‘แอลพีเอ็น’ เล็งปิดออฟฟิศหาก “โควิด-19” ยืดเยื้อ ชง Work From Home ทำงานต่อเนื่องไม่สะดุด

สถานการณ์ไวรัส “โควิด-19” ดูตึงเครียดมากขึ้นทุกขณะ หลังจากรัฐบาลเริ่มหลังชนฝา ต้องงัด “พ.ร.ก.ฉุกเฉิน” หรือ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 มาใช้ เริ่มตั้งแต่วันที่ 26 มี.ค. 2563 เป็นต้นไป

 

ขณะที่ภาคเอกชนเองก็มีการปรับตัวกันมาหลายระลอก ตั้งแต่ตั้งจุดคัดกรองทางเข้าสำนักงาน แจกหน้ากากอนามัยให้กับพนักงานฟรี เลี่ยงการเดินทางไปติดต่อการค้าต่างประเทศชั่วคราว จนมาถึงมาตรการแฟชั่นท็อปฮิตช่วงโควิด-19 ระบาด นั่นคือ ให้พนักงานทำงานที่บ้าน (Work From Home : WFH) แล้วประชุมติดตามงานผ่านวิดีโอคอลล์แทน

 

โอภาส ศรีพยัคฆ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) (LPN) กล่าวว่า นโยบาย Work From Home ช่วยลดความเสี่ยงติดเชื้อไวรัสโควิด-19 หลังอัตราการติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงที่ผ่านมา โดยบริษัทเตรียมแผนรับมือไว้อยู่ก่อนแล้ว ในการแบ่งกำลังคนไว้อย่างละครึ่ง ทั้งที่สำนักใหญ่และที่พักอาศัยของพนักงาน และเน้นการทำงานแบบรวมทีมสอดประสานรอบทิศ 360 องศา เพื่อให้แน่ใจได้ว่าการให้บริการลูกค้าจะดำเนินไปด้วยดีไม่มีสะดุด

 

โอภาส ศรีพยัคฆ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) (LPN)

“เราเริ่มซ้อมแผนปฏิบัติงานฉุกเฉิน ตั้งแต่วันที่ 17 มี.ค. 2563 ให้พนักงานที่สำนักงานใหญ่ อาคารลุมพินีทาวเวอร์ ถ.พระราม 4 สลับกันทำงานกับพนักงานที่ทำงานที่บ้าน โดยบริษัทเตรียมความพร้อมทางด้านไอที เพื่อการสื่อสารในภาวะวิกฤต เน้นการประชุมร่วมกัน รวมถึงสนับสนุนอุปกรณ์การทำงาน เพื่อให้พนักงานสามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่อง ขณะที่ในส่วนของสำนักงานขายและนิติบุคคล ตามโครงการต่างๆ ยังคงปฏิบัติหน้าที่ไปตามปกติ โดยมีแผนรองรับทุกเมื่อหากเกิดภาวะฉุกเฉิน”

 

แอลพีเอ็นยืนยันว่า มาตรการ Work From Home ลดกำลังคนลงกึ่งหนึ่ง เป็นการวอร์มอัพเพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่อาจแย่ที่สุดคือ จำเป็นต้องปิดสำนักงานทั้งหมด ในกรณีประเทศไทยเข้าสู่ภาวะติดเชื้อไวรัสระยะ 3

 

“เราต้องการสร้างความมั่นใจให้ลูกค้าว่า แอลพีเอ็นสามารถดำเนินธุรกิจได้ต่อเนื่องไม่มีสะดุด แม้อยู่ในสถานการณ์ใด” ซีอีโอ แอลพีเอ็น กล่าว

 

นอกเหนือจากนโยบาย Work From Home แล้ว แอลพีเอ็นยังได้ยกเลิกระบบสแกนนิ้ว ที่อาจสุ่มเสี่ยงต่อการติดเชื้อ รวมถึงได้พ่นยาฆ่าเชื้อที่สำนักงานใหญ่ จัดทำระบบเฝ้าระวังและติดตาม พร้อมให้การดูแลหากพนักงานติดเชื้อโควิด-19 ตลอดจนลดความเสี่ยงด้วยการเหมาซื้อประกันโควิด-19 ให้กับกลุ่มพนักงาน และบรรดาผู้ปฏิบัติงานตามโครงการต่างๆ

 

ก่อนหน้านี้บริษัทได้เชิญวิทยากรจากกรมคุมโรคติดต่อ กระทรวงสาธารณสุข มาจัดอบรมแก่พนักงานและบริษัทในเครือ ในการดูแลตัวเอง และแนวทางการปฏิบัติหากเกิดกรณีพนักงานหรือเจ้าของร่วมในโครงการต่างๆ ติดเชื้อโควิด-19 เพื่อสร้างความพร้อมและระวังภัยสูงสุด จากสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงในขณะนี้

 

 

Share: