ตรวจสุขภาพ ...เศรษฐกิจไทย... แข็งแกร่งพอฝ่าวิกฤติ COVID-19 ได้ไหม

จากการระบาดของ COVID-19 ในช่วงปลายปีก่อน ต้นตอมาจากเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน ขณะนี้ได้แพร่กระจายระบาดครั้งใหญ่ไปทั่วโลก (Pandemic) จากแค่โรค ๆ หนึ่ง ลุกลามกลายเป็นวิกฤติที่ทั่วโลกต้องเผชิญ ต้องพยายามหามาตรการป้องกันและรักษา เพราะส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของคนทุกชนชั้น ลามไปถึงการทำงาน การเดินทาง ต้องเว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distance) เป็นทำให้เกิดความเสียหายรุนแรงต่อเศรษฐกิจไทยไทยไม่ต่างกับเศรษฐกิจทั่วโลก

 

วิกฤติเศรษฐกิจรอบใหม่นี้ หลายคนภาวนาให้จบลงโดยเร็ว แต่ก็ไม่มีใครสามารถคาดเดาได้ว่าสถานการณ์จะจบลงเมื่อไหร่ และจบลงอย่างไร


หากย้อนไปเมื่อ 20 กว่าปีก่อน หรือ ปี 2540 เคยเกิด วิกฤติต้มยำกุ้ง ขึ้นในไทยก่อนขยายวงกว้างไปยังประเทศต่าง ๆ และใน 10 ปีต่อมา หรือปี 2551 ได้เกิดวิกฤติซับไพรม์หรือวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ขึ้นในสหรัฐ ซึ่งสร้างแรงกระเพื้อมและกระทบไปยังแทบทุกประเทศเช่นกัน อาจอนุมานได้ว่าทุก 10 ปีจะมีวิกฤติเศรษฐกิจเกิดขึ้น สาเหตุและต้นต่อของแต่ละรอบแตกต่างกันไป อย่างไรก็ดีท้ายที่สุดแล้วเมื่อเกิดวิกฤติขึ้น เศรษฐกิจยังสามารถฟื้นตัวกลับมาได้

 

ทุกรอบวิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น หากประเทศที่พื้นฐานเศรษฐกิจไม่ดี เศรษฐกิจไม่มีเสถียรภาพ จะยิ่งได้รับผลกระทบรุนแรงและฟื้นตัวได้ช้า ท่ามกลางวิกฤติ COVID-19 ที่ยังยืดเยื้อ Wealthy Thai ชวนมาตรวจสุขภาพเศรษฐกิจไทย ขณะนี้ว่าเป็นอย่างไรเมื่อเทียบกับวิกฤติเศรษฐกิจครั้งก่อนๆ และจะแข็งแกร่งรองรับผลกระทบของวิกฤติรอบนี้ได้หรือไม่


วิกฤติ
COVID-19 แตกต่างจากวิกฤติเศรษฐกิจอื่น


เศรษฐกิจไทย ในปัจจุบันไม่ได้เจ็บป่วยเหมือนวิกฤติรอบก่อน ๆ แต่มันเป็นความเจ็บป่วยของมนุษย์ที่ส่งผลกระทบมายังเศรษฐกิจ หากวิกฤติรอบนี้ผ่านพ้นไปเชื้อว่าจะฟื้นตัวได้เร็ว เพราะไม่กระทบกับโครงสร้างเศรษฐกิจ


โดยรวมสุขภาพ พบว่า เศรษฐกิจไทยมีความแข็งแกร่ง ทั้งเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค ที่ปัจจุบันไทยมีดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลสูงต่อเนื่อง ล่าสุดอยู่ที่ 7.5% ของอัตราการขยายตัวเศรษฐกิจ(GDP) รองรับหากเศรษฐกิจผันผวนและมีเงินทุนไหลออกนอกประเทศได้ สูงกว่าช่วงวิกฤติซับไพร์มที่อยู่ที่ 4.5% ขณะที่วิกฤติต้มยำกุ้ง  ปี 2540 ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด 2% GDP ทั้งนี้ การเกินดุลบัญชีเดินสะพัดปีนี้ยังได้ผลบวกจากราคาน้ำมันปรับลดลงอย่างมา เพราะไทยเป็นประเทศที่นำเข้าน้ำมัน มีการนำเข้าน้ำมันวันละกว่า 1 ล้านบาร์เรล ถ้าจากราคาที่เคยอยู่สูงถึง 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ปัจจุบันลงมาอยู่ที่ 20 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ถือว่าเราได้กำไรทันที 80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล กำไรส่วนนี้จะเข้ามาชดเชยรายได้จากการส่งออกและท่องเที่ยวที่ลดลงไปได้


ส่วนทุนสำรองระหว่างประเทศ เทียบกับจำนวนเดือนของการนำเข้าปัจจุบันอยู่ที่ 11.6 เดือน ซึ่งช่วงวิกฤติซับไพร์ม ปี 2551 ที่อยู่ที่ 9.1 เดือน ส่วนวิกฤติต้มยำกุ้ง  ปี 2540 อยู่ที่  6.9 เดือน และปัจจุบันหนี้ต่างประเทศอยู่ในระดับต่ำ หนี้ระยะสั้นต่อทุนคำรองฯ อยู่ที่เพียง 29% ต่างจาก ช่วงวิกฤติซับไพร์มที่อยู่ที่ 24% ขณะที่วิกฤติต้มยำกุ้ง  ปี 2540 มีการกู้หนี้ต่างประเทศสูงถึง 140%


ด้านเสถียรภาพระบบสถาบันการเงิน ปัจจุบันสถาบันการเงินของไทยมีหนี้เสียต่ำเพียง 3.2% และอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงสูงถึง 19.6% ซึ่งเชื่อว่าเงินกองทุนของสถาบันการเงินจะสามารถรองรับหากแนวโน้มหนี้เสียสูงขึ้นจากวิกฤติ COVID-19  ได้ ทั้งนี้ เสถียรภาพภาครัฐที่สะท้อนผ่านหนี้สาธารณะ พบว่าหนี้สาธารณะยังอยู่ระดับต่ำที่ 41.1% เทียบกับช่วงวิกฤติต้มยำกุ้ง  ปี 2540 และวิกฤติซับไพร์ม ปี 2551 ที่อยู่ที่ 49.9% และ 42.4% ตามลำดับ ทำให้ภาครัฐ หรือรัฐบาล ยังมีรูมที่จะสามารถใช้มาตรการทางการคลังเพื่อพยุงเศรษฐกิจได้อีก ส่วนเสถียรภาพธุรกิจ อัตราส่วนหนี้สินต่อทุนปัจจุบันอยู่ที่ 2.7 เท่า อัตราส่วนหนี้สินต่อรายได้อยู่ที่ 9.8 เท่า เรียกว่ายังมีหนี้น้อยกว่าวิกฤตรอบก่อน ๆ


เราหวาดกลัววิกฤติ
COVID-19 กันมากเกินไปหรือไม่


ภาพจำของหลายคนช่วงที่เกิดวิกฤติต้มยำกุ้ง ปี 2540 เศรษฐกิจพัง ธุรกิจล้ม คนตกงาน เนื่องจากพื้นฐานเศรษฐกิจทุกอย่างอ่อนแอ เมื่อเกิดวิกฤติขึ้นกระทบมาก หรือเรียกว่ากระทบถึง 6 เด้ง(เท่า) เพราะค่าเงินบาทจากคงที่อยู่ที่ 25 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่ากลายเป็น 50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นมาถึง 2 เท่า ด้านอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ที่ช่วงนั้นนิยมกู้เป็นดอลลาร์สหรัฐเพราะดอกเบี้ยถูกกว่า จาก  8-9% เพิ่มขึ้นเป็นเกือบ 30% หรือกว่า 3 เท่า ดังนั้น ธุรกิจที่กู้เงินดอลลาร์สหรัฐมาลงทุน มีภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก ล้มกันไปทั้งกระบะ หนี้เสียพุ่งกระฉูด ส่วนวิกฤติซับไพร์ม ปี 2551 อาจจะส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจไทยบ้างแต่ไม่มากนัก

             

วิกฤตรอบนี้ทั่วโลกได้รับผลกระทบ มีการใช้ทั้งมาตรการการเงินผ่านการลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางต่าง ๆ ทั้งยังมีการอัดมาตรการทางการคลังเข้ามาไม่หยุดยั้ง ของไทยก็เช่นกัน ที่ภาครัฐ และธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) มีการออกมาตรการมารับมือ หากพิจารณาผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับธุรกิจจะมีกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมาก ในส่วนธุรกิจท่องเที่ยว โรงแรม ทัวร์ คนขับรถบัส สายการบิน เป็นต้น ซึ่งเทียบยอดสินเชื่อธุรกิจเหล่านี้จะอยู่ที่ราว 11% ของสินเชื่อธุรกิจทั้งหมด และสินเชื่อรายย่อยที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจเหล่านี้อยู่ที่ราว 12% ของสินเชื่อรายย่อย ส่วนที่เหลือคือได้รับผลกระทบปานกลางและกระทบน้อย ซึ่งระบบสถาบันการเงินไทยพร้อมที่จะดูแลผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นได้ ไม่แน่ว่าเราอาจจะหวาดกลัววิกฤติ COVID-19 กันมากเกินไปหรือไม่...

 


แบงก์ชาติยันเศรษฐกิจไทยแข็งแกร่ง

 

หัวใจสำคัญของระบบเศรษฐกิจอย่างระบบสถาบันการเงินของไทยขณะนี้มีเสถียรภาพดี ฐานะเงินกองทุนฯ มั่นคง มีสภาพคล่องอยู่ในระดับสูง เป็นอีกหนึ่งเสียงยืนยันจาก วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการ ธปท. ทั้งนี้ วิรไท ระบุว่า “ปัญหาครั้งนี้บางคนมักเอาไปเปรียบเทียบปี 2540 แต่เป็นคนละเรื่องกัน เพราะวันนี้ธนาคารพาณิชย์ไทยมีเงินกองทุนมั่นคง สภาพคล่องอยู่ในระดับสูง แต่เนื่องจากเป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก ตลาดเงินตลาดทุนโลกได้รับผลกระทบและมีความผันผวนสูง บางตลาดอาจจะไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ กลไกตลาดที่เคยเป็นกลไกปกติอาจจะสะดุดไปบ้าง ด้านราคาสินทรัพย์ผันผวนสูง เห็นได้จากส่วนต่าง (Spread) ของราคาเสนอซื้อและเสนอขายถ่างกันมา ซึ่งเริ่มส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินไทยบางตลาดแล้ว


ล่าสุด ธปท. ได้มีมาตรการออกมาดูแลสภาพคล่องในตลาดการเงินไทย (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม : https://www.wealthythai.com/web/contents/WT200300296 ) รวมทั้ง หลายมาตรการที่ออกมาก่อนหน้า เช่น การเข้าไปซื้อพันธบัตรรัฐบาล การลดและยกเลิกการออกพันธบัตรของธปท.บางรุ่น เพื่อเพิ่มสภาพคล่อง และที่ผ่านมา ได้มีการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) นัดพิเศษ ซึ่งได้ตัดสินใจลดดอัตราดอกเบี้ยลงต่ำสุดในประวัติศาสตร์มาอยู่ที่ 0.75%  เนื่องจากประเมินว่าการระบาด COVID-19 จะส่งผลกรทบมากกว่าที่มากกว่าที่คาด


แม้ว่าเศรษฐกิจโดยรวมจะยังแข็งแกร่ง และมีเสถียรภาพดี แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นส่งผลต่อการจ้างงาน หลายหมื่นหรืออาจจะถึงแสนตำแหน่ง ไม่รวมคนหาเช้ากินค่ำ รายได้ของประชาชนในบางกลุ่มลดลงทั้งที่ภาระค่าใช้จ่ายยังเท่าเดิม เป็นเรื่องที่ภาครัฐต้องมีความชัดเจนว่าจะมีมาตรการช่วยเหลือประชาชนรายย่อยอย่างไรบ้าง เพราะไม่อย่างนั้น นอกจากวิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น อาจจะส่งผลต่อปัญหาทางสังคมที่จะตามมา

 

Share: