมากกว่าที่คาด ในทางตรงกันข้าม หากมาตรการกักกันได้ผลและมีการคิดค้นยาสำเร็จ ก็จะเป็นปัจจัยที่ช่วยลดความกังวลของประชาชนและนักท่องเที่ยวและทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้เร็วกว่าคาด

 

Share: