ภัทรชี้ธปท.ไขทุกก๊อกสู้โควิด ปั๊มสภาพคล่อง ค่าบาทอ่อน

บรรยากาศเศรษฐกิจในไทย ตกอยู่ในภาวะอ่อนแอรุนแรงอย่างต่อเนื่อง หลังจากสถานการณ์เฝ้าระวังโรคระบาด “ไวรัส COVID-19” นับวันทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง


คาดเดาไม่ถูกว่า โรคระบาดครั้งนี้จะจบลงเมื่อไหร่ ขณะที่ทุกภาคส่วนถูกห้ามจัดกิจกรรมต่างๆ ทางเศรษฐกิจ ซึ่งกระทบโดยตรงต่อการบริโภคและการลงทุน นอกจากนี้บางประเทศมีการปิดเมือง ปิดประเทศ ซึ่งหลายๆ ประเทศก็ได้รับผลกระทบต่อเศรษฐกิจรุนแรง 

 

 

คาดเศรษฐกิจอ่อนแรงหนัก GDP “ติดลบ 2%”

ซึ่งนางสาวถนอมศรี ฟองอรุณรุ่ง  ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ ภัทรในกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) ได้กล่าวกับ Wealthy Thai ว่า โรคระบาดไวรัส COVID -19 ที่มีความรุนแรงขึ้นในหลายๆ ประเทศ มีความเป็นไปได้ที่เศรษฐกิจโลกเกิดถาวะถดถอย


ทั้งนี้ล่าสุด (20 มี.ค.2563) บล.ภัทร ได้ปรับประมาณอีกครั้งในรอบ  2 สัปดาห์ที่ผ่านมาโดยแบงก์ ออฟ อเมริกาฯ คาดการณ์เศรษฐกิจโลกเกิดภาวะถดถอยในช่วงครึ่งปีแรกและทั้งปีคาดการณ์การเติบโตของศรษฐกิจ (GDP) ปีนี้อยู่ที่ 0.3% จากเดิมคาดอยู่ที่ 2.2% ขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐปรับลดคาดการณ์เป็นติดลบ 0.8% และสหภาพยุโรปติดลบ 1.7% ส่วน GDP จีน ปรับลดเหลือ 1.5% ซึ่งเป็นประเทศเศรษฐกิจใหญ่ รายเดียวที่ยังเติบโตได้  

 

 

เปิด 3 ทางใช้นโยบายการเงินผ่อนสุดๆ

นางสาวถนอมศรี ชี้การดำเนินนโยบายการเงินของแบงก์ชาติ ว่า ปีนี้เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบหนักทั้งจากในประเทศ และสถานการณ์เศรษฐกิจโลก จึงจำเป็นต้องใช้มาตรการต่างๆ เยอะเหมือนประเทศต่างๆ  ครั้งนี้จะเห็นการใช้เครื่องมือนโยบายการเงินเยอะมาก


โดยเครื่องมือหลักของธปท. คือ การใช้ดอกเบี้ยนโยบาย การอัดฉีดสภาพคล่องผ่านตลาดซื้อคืนพันธบัตร (REPO) และนโยบายอัตราแลกเปลี่ยน


ส่วนใหญ่ธปท.จะใช้ดอกเบี้ยนโยบาย ในการรับมือเวลาเศรษฐกิจย่ำแย่ ซึ่งเมื่อต้นปีนี้เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบจากโรคระบาดไวรัส COVID-19 ก่อนเพื่อน และคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของแบงก์ชาติ เห็นความรุนแรงของสถานการณ์ดังกล่าว จึงปรับลดดอกเบี้ย 0.25% เหลือ 1% เพื่อหวังส่งผ่านธนาคารพาณิชย์ปรับลดดอกเบี้ยตาม  ซึ่งเป็นการช่วยลดต้นทุนทางการเงินโดยเฉพาะฝั่งดอกเบี้ยกู้ เพื่อประคองภาคธุรกิจที่สายป่านสั้นและมีหนี้สูง รวมถึงหนี้ประชาชนด้วย


นอกจากนี้แบงก์ชาติยังขอความร่วมมือให้ธนาคารพาณิชย์ ออกมาตรการต่างๆ ช่วยลูกหนี้เริ่มจากภาคธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว จนขณะนี้ช่วยทุกภาคธุรกิจแล้ว  ตั้งแต่พักการชำระหนี้เงินต้น ลดดอกเบี้ย ไปจนถึงปรับโครงสร้างหนี้ และการให้สินเชื่อใหม่ ทั้งหมดนี้เพื่อเติมสภาพคล่องให้แก่ภาคธุรกิจ เนื่องจากการหยุดชะงักของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ทำให้ไม่สามารถขายสินค้าสร้างรายได้เข้ามาได้ แต่มีรายจ่ายและดอกเบี้ยเดินอยู่ ซึ่งพวกนี้ไม่สามารถชำระหนี้ได้ในสถานการณ์เช่นนี้


อย่างไรก็ตาม การลดดอกเบี้ยของไทยไม่สามารถส่งผ่านประสิทธิผลตามระบบเศรษฐกิจแล้ว ในขณะที่ธนาคารกลางหลักๆ นำโดยธนาคารกลางของเสหรัฐ (เฟด) มีการประชุมฉุกเฉิน เพื่อพิจารณาปรับลดดอกเบี้ย พร้อมกับออกมาตรการ QE เพื่อเสริมสภาพคล่องผ่านการซื้อพันธบัตร และธนาคารกลางยุโรป และธนาคารกลางญี่ปุ่น ได้ดำเนินตามรอย


ในส่วนของประเทศไทย แม้ไม่เคยมีการใช้มาตรการ QE มาก่อน แต่แบงก์ชาติมีเครื่องมืออัดฉีดสภาพคล่องในตลาดซื้อคืนพันธบัตร เข้ามาช่วยดำเนินนโยบายการเงินเพิ่มเติมได้ หากเห็นว่าภาคการเงินกำลังแย่ลง ซึ่งเครื่องมือนี้จะเหมือนกึ่งๆ ใช้มาตรการ QE ของต่างประเทศ

 

 

อัดฉีด 1 แสนล้านในตลาด REPO

ทั้งนี้แบงก์ชาติหรือธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ออกมารายงานเมื่อวันที่ 19 มี.ค. ที่ผ่านมาว่าในช่วงที่ผ่านมาที่ตลาดพันธบัตรไทยมีความผันผวนสูงตามความตื่นตระหนกในตลาดการเงินโลก  ธปท.ได้เข้าอัดฉีดสภาพคล่องในตลาดพันธบัตรผ่านการเข้าซื้อพันธบัตรภาครัฐทั้งระยะสั้นและระยะยาวอย่างต่อเนื่อง โดยวันที่ 19 มี.ค. 2563 ได้เข้าซื้อพันธบัตรรวมประมาณ 45,000 ล้านบาท  เมื่อรวมยอดการเข้าซื้อตั้งแต่ 13-19 มี.ค. 63 มีจำนวนกว่า 100,000 ล้านบาท


สะท้อนว่า วันที่ 19 มี.ค. ที่ผ่านมา เกิดความปั่นป่วนจากแรงเทขายพันธบัตรไทยมากจนแบงก์ชาติต้องเข้าไปรับซื้อเข้ามา ซึ่งอัดฉีดวันเดียวสูงเกือบ 50% ของยอดรับซื้อทั้งหมด


พร้อมกันนี้ธปท.มีแผนลดวงเงินการประมูลพันธบัตรธปท.ในระยะต่อไป เพื่อช่วยเพิ่มสภาพคล่องในตลาดพันธบัตรอีกทางหนึ่ง และยืนยันว่าธปท.พร้อมที่จะเข้าซื้อพันธบัตรอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดความผันผวนของตลาดพันธบัตรและเสริมให้ตลาดมีสภาพคล่องในการซื้อขายอย่างเพียงพอ

 

 

ประชุมฉุกเฉินลดดอกเบี้ย 25 สตางค์

สถานการณ์ดังกล่าว สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาขาดสภาพคล่องทางการเงินรุนแรงขึ้นหรือกลไกการทำงานในตลาดการเงินไทย ตกอยู่ในสภาวะไม่ปกติแล้ว จากผลกระทบของไวรัส COVID-19 และนำมาสู่การประชุมฉุกเฉินของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ขึ้นในวันที่ 20 ม.ค. 2563 โดยมีมติลดดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% เหลือ 0.75% ซึ่งจะมีผลตั้งแต่วันที่ 23 มี.ค. 2563 นี้  เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนรอบประชุมปกติวันที่ 25 มี.ค. ที่จะถึงนี้


โดยกนง. หวังว่าจะเห็นผลในด้านการลดภาระดอกเบี้ยของลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบบรรเทาปัญหาสภาพคล่องในตลาดการเงิน และลดผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจโดยรวม รวมทั้งจะช่วยสนับสนุนมาตรการการคลังของรัฐบาลที่ได้ออกมาแล้ว และจะออกมาเพิ่มเติม

 

 

แม้กระสุนดอกเบี้ยด้าน แต่ต้องใช้

มุมมองของนางสาวถนอมศรี เห็นว่าขณะนี้นโยบายการลดดอกเบี้ย เป็นกระสุนที่ด้านแล้ว ในเชิงการเกิดประสิทธิผลต่อเศรษฐกิจ  แต่ที่ต้องลดดอกเบี้ย ก็เพื่อช่วยลดต้นทุนทางการเงินให้แก่คนที่มีหนี้  มีภาระจ่ายดอกเบี้ยลดลง


อย่างไรก็ตามบล.ภัทร คาดว่า ดอกเบี้ยนโยบายปรับลดลงได้ต่ำสุดเหลือแค่ 0.50% เท่านั้น เนื่องจากหากลดลงมาต่ำมากถึง 0%  อาจเกิดผลลบต่อสถาบันการเงินที่มีภาระจ่ายสมทบเงินให้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินและสถาบันคุ้มครองเงินฝากรวม 0.47% ที่เป็นต้นทุนของสถาบันการเงินไทยด้วย ดังนั้นจึงยากที่จะเห็นกนง.ลดดอกเบี้ยต่ำ 0% เช่นธนาคารกลางในต่างประเทศ

 

 

เงินบาทอ่อนค่าเร็วและสุดในรอบ 11 เดือน

นางสาวถนอมศรี ได้ชี้อีกเครื่องมือนโยบายการเงินที่สำคัญคือ นโยบายอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งหากค่าเงินบาทอ่อน อย่างน้อยจะช่วยให้ภาคส่งออก ยังพอมีรายได้กลับเข้ามาและยังสามารถเห็นการขยายตัวในบางภาคธุรกิจได้บ้าง  


แม้ว่าเวลานี้ หลายๆ ประเทศกำลังปั่นป่วนกับการแก้ปัญหาไวรัสโควิด-19 และเศรษฐกิจแย่ลง แต่ก็ยังมีความต้องการสินค้าที่จำเป็นอยู่  ดังนั้นหากค่าเงินบาทของไทยอ่อนค่า ก็จะยังพอช่วยสร้างรายได้เข้าประเทศในภาวะที่เศรษฐกิจในประเทศกำลังอ่อนแรงมากขึ้น


ทั้งนี้ในช่วงต้นปีมาถึงปัจจุบัน ค่าเงินบาทอ่อนลงกว่า 7% ซึ่งต่างกับปีที่แล้วค่าเงินแข็งขึ้นกว่า 7% โดยเมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงถึง 32.74  บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งอ่อนค่าสุดในรอบ 11 เดือนย้อนหลัง


ขณะที่การเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา (16-20 มี.ค.2563) มีความผันผวนแรงจากต้นสัปดาห์เปิดตลาดที่ระดับ 31.92 ถึง 31.93 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นผลจากดอลลาร์สหรัฐแข็งขึ้นหลังเฟดประชุมฉุกเฉินรอบ 2 ลดดอกเบี้ยทีเดียว 1% และยังทำ QE รวมถึงมาตรการต่างๆ  และปิดตลาดท้ายสัปดาห์ที่ระดับ 32.51/53 บาทต่อดอลลาร์

 

 

หวังส่งออก รายได้ดีขึ้นจากบาทอ่อน

อย่างไรก็ตาม สำหรับภาคส่งออกของไทย เนื่องจากประเทศคู่ค้าหลักๆ ของไทย อยู่ในจีน สหรัฐ และยุโรป ซึ่งทั้ง 3 ประเทศมี GDP ที่หดตัวแรง ดังนั้นความต้องการในตลาดโลกจึงลดลงตามโดยปริยาย บล.ภัทรจึงได้คาดปีนี้ ภาคส่งออกของไทย ติดลบ 5.8% และภาคการนำเข้า ติดลบ 9.3%  ส่วนภาคท่องเที่ยวได้รับผลกระทบหนักอยู่แล้ว จึงคาดปีนี้มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเหลือ 20.7 ล้านคน ซึ่งรายได้จากภาคท่องเที่ยวมีสัดส่วน 12% ของ GDP  ภายใต้การคาดการณ์ปีนี้  ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลลดลงเหลือ23.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ


นางสาวถนอมศรี กล่าวถึงมาตรการทางการคลังว่า สิ่งที่น่ากังวลมากสุด คือสถานการณ์ธุรกิจเอสเอ็มอี ซึ่งส่วนใหญ่มีสายป่านสั้น หากเศรษฐกิจอ่อนแอลงรุนแรงจะมีการปิดกิจการมากขึ้นและคนตกงานมากขึ้น ดังนั้นจึงเห็นรัฐบาลออกมาตรการ soft loan (สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ) ปล่อยให้แก่ธุรกิจเอสเอ็มอี โดยให้ธนาคารออมสินเป็นผู้ปล่อยกู้ให้แก่ธนาคารพาณิชย์ วงเงินรวม 1 แสนล้านบาท เพื่อนำไปปล่อยสินเชื่อช่วยเหลือภาคธุรกิจที่อ่อนแอ 


แต่มาตรการนี้ยังมีจุดอ่อน เรื่องการวางหลักประกัน  ซึ่งธุรกิจเอสเอ็มอี จะมีปัญหาหลักประกันกัน ทำให้ไม่ได้รับการอนุมัติสินเชื่อ  ดังนั้นมาตรการนี้จะมีประสิทธิผลมากน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับการวางหลักประกันเป็นสำคัญ


“สถานการณ์แบบนี้ แม้ดอกเบี้ยต่ำก็ช่วยอะไรไม่ได้ เพราะคนที่อยากกู้ ก็ขอกู้กับแบงก์ไม่ได้  ถึงแบงก์ชาติจะดึงดอกเบี้ยให้ต่ำกว่านี้ ก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว คนที่จะกู้เงินได้ในเวลานี้ จะเป็นธุรกิจที่แข็งแรงมากกว่า ขณะที่มีธุรกิจอ่อนแอหรือเอสเอ็มอีที่อาการแย่มาตั้งนานแล้ว จะไปไม่รอดได้”


นอกจากมาตรการดูแลธุรกิจที่ได้รับผลกระทบแล้ว  ยังมองไม่เห็นมาตรการช่วยเหลือคนว่างงานที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นสูงในระยะข้างหน้านี้  ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญมาก 


สำหรับวันที่ 25 มี.ค. นี้  กนง.ยังประชุมตามปกติ  และน่าจะมีการเห็นข้อมูลดัชนีทางเศรษฐกิจของเดือนก.พ. แล้ว โดยกนง.ยังเหลือกระสุนอีกนัด คือการลดดอกเบี้ย 0.25% อีก หรืออาจจะชะลอการลดดอกเบี้ยนโยบายออกไปก่อน เพื่อไว้ใช้ในยามจำเป็นในช่วงหลังไวรัสโควิด-19  และเริ่มเข้าสู่การฟื้นฟูเศรษฐกิจอย่างจริงจัง

 

Share: