เฟ้นหาหุ้นเติบโตหลังวิกฤต 2020 ... “วิกฤตโควิด-19 จะจบอย่างไร ?”

ท่ามกลางกระแสวิกฤตในต้นปี 2020 ทุกอย่างดูมืดมนไปหมด ดูเหมือนไม่มีหนทางออกสำหรับวิกฤตการณ์ครั้งนี้เอาเสียเลย ผมเองได้พูดคุยกับนักลงทุนที่สนิทสนมกันหลายท่าน แต่ละท่านก็ได้แจกแจงว่า วิกฤตครั้งนี้น่าจะเป็นวิกฤตครั้งใหญ่มากครั้งหนึ่งในประวิติศาสตร์โลก


แม้แต่ “วอเรนต์ บัฟเฟตต์” ยังออกมาให้สัมภาษณ์เมื่อเร็ว ๆ นี้ว่า วิกฤตครั้งนี้น่าจะเป็นวิกฤตขนาดใหญ่ในรอบ 80 ปี สาเหตุที่มันเป็นวิกฤตขนาดใหญ่ เป็นเพราะมันลามไปทั่วโลก ถ้าเราสังเกตจะพบว่า วิกฤตต้มยำกุ้งนั้นเกิดในแถบเอเชีย วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์เกิดที่อเมริกา แต่วิกฤตโควิดเกิดไปทั่วโลก


การที่วิกฤตเกิดไปทั่วโลก ทำให้ผู้คนไม่กล้าเดินทางไปไหนต่อไหน และนั่นทำให้ทุกอย่างแทบหยุดชะงัก ซ้ำร้ายมาซ้อนทับกับ “สงครามราคาน้ำมัน” ที่เหมือนกับการราดน้ำมันเข้ากองไฟยังไงยังงั้น


อย่างไรก็ตาม เมื่อเกิดวิกฤตสิ่งที่ติดตามมาก็คือ “โอกาส” เสมอ แต่เราไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าวิกฤตจะจบลงเมื่อไหร่ และจะจบลงอย่างไร หากเราต้องวางแผนรับมือกับสถานการณ์แบบนี้ ลองติดตามกันดูว่า หน้าตาของสถานการณ์จะเป็นอย่างไร ขอสรุปเป็น time line ดังต่อไปนี้

 

 

ระยะแรก ... “การติดเชื้อพีคที่ประเทศต้นกำเนิด และเริ่มควบคุมได้”

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นไปเรียบร้อยแล้ว คือ ประเทศต้นกำเนิดที่เมืองอู่ฮั่น ที่เริ่มเกิดการติดเชื้อและรุกลามจนมันพีคไปแล้ว โดยทางการจีนแก้ไขด้วยการปิดเมือง และสร้างโรงพยาบาลชั่วคราว ระดมทีมงานทำงานอย่างหนัก โดยช่วงแรก ๆ ผู้ป่วยติดเชื้อก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนไปพีคที่เกือบแสนคน และเมื่อมันพีคเร็ว มันก็จบลงเร็ว โดยปัจจุบันผู้ติดเชื้อใหม่ ๆ ลดลงอย่างมาก และมีผู้ที่หายจากอาการป่วยเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ระยะเวลาในการดำเนินการราว 2-3 เดือน

 

 

ระยะที่สอง ... “การติดเชื้อแพร่กระจายไปยังประเทศใกล้เคียง และทั่วโลก”

เมื่อการติดเชื้อเริ่มแพร่กระจาย จากการเดินทางของผู้คนในยุคนี้ที่เดินทางข้ามประเทศ ข้ามทวีปได้อย่างสะดวกรวดเร็ว ทำให้การแพร่เชื้อทำได้ง่ายขึ้นมาก ผู้ป่วยติดเชื้อในประเทศต่าง ๆ เริ่มพีค เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อิตาลี และล่าสุดเริ่มเห็นจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในอเมริกา


ส่วนในประเทศไทยผู้ติดเชื้อยังเพิ่มขึ้นในอัตราจำกัด เบื้องลึกเบื้องหลังผมขอไม่ comment แต่หากเมื่อไหร่ที่จำนวนผู้ติดเชื้อในต่างประเทศพีค เมื่อนั้นน่าจะเป็นจุดสูงสุดของการแพร่เชื้อ ซึ่งถ้ามันเกิดขึ้นเร็ว พีคเร็ว และมีมาตรการณ์ที่ควบคุมเด็ดขาด คล้าย ๆ กับที่อิตาลีทำ คือปิดประเทศในระยะเวลาหนึ่ง ผมก็หวังว่ามันจะจบลงได้เร็ว เหมือนกับที่จีนทำได้

 

 

ระยะที่สาม ... “การติดเชื้อทั่วโลกผ่านจุดพีค เริ่มมียารักษา”

เมื่อทุกอย่างพีค ซึ่งเข้าใจว่าในปัจจุบัน (กลางเดือนมีนาคม) มันกำลังเริ่มเข้าสู่จุดพีค โดยการติดเชื้อทั่วโลกเริ่มทรงตัว และคงที่ ซึ่งผมเองก็หวังว่ามันจะเกิดขึ้นเร็ว และเริ่มมียารักษา สามารถผลิตออกมาได้เป็นจำนวนมาก ๆ โดยเฉพาะวัคซีนที่ยิ่งผลิตได้เร็ว รักษาได้เร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งดี ถ้าผ่านมาถึงจุดนี้จะเป็นการนับหนึ่งใหม่ และรัฐบาลทั่วโลกจะเริ่มทบทวนผลกระทบทางเศรษฐกิจจริงจัง และเริ่มมีมาตรการณ์ออกมาเยียวยา

 

 

ระยะที่สี่ ... “เริ่มควบคุมได้ และจำนวนผู้ติดเชื้อลดลง”

หากมาถึงระยะนี้ได้ เหตุการณ์ต่าง ๆ จะเริ่มดีขึ้น สดใสขึ้น แต่สิ่งที่เป็นผลกระทบตามมาก็คือ “สภาพเศรษฐกิจ” ที่ได้รับผลกระทบแทบจะทั่วโลก จนทำให้รัฐบาลทั่วโลกเริ่มใช้มาตรการณ์กระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ และหากใช้มาตรการณ์พร้อม ๆ กัน น่าจะส่งผลกระทบที่มากมายมหาศาล


แต่กว่าจะเข้ามาสู่เฟสนี้ได้ จะต้องมีบางธุรกิจที่บาดเจ็บ และล้มหายตายจากไปบ้าง ซึ่งเราเองในฐานะนักลงทุนก็ไม่อาจจะคาดการณ์ได้แม่นยำว่า มันจะเข้าสู่ระยะนี้เมื่อไหร่ และผลกระทบความเสียหายจะมากมายมหาศาลขนาดไหน

 

 

ข้อสรุป และข้อคิดก็คือ ... สิ่งที่หยิบยกมาให้พิจารณานั้นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว และเป็นการคาดการณ์ ในระหว่างทางของการเกิดวิกฤต ตลาดทุนย่อมต้องตกต่ำเสียหายเป็นธรรมดา เราเองในฐานะนักลงทุนต้องพิจารณาให้ดีว่า จะลงทุนต่อ ตัดขายขาดทุน หรือจะรอจังหวะเก็บสะสม ในยามวิกฤต “เงินสด” ถือเป็นสิ่งล้ำค่าเสมอ ผมเองก็เชื่อวิกฤตไม่ได้อยู่ไปตลอดกาล ขอเป็นกำลังใจให้ทุกท่านผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้ด้วยดีนะครับ 

Share: