วิกฤติหุ้นที่อยู่อาศัย ราคาร่วงแรง ดันอัตราเงินปันผลเกิน 60%

 

ในช่วงที่ผ่านมาหุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ถือเป็นหนึ่งในกลุ่มอุตสาหกรรมที่สร้างความปวดร้าวให้กับนักลงทุนอย่างมาก เพราะมีปัจจัยรุมเร้ามากมายเหลือเกิน ทั้งระดับหนี้ครัวเรือนที่ปรับตัวสูงขึ้น เศรษฐกิจที่ชะลอตัว รวมทั้งก่อนหน้านี้เงินบาทที่แข็งค่า จำกัดกำลังซื้อของลูกค้าชาวต่างชาติ แม้ช่วงที่ผ่านมาการผ่อน LTV ที่นักวิเคราะห์เชื่อว่าจะส่งผลบวกเพียงเล็กน้อยก็ตาม

 

ล่าสุดคงปฏิเสธไม่ได้แล้วว่า การระบาดของไวรัสโควิด -19 ที่ลุกลามไปทั่วโลก ยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยกดดันอย่างมาก ไม่เพียงแค่หุ้นกลุ่มนี้ แต่เป็นแรงกดดันทั้งตลาดหุ้นเลยก็ว่าได้ เห็นได้จากดัชนีตลาดหุ้นที่ปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็ว โดยหลายๆหุ้นในกลุ่มที่พักอาศัยปรับตัวลดลงมากกว่า 30%

 

จากราคาหุ้นที่ปรับตัวลดลง บางครั้งก็ถือเป็นโอกาสที่ดีในการเข้าลงทุนหุ้นพื้นฐานดี วันนี้ Wealthy Thai ได้รวบรวม 10 หุ้นที่อยู่อาศัย ราคาร่วงแรง ทำให้อัตราเงินปันผลสูงเกินระดับ 10% และบางตัวอัตราเงินปันผลมากกว่าระดับ 60% โดยมีอะไรกันบ้าง ไปดูตางรางได้เลย

 

 

ราคาหุ้นกลับไปซื้อขายระดับเดิมได้ยาก

 

สำนักวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด ระบุว่า ในปี 2562 กลุ่มผู้ประกอบการที่ฝ่ายวิจัยได้วิเคราะห์ทำเป้ายอดจองได้ 1.5 แสนล้านบาท ลดลง 35% ต่ำกว่าที่ผู้บริหารคาดถึง 30% และต่ำสุดในรอบ 10 ปี เนื่องจากยอดขายของคอนโดที่อ่อนแอลงจากทั้งหนี้สินภาคครัวเรือนที่สูง, การแข่งขันที่เพิ่มขึ้น และมาตรการของ BOT ที่ชะลอความร้อนแรงลงและด้วยการกระตุ้นภาครัฐที่อ่อนแอประกอบกับการระบาดของ COVID-19 และความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ต่ำ ทำให้ฝ่ายวิจัยเชื่อว่าราคาหุ้นจะกลับไปซื้อขายในระดับราคาเดิมได้ยาก

 

ทั้งนี้ปรับมูลค่าที่เหมาะสมของกลุ่มลง 28% และปรับผลประกอบการลง 14.5 -12.8% สำหรับปี 2563-2564 เนื่องจากสัดส่วนของคอนโด และลูกค้าที่ลดลง ทำให้คาดว่ารายได้จะโต 0 – 3.7% ในช่วงปี 2563-2564 ในขณะที่งานในมือรองรับรายได้เพียง 41 – 26% จากรายได้ และสัดส่วนของงาน Low-rise ที่เพิ่มขึ้น และเป้ายอดจองในปัจจุบันคิดเป็น 15% เพิ่มขึ้นจากปีก่อน แต่มีโอกาสพลาดเป้าสูง

 

นอกจากนี้ได้วิเคราะห์ผลของตลาดรองต่อการเปิดตัวคอนโด โดยราคามือสองที่ลดลงกดดันราคาของคอนโดใหม่ และมองว่าราคาและยอดจองของคอนโดจะไม่ใช่ปัจจัยหนุนใน 3 ปีข้างหน้าอีกต่อไป โดยจะกลายเป็นปัจจัยกดดัน หากไม่ยอมลดราคาลงในอนาคต, มีความเสี่ยงที่ตลาดจะมีสต็อคล้นตลาด

อย่างไรก็ตามยังคงชอบผู้ประกอบการแบบ Low-rise ที่มีงานรองรับในปี 2563-2564 โดยหุ้นที่แนะนำให้ “ซื้อ” ของคือ LH (10.6 บาท) และ QH (3.1 บาท) หนุนโดยรายได้จากเงินลงทุน และรองลงมาคือ AP (6.5 บาท) และ SPALI (17 บาท) จากงานในมือที่สูง

 

 

Share: