ภัทรส่องเศรษฐกิจช็อคสุดไตรมาส 3 เสี่ยงตั๋วเงินผิดนัด นโยบายการเงินเอาไม่อยู่ (ตอน1)

คาดการณ์ยากสุดเวลานี้ ต้องยกให้โรคระบาดใหญ่ “ไวรัสโคโรนา สายพันธุ์ใหม่ 2019” (โควิด-19) จะจบลงเมื่อไหร่ เพราะมีแนวโน้มไม่น่าจะจบได้ภายในไตรมาส 2 นี้อย่างที่ทุกคนคาดหวังกันไว้แล้ว


ถ้าสถานการณ์ลงลึกกว่าที่คาดหวังไว้ จากนี้ไปเศรษฐกิจจะตกยากมากขึ้นอย่างไร และคนไทยจะอยู่อย่างไร


มาฟังการวิเคราะห์ Exclusive จากนักเศรษฐศาสตร์ค่ายดัง นางสาวถนอมศรี ฟองอรุณรุ่ง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร ในกลุ่มธุรกิจการเงิน เกียรตนาคิน ภัทร (KKP)

 

 

ไวรัสโควิด “พีค” เป็นคลื่นระลอก

สิ่งที่ทุกคนกลัวกันในเวลานี้ คือ มองไม่ออกเลยว่า สถานการณ์ไวรัสโควิดจะจบลงได้เมื่อไหร่


ขณะที่เศรษฐกิจไทยซึมมานานแล้วตั้งแต่ก่อนเกิดไวรัสโควิด-19 อยู่แล้ว และเมื่อมาเจอสถานการการแพร่ระบาดในช่วงไตรมาสแรก ประเทศจีนจนมีผู้ติดเชื้อพุ่งขึ้นสูงสุด(จุดพีก)ไปแล้ว กระทบต่อเศรษฐกิจจีนซวนเซไปหนักมาก และเศรษฐกิจก็ได้รับผลกระทบหนักในภาคท่องเที่ยว และส่งออก ซึ่งเป็นไปตามโครงสร้างเศรษฐกิจบ้านเรา ที่พึ่งพิง 2 ภาคนี้เป็นรายได้หลัก


ตอนนี้ การแพร่ระบาดของไวรัส เคลื่อนย้ายมาทางฝั่งยุโรปที่มีการระบาดวงกว้าง (super spread) และยอดผู้ติดเชื้อพุ่งขึ้นรวดเร็ว กำลังจะไต่ไปหาจุดพีก ซึ่งเห็นผลกระทบต่อเศรษฐกิจหนักมากเช่นกัน


ตามด้วยสหรัฐก็เช่นกัน มีผู้ติดเชื้อทุกรัฐแล้วเป็นระยะ super spread และคาดว่ากำลังจะพีกตามยุโรปไปติดๆ และมีอีกหลายๆประเทศที่กำลังอยู่ระยะขึ้นไปจุดพีก กันเป็นระลอกๆ ในไตรมาส 2 นี้ เศรษฐกิจใหญ่ๆของโลก จึงได้รับผลกระทบจากการปิดเมืองปิดประเทศ


ขณะที่ประเทศไทย รัฐบาลกำลังอั้นกันไว้อยู่ หวังจะคุมไม่ให้ถึงจุดพีก แต่ขณะนี้มีผู้ติดเชื้อแพร่ระบาดแล้ว 15-16 จังหวัด แต่มีแนวโน้มจะขึ้นไปพีกเช่นกัน น่าจะเห็นยอดผู้ติดเชื้อพีกขึ้นไปราวช่วงคาบเกี่ยวไตรมาส 2 ถึง 3 นี้


“เรื่องมันแย่ ตรงที่โรคระบาดไวรัสโควิด นี้ ใช้ระยะเวลาฟักตัวนาน (14วัน) เมื่อเป็นกันเยอะ จึงเกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจนานตามไปด้วย เราจึงมองว่าน่าจะลึกกว่าไตรมาส 2 และไตรมาส 3 ดังนั้นไม่น่าจะเห็นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจได้ตอนนั้น”


ทั้งนี้ นักเศรษฐศาสตร์ ส่วนใหญ่คาดการณ์กันว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยปีนี้ จะติดลบไม่เกิน 1% ภายใต้คาดการณ์จะฟื้นตัวได้ในครึ่งปีหลัง


ในส่วนของบล.ภัทร ได้ทำประมาณไว้ ณ 11 มี.ค. 2563 ที่ผ่านมาว่า กรณีฐาน คาดว่า GDP ติดลบ 0.4% ภายใต้สถานการณ์ไวรัสโควิดจบในไตรมาส 2 นี้ กรณีเลวร้ายสุด ติดลบ 2% ซึ่งภัทร จะมีการปรับประเมินตัวเลขคาดการณ์อีกเช่นกัน ภายใต้สถานการณ์ที่ไหลลงลึก

 

 

โควิด-19 ลากยาวกไตรมาส 3 ธุรกิจร่วง

จากภาวะที่ไม่มีใครคาดการณ์ได้ว่า สถานการณ์ไวรัสโควิด-19 จบลงเมื่อไหร่ จึงทำให้ตลาดหุ้น-ตลาดเงิน ยังตกอยู่ในอาการตื่นตระหนก (panic) เป็นระลอกๆต่อเนื่อง


ผลกระทบที่เกิดขึ้นในไตรมาสแรก ทำให้กลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับท่องเที่ยวเสียหายหนักไปแล้ว ทั้งไม่มีรายได้ มีแต่รายจ่ายและต้องลดพนักงาน บางแห่งปิดกิจการ พนักงานตกงานกันไปจำนวนมาก


แต่หากผลกระทบจากไวรัสโควิด ฉุดกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่างๆหยุดชะงัก มีการปิดสถานที่ต่างๆ คนไม่ออกจากบ้านไม่มีการใช้จ่ายเกิดขึ้น สินค้าต่างๆขายได้น้อยลงมาก จากที่ปัจจุบันภาคการผลิต ยังเปิดโรงงานกันอยู่


แต่ถ้าสถานการณ์นี้ย่ำแย่ในไตรมาส 2 จนถึง ไตรมาส 3 นี้ เชื่อว่าจะเห็นบริษัทหลายแห่งที่ ได้รับผลกระทบยอดขายหายไปมากหรือไม่มี รายได้ไม่เข้ามาเท่าที่ควร ขณะที่ค่าใช้จ่ายมีอยู่ ธุรกิจเกิดปัญหาขาดสภาพคล่อง และในที่สุดจะต้องปิดโรงงานแน่นอน


แม้รัฐบาลจะมีมาตรการช่วยเหลือผ่านธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ ที่ออกมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ และธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ผ่อนคลายเกณฑ์ต่างๆให้สถาบันการเงิน เพื่อสามารถช่วยเหลือลูกหนี้ทั้งภาคธุรกิจและภาคครัวเรือนได้เต็มที่ แต่ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน สถาบันการเงินก็ไม่กล้าปล่อยสินเชื่อใหม่ให้


“การออกมาตรการมา ช่วยไม่ได้ เพราะ 1 ความเชื่อมั่นคนแย่ลงมาก 2. ไม่มีใครรู้ว่าเชื้อโรคนี้จะหยุดหรือขึ้นพีก เมื่อไหร่”

 

 

ตั่วเงินผิดนัดจ่าย แห่ถอนเงินกองทุน

สำหรับสิ่งที่น่ากลัวต่อตลาดหุ้นที่ต่างประเทศกังวลกัน คือ บริษัทที่ออกตั๋วเงินระยะสั้นแล้วครบกำหนด อาจไม่สามารถออกใหม่หรือต่ออายุ(Rollover) ได้ ทำให้ขาดสภาพคล่องทางการเงินทันที โดยมีแต่คนขาย ไม่มีคนซื้อตั๋วใหม่ ซึ่งในต่างประเทศเริ่มเกิดขึ้นแล้ว และมีจำนวนไม่น้อยด้วยที่ตั๋วเงินระยะสั้น ครบกำหนดไถ่ถอน แล้วถูกเทขาย จนบริษัทผู้ออกขาดสภาพคล่อง ไม่สามารถจ่ายได้ ซึ่งบริษัทผู้ออกตั๋วเงินระยะสั้นของต่างประเทศมีจำนวนมาก


สำหรับไทยเวลานี้ คือ บริษัทที่ออกตั๋วเงินระยะสั้น ขณะนี้มีจำนวนไม่มาก แต่อาจเกิดปัญหาไม่สามารถหาเงินมาจ่ายได้ หากครบอายุไถ่ถอน เพราะไม่มีใครกล้าต่ออายุ(Rollover)แล้ว จึงมีแต่คนเทขายของเก่าออก ซึ่งเป็นเรื่องที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ จะต้องมอนิเตอร์และดูแลบริษัทเหล่านี้อย่างระมัดระวังไม่ให้เกิดปัญหาผิดนัดชำระหนี้ ซ้ำเติมความเชื่อมั่นในตลาดการเงินไทย


“หากเจอสถานการณ์นี้เกิดขึ้น คนจะแห่ไถ่ถอนกองทุนรวมที่ถืออยู่ ซึ่งจะยิ่งไปกระทบกองทุนที่มีถือกระแสเงินสดไม่เพียงพอรองรับ ก็จะต้องไปขายหุ้นออกอีก”


และนี่คือ ผลกระทบต่อ financial market และภาคธุรกิจ จากโรคระบาดใหญ่ครั้งนี้แน่นอน หากสถานการณ์ลากยาวออกไป ตามมาด้วยปัญหาคนว่างงานเพิ่มมากขึ้น ซึ่งรัฐบาลต้องเตรียมรับมือในการจะช่วยเหลือคนตกงานเหล่านี้อย่างไร

 

 

โจทย์หินรัฐ “ช่วยคนตกงาน”

“คนไม่ซื้อของ เพราะไม่มีเงิน ก็จะพันกับมาที่ด้านการบริโภค ตัวธุรกิจขายของไม่ได้ ก็เหมือนถูกแช่แข็ง (freeze) ถึงแม้จะได้รับมาตรการช่วยเหลือต่างๆทั้งจากการยืดชำระหนี้หรือปรับโครงสร้างหนี้ก็ตาม แต่ว่าสินค้าขายไม่ได้ ในที่สุดก็ต้องเลิกจ้างงาน ปัญหาหลักคือ ความยากของรัฐบาลในการจัดแบ่งกลุ่มช่วยเหลือคนตกงาน อย่างไร”


ทั้งนี้ แบงก์ ออฟ อเมริกา เมอร์ริล ลินซ์ ซึ่งเป็นพันธมิตรด้านงานวิจัยของบล.ภัทร ได้ประเมิน ณ วันที่ 11 มี.ค. 2563 ว่า เศรษฐกิจโลกขยายตัวได้ 2.2% ส่วนเศรษฐกิจจีนติดลบ 4.5%

 

 

เศรษฐกิจถดถอยยาวปีนี้

ขณะที่เศรษฐกิจไทย ได้รับผลกระทบหนักกว่าประเทศอื่นๆ โดยมีโอกาสเศรษฐกิจเกิดภาวะถดถอยมากกว่า 2 ไตรมาสแน่นอน โดยบล.ภัทรคาดว่าไตรมาสแรก GDP ติดลบเกือบ 2% โดยภาคท่องเที่ยวกระทบหนัก (2 เดือนหลัง)


ส่วนไตรมาสสอง เศรษฐกิจจะ “ลงลึกสุด” เป็นช่วงไทยได้รับผลกระทบทั้งจากต่างประเทศที่ยอดผุ้ติดเชื้อพีก และมีการปิดเมืองปิดประเทศกัน และกระทบจากในประเทศเอง โดยเฉพาะคนไม่เดินทางไปไหน (รวมถึงยกเลิกหยุดสงกรานต์) ภาคท่องเที่ยวได้รับผลกระทบเต็มๆทั้งไตรมาส จึงคาดว่า GDP ติดลบ 2.8%


และไตรมาส 3 เป็นช่วงที่คาดว่าตัวเลขผู้ติดเชื้อของไทยขึ้นจุดพีก GDP จะติดลบต่อเนื่อง แต่น้อยกว่าไตรมาส 2 นี้


ทางด้าน ดร.ทิม ลีฬหะพันธุ์ นักเศรษฐศาสตร์ ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด ไทย ได้ออกมากล่าวว่า ธนาคารได้ปรับประมาณการแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจไทยปี 2563 ติดลบ 1% โดยระบุว่า จากทั้งผลกระทบรุนแรงของการระบาดของไวรัสโควิด-19 ในครั้งนี้ และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค เดือนก.พ. 2563 ลดลง ”ต่ำสุด” ในรอบ21 ปีนับตั้งแต่เดือนเมษายน ปี 2542 บ่งชี้ถึงความยากลำบากของเศรษฐกิจไทย


หากเศรษฐกิจไทย ต้องเดินทางมาถึงจุดเลวร้ายเกินคาด เครื่องมือนโยบายการเงิน ด้วยการลดดอกเบี้ยนโบายถึง 0.50% จะมีประสิทธิภาพช่วยเศรษฐกิจได้แค่ไหน และยังมีเครื่องมือนโยบายการเงินใดที่จะนำมาใช้ได้อีก และมาตรการการคลังที่รัฐออกมา ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนอย่างไร จะนำมาพูดคุยกันตอน 2 ต่อไป

Share: