ไขข้อข้องใจ...ทองคำ (เป็นสินทรัพย์) ปลอดภัย จาก COVID-19 หรือไม่ คาดปีนี้ลุ้นนิวไฮแตะ 1,800 ดอลลาร์ต่อออนซ์

“ทองคำ” เป็นสินทรัพย์ปลอดภัย หรือเอาไว้หลบภัยในยามที่เกิดปัญหาบางอย่างขึ้นจนส่งผลต่อความเชื่อมั่นนักลงทุน ทำให้ตลาดผันผวน ทำให้สินทรัพย์อื่นหรือสินทรัพย์เสี่ยงจะถูกเทขายก่อนและราคาปรับลงแรง สวนทางกับราคาทองคำที่มักจะปรับขึ้น หากทองคำจะได้รับผลกระทบก็กระทบไม่มากนัก ถือเป็นสินทรัพย์ที่ต้องมีติดพอร์ตเอาไว้ช่วยบริหารความเสี่ยงซึ่งใช้ได้กับวิกฤตเศรษฐกิจรอบที่ผ่าน ๆ มา


แต่ความวิตกกังวลต่อ “วิกฤต COVID-19” ที่กำลังระบาดใหญ่ไปทั่วโลก นอกจากจะเห็นการเทขายหุ้นอย่างหนัก ดัชนีและมูลค่าหุ้นลดลงมาก จนทั้ง ตลาดหุ้นดาวน์โจนส์ และตลาดหุ้นไทย ต้องใช้มาตรการ Circuit Breaker สกัด วิกฤตรอบนี้แม้แต่ “ทองคำ” ยังถูกขายออกมาเช่นกัน เรียกว่าเป็นการลดสถานะในการเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยของทองคำลงชั่วคราว


จากราคาทองคำปีนี้ที่ขึ้นไปทำจุดสูงสุด (นิวไฮ) รอบ 7 ปี ที่ 1,688 ดอลลาร์สหรัฐออนซ์ ลงมาเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ 1,450-1,550 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ขณะที่ราคาซื้อขายในประเทศจากนิวไฮที่ 25,300 บาทต่อบาททองคำ ลงมาเคลื่อนไหวอยู่ที่ 22,000-23,000 บาทต่อบาททองคำ 


เกิดคำถามขึ้นมาว่า “ทองคำ” ยังเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยจริง ๆ หรือไม่ ทองคำยังเป็นสินทรัพย์ที่น่าลงทุนในห้วงเวลานี้หรือเปล่า คำถามคาใจเหล่านี้ Wealthy Thai หาคำตอบมาไขข้อข้องใจว่าช่วงนี้เกิดอะไรขึ้นกับ...ทองคำ...กันแน่

 

 

Cash is King!!!

เวลานี้คงจะนึกถึงคำไหนไม่ได้นอกจาก “Cash is King เงินคือพระราชา” หรือการถือเงินสดไว้ดีกว่า เงินสดที่ว่านั้นไม่ใช่สกุลเงินใดก็ได้ แต่คือ ดอลลาร์สหรัฐ เหตุที่เป็นเช่นนี้ จิติพล พฤกษาเมธานันท์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิจัยตลาดการเงิน บริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด ให้คำตอบกับ Wealthy Thai ว่า ตอนนี้ทุกคนมองว่าต้องถือดอลลาร์สหรัฐไว้ก่อน ทำให้ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเทียบสกุลเงินอื่น โดยสะท้อนจากดัชนีค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ วันที่ 20 มีนาคม เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 102 จากช่วงวันที่ 10 มีนาคมที่อยู่ที่ 95 สูงสุดนับตั้งแต่ปลายปี 2559 หรือในช่วงกว่า 3 ปี และมีโอกาสที่ดอลลาร์สหรัฐจะยังแข็งค่าต่อ หากมีหลายประเทศมีการปิดเมือง สกุลเงินของประเทศเหล่านั้นจะถูกขายออกไปถือดอลลาร์สหรัฐแทน ประกอบกับแรงหนุนการใช้มาตรการทางการคลังของสหรัฐเข้ามาดูแลผลกระทบจากการระบาดของ COVID-19 กำลังระบาดและสร้างความเสียหายอย่างหนักให้กับเศรษฐกิจสหรัฐและทั่วโลก ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่กำลังถดถอย เกิดปัญหาสภาพคล่องในตลาดการเงินโลกที่ตึงตัว โดยตลาดอยู่ในช่วง Panic  Sell ความผันผวนในตลาดสูง ทุกสินทรัพย์ถูกขายหมด ในสภาวะแบบนี้การถือทองคำจะไม่ใช่คำตอบที่เหมาะ เพราะทองคำมักจะเวิร์คในทองจะเวิร์คภาวะที่อัตราดอกเบี้ยต่ำ แต่เศรษฐกิจยังสามารถขยายตัวได้ ซึ่งยังไม่ใช่ขณะนี้ที่แม้ดอกเบี้ยจะต่ำมากแต่เศรษฐกิจชะลอตัว


“หลักๆคือปัญหาสภาพคล่องวิธีการรับมือไม่ยากต้องทำให้ทุกคนรู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องถือเงินสดไว้ทำให้ประเทศทุกมีดอลลาร์สหรัฐเพียงพอและดอลลาร์สหรัฐไม่แพงต้องอัดฉีดดอลลาร์สหรัฐเข้ามาในระบบหากทำได้ก็จะจบเร็วทั้งนี้หากสถานการณ์ต่างๆคลี่คลายทองคำจะเป็นสินทรัพย์ตัวแรกที่จะกลับตัวจะเห็นทองคำปรับขึ้นก่อน” จิติพลกล่าว


จิติพล ยืนยันว่า ทองคำยังเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย มุมมองพื้นฐานภายใต้ภาวะอัตราดอกเบี้ยต่ำ และทั่วโลกมีการทำนโยบายการคลัง การอัดฉีดสภาพคล่องผ่านมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ(QE) มูลค่าพื้นฐานของทองคำน่าจะอยู่ที่ระดับ 1,900 -2,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ แต่ปัจจุบันแรงกดดันจากดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่า และปัญหาสภาพคล่องในตลาด คาดทองคำจะมีแนวต้านอยู่ที่ 1,800 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ส่วนแนวรับอาจจะปรับลดลงได้ 10-20% ที่ระดับ 1,440 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ สำหรับคนที่กล้าถือทองคำ ทองคำมี upside แต่ปัจจุบันมีแรงกดดันจากดอลลาร์สหรัฐแข็งค่า หากธนาคารกลางต่าง ทั่วโลกยังมีการลดดอกเบี้ยนโยบายลง มีการทำมาตรการทางการคลัง ทำมาตรการ QE เพื่อพยุงเศรษฐกิจ ทองคำมีโอกาสปรับตัวขึ้นได้ในอนาคต

 

 

ลุ้นทองปลายปีนี้ 1,800 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์

Wealthy Thai  มีอีกมุมมองจากตัวจริงในตลาดทองคำของไทย อย่างบริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด โดย พวรรณ์ นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร วายแอลจีฯ ระบุว่า ตลาดตื่นตระหนก (panic) ต่อสถานการณ์ COVID-19 มากจนทำให้เกิดความไม่ปกติกับราคาทองคำ ในภาวะที่เศรษฐกิจแย่ทำให้คนกลัวการติดเชื้อและเสียชีวิตลง รวมทั้งกลัวไม่มีสภาพคล่องหรือไม่มีเงินใช้ ตลาดหุ้นปรับตัวลงอย่างหนัก นักลงทุนต้องขายทองคำออก เพื่อนำเงินไปเติมหลักประกันชดเชยผลขาดทุนจากตลาดหุ้นและสินทรัพย์เสี่ยงอื่น รวมทั้งการถือเงินสดไว้ส่วนหนึ่ง เพราะเงินสดเป็นสินทรัพย์ที่สร้างความมั่นใจได้ หากเกิดอะไรขึ้นยังมีเงินใช้ เช่นเดียวกับช่วงวิกฤตเศรษฐกิจโลกในปี 2551 ที่คนกลัวสถาบันการเงินล้ม ตลาดหุ้นปรับตัวลงเช่นเดียวกันราคาทองก็ปรับลง เน้นถือเงินสด


วิกฤต COVID-19 ครั้งนี้ เมื่อราคาทองปรับขึ้นมาจากความกังวล แต่มีนักลงทุนที่ซื้อทองคำในต้นทุนสูง ขายทองคำออกมาก่อนส่วนหนึ่งเพื่อทำกำไรและถือเงินสด จึงเห็นทองคำปรับตัวลงและลงไปอยู่ระดับต่ำสุดของปีที่ 1,450 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ และระหว่างวันผันผวนถึง 80-100 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ทำให้ “ทองคำ” เสียสภาวะการเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยไป ขณะนี้แม้ว่าจะมีข่าวการคิดค้นยาหรือวัคซีคที่จะรักษา COVID-19 ได้ แต่ยังไม่มีการนำมาใช้อย่างเป็นทางการอย่างไรก็ตาม หากสามารถควบคุมได้และนักลงทุนเลิกกังวลกับสถานการณ์ระบาด เชื่อว่า ทองคำ มีโมเมนตัมที่จะดีดกลับขึ้นไป 


“นักวิเคราะห์คาดว่าหากสถานการณ์ COVID-19  รุนแรงที่สุดในไตรมาสแรกนี้ และควบคุมได้ภายในช่วงไตรมาสที่สอง มีโอกาสจะเห็นทองคำในไตรมาสสองกลับขึ้นไปที่ 1,550 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ขณะที่ไตรมาสสามคาดอยู่ที่ 1,600 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ และปลายปีช่วงไตรมาสที่สี่ที่ 1,800 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ทั้งนี้ หากมองปัจจัยพื้นฐาน ภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกที่ชะลอตัว อัตราดอกเบี้ยทั่วโลกที่มีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำ การผ่อนคลายนโยบายการเงินและนโยบายการคลังเพื่อรองรับผลกระทบ รวมถึงความขัดแย้งทางการเมืองทั่วโลก ทำให้มีแรงหนุนราคาทองคำให้ราคาปรับตัวขึ้น” พวรรณ์ กล่าว

 

 

แนะใช้กลยุทธ์ Buy on Dip

กลยุทธ์ที่แนะนำนักลงทุนหากเป็นนักลงทุนระยะยาวสามารถทยอยซื้อได้ในช่วงนี้แต่หากลงทุนในระยะสั้นแนะกลยุทธ์แบบ Buy on Dip หรือซื้อเมื่อราคาปรับลงมาโดยวายแอลจีประเมินกรอบการเคลื่อนไหวระยะสั้นมีแนวรับอยู่ที่ 1,445 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์หรือราคาทองคำในประเทศที่ 22,150 บาทต่อบาททองคำโดยทองคำในประเทศช่วงนี้มีแรงหนุนจากค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงมาอยู่ที่ระดับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 1,550 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์โดยราคาทองคำในประเทศที่ 23,850 บาทต่อบาททองคำส่วนกรอบการเคลื่อนไหวทองคำปีนี้มีแนวรับอยู่ที่ 1,440 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ในประเทศทองคำซื้อขายที่ 22,100 บาทต่อบาททองคำและแนวต้านอยู่ที่ 1,800 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์หรือราคาทองคำในประเทศที่ 26,000 บาทต่อบาททองคำทั้งนี้ประเมินโดยใช้ค่าเงินบาทที่ระดับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐหากค่าเงินบาทอ่อนค่าลงไปอีกอาจจะเห็นราคาทองคำในประเทศปรับเพิ่มขึ้นมากกว่านี้ได้

 

 

ราคาทองในประเทศยังสูงกว่าต้นปี

อีกหนึ่งมุมมอง จิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี นายกสมาคมค้าทองคำ บอก Wealthy Thai ว่าช่วงนี้ราคาทองคำค่อนข้างผันผวนและประเมินได้ยากเพราะบางวันราคาขึ้นลงบางวัน 70-80 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ซึ่งสมาคมฯต้องติดตามทั้งราคาทองคำโลกและต้องเปลี่ยนแปลงราคาซื้อขายในประเทศให้สอดคล้องกันอาจจะเห็นการราคาซื้อขายในประเทศขึ้นลงที่ 50 100 หรือมากกว่า 100 ได้หากจะลงทุนทองคำในระยะสั้นต้องดูจังหวะพื้นฐานราคาทองคำมีโอกาสปรับตัวขึ้นจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวทั่วโลกอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่อยู่ในระดับต่ำตลาดหุ้นผันผวนและค่าเงินบาทที่อ่อนค่าซึ่งจะทำให้นักลงทุนหันมาถือครองทองคำที่เป็นสินทรัพย์ปลอดภัยแต่ก็มีนักลงทุนบางส่วนที่ซื้อก่อนหน้านี้และหาจังหวะขายทองคำออกเพื่อกำไรเป็นส่วนหนึ่งให้ราคาทองคำผันผวน 


“แม้ว่าราคาทองคำโลกจะปรับลงมา ราคาล่าสุด ณ วันที่ 20 มีนาคม ปิดอยู่ที่ 1,499 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ราคาซื้อขายในประเทศได้แรงหนุนจากค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงมาที่ 32.60-32.70 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ จึงซื้อขายอยู่ที่ 23,200 บาทต่อบาททองคำ ซึ่งยังถือว่าระดับราคายังสูงกว่าช่วงต้นปีที่ราคาซื้อขายในประเทศที่ 21,650 บาทต่อบาททองคำ โดยทองคำโลกอยู่ที่ 1,519 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ซึ่งค่าเงินบาทอยู่ที่ 30.10-30.20 บาทต่อดอลลร์สหรัฐ หากซื้อต้นปีจะมีกำไรราว 1,550 บาทต่อบาททองคำ”  จิตติ กล่าว

Share: