“พ.ร.ก.ฉุกเฉิน” VS. “BCP” รัฐบาลบิ๊กตู่

ตอนนี้คนไทยเราอยู่ในวงแหวนของ “พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548” เรียกสั้นๆ ว่า “พ.ร.ก.ฉุกเฉิน” ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม 2563 ที่ผ่านมา ถึงวันที่ 30 เมษายน 2563 เพื่อตั้งป้อมสู้ศึก “โควิด-19” ที่เปรียบได้กับสงครามของมนุษยชาติ กับมหันตภัยไวรัสทั่วโลก

 

รัฐบาลบิ๊กตู่ “พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เป็นวาระแห่งชาติ ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกับที่ภาคเอกชนกำลังตั้งค่ายรับมือ “โควิด-19” ด้วยแผนสร้างความต่อเนื่องในกิจการ (Business Continuity Plan : BCP) คือ ไม่ว่าจะเกิดน้ำท่วมใหญ่หรือโลกถล่ม ธุรกิจจะต้อง keep walking ต่อไปได้ แม้ไม่ใช่ “จอห์นนี่ วอล์กเกอร์” ก็ตามที

 

ดังนั้นแล้ว ตัวตนของ “พ.ร.ก.ฉุกเฉิน” กับ BCP” จึงกินความหมายเดียวกัน คือ ทำให้ประเทศชาติ “รอดพ้น” ภายใต้การบริหารของภาครัฐ และทำให้ธุรกิจ “ได้ไปต่อ” ภายใต้การบริหารของซีอีโอ

 


ถ้าเรามองเล่นๆ ว่า ประเทศไทยคือ “บริษัท ประเทศไทย จำกัด (มหาชน)” และ ครม.บิ๊กตู่ คือ “คณะกรรมการบริหาร” (executive committee) โดยมีบิ๊กตู่เป็นซีอีโอที่ได้รับการคัดเลือกเข้ามา lead การบริหารงานเป็นสมัยที่ 2

 

แผน BCP ที่บรรดา ex com ชุดนี้ช่วยกันปลุกปั้น จะสามารถนำพาองค์กรประเทศไทย ให้ก้าวไปข้างหน้าได้มากน้อยเพียงไร

 

จาก “ไวรัสอู่ฮั่น” ที่พบครั้งแรกที่นครอู่ฮั่น เมืองหลวงของมณฑลหูเป่ย์ ประเทศจีน ในเดือน ธ.ค. 2562 พอก้าวล่วงเข้าสู่ปี 2563 ไวรัสอู่ฮั่นก็ยกระดับตัวเองเป็น “โคโรนาไวรัส 2019” (โควิด-19) กระจายตัวไปในหลายประเทศทั่วโลก ราวกับหนังภาคต่อ resident evil ก็ไม่ปาน แม้แต่ประเทศไทยก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น

 

รัฐบาลบิ๊กตู่ จดๆ จ้องๆ ดูการก่อตัวของไวรัสโคโรนามาพักใหญ่ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจถดถอยในประเทศ เพราะไทยเราพึ่งพาจีนมากเกินไป หรือถ้าพูดให้ถูกก็คือ หลายประเทศบนโลกใบนี้ต่างพึ่งพาจีนเป็นแหล่งผลิตใหญ่ และเป็นแหล่งกำลังซื้อรายใหญ่ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนที่บ้าช้อปกระจายไม่แพ้ชาติใดในโลก

 

สัญญาณเอาไม่อยู่ของ โควิด-19 เริ่มก่อตัวเป็นระยะๆ ในประเทศไทย และเรื่องที่พีคที่สุดหนีไม่พ้นข่าวการกักตุนหน้ากากอนามัย 200 ล้านชิ้นของคนวงในที่ใกล้ชิดกับ ex com ประเทศไทยโดยตรง เมื่อต้นเดือนมี.ค. 2563 ที่ผ่านมา โดยเหตุผลหลักของการกักตุนคือ แอบขายให้กับจีนที่กำลังสู้รบกับโควิด-19 มีโอกาสรวยไม่รู้เรื่อง มากกว่าเล่นบทพ่อพระในประเทศไทย

 

ความต้องการหน้ากากอนามัย ที่พุ่งพรวดยิ่งกว่าสถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 ของคนไทย สะท้อนให้เห็นว่า คนไทยกลัวตายจาก โควิด-19 มากกว่ากลัวตายจากปัญหาฝุ่น ผลักดันให้ราคาหน้ากากอนามัยแบบธรรมดา 1 กล่อง 50 ชิ้น ราคาขายปลีกประมาณ 100 บาท กลายเป็นสินค้า rare item ที่ขายกันในออนไลน์และซอกมุมมืด อยู่ที่กล่องละ 1,000 บาท ต่อให้รัฐบาลบิ๊กตู่ประกาศปาวๆ ว่า ห้ามส่งออกหน้ากากอนามัยจำนวนเท่านั้นเท่านี้ แต่ในยามที่ “ข้าวยาก หน้ากากโคตรแพง” พ่อค้าที่ไหนมันจะเชื่อ

 

17 มี.ค. 2563 ที่ผ่านมา รัฐบาลบิ๊กตู่เริ่มนั่งไม่ติดกับสถานการณ์โควิด-19 จนต้องออก 6 มาตรการมาค้ำยัน ได้แก่

 

1. ด้านสาธารณสุข ยังไม่ปิดเมืองหรือประเทศ เปิดประตูให้นักท่องเที่ยวเข้าออก แต่ต้องแสดงใบรับรองแพทย์ (กลัวการท่องเที่ยวพัง)

 

2. นักท่องเที่ยวที่เดินทางจากประเทศพื้นที่ระบาดต่อเนื่อง ก็ยังขึ้นป้าย welcome to Thailand (เวรกรรมประเทศไทย) แต่ต้องมีใบรับรองแพทย์

 

3. ห้ามข้าราชการ พนักงานของรัฐและรัฐวิสาหกิจ เดินทางไปต่างประเทศ ยกเว้นมีเหตุจําเป็น (จำเป็นแค่ไหนก็ควรงดไหม เพราะกลับมาแล้วมันจะยุ่ง)

 

4. ด้านต่างประเทศ จัดตั้งทีมงานเพื่อดูแลคนไทยในต่างประเทศ

 

5. ด้านมาตรการป้องกัน ปิดสถานที่มีความเสี่ยงสูง มหาวิทยาลัย โรงเรียน สถาบันกวดวิชา โดนก่อนเพื่อน ตั้งแต่ 18-31 มี.ค. 2563 เป็นเวลา 2 สัปดาห์ และเลื่อนวันหยุดสงกรานต์ออกไป

 

6. มาตรการช่วยเหลือเยียวยากลุ่มธุรกิจ โรงงาน สถานประกอบการ โรงแรม และธุรกิจเกี่ยวเนื่องด้านการท่องเที่ยว ที่ได้รับผลกระทบ

 

“การแก้ไขปัญหาโควิด-19 มีความสําคัญอันดับ 1 เนื่องจากมีผลกระทบต่อชีวิตของประชาชนโดยตรง เมื่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคบรรเทาลงแล้ว รัฐบาลจะได้ดําเนินการฟื้นฟูผลกระทบด้านอื่น ๆ รวมถึงด้านเศรษฐกิจต่อไป ทั้งนี้ รัฐบาลจะประเมินสถานการณ์ COVID ทั้งภายในประเทศและ ต่างประเทศ และปัญหาเศรษฐกิจรายวันอย่างใกล้ชิดและรอบคอบ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือและ ปรับ/เพิ่มเติมมาตรการต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ต่อไป”

 

ผ่านไปเพียงสัปดาห์ 24 มี.ค. 2563 “กระทรวงการคลัง” ก็ออก 8 มาตรการ เยียวยาลูกจ้างทั้งในและนอกระบบ และ 7 มาตรการดูแลผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดไวรัสโควิด-19 เพื่อเพิ่มสภาพคล่องและลดภาระค่าใช่จ่าย สรุปคร่าวๆ คือ

 

มาตรการเยียวยาลูกจ้างนอกระบบประกันสังคม ผู้ประกอบอาชีพอิสระ จะได้รับเงินช่วยเหลือรายละ 5,000 บาทต่อเดือน เป็นระยะเวลา 3 เดือน ตั้งแต่ เม.ย.-มิ.ย. 2563)

 

มาตรการเยียวยาด้านประกันสังคมสำหรับผู้ประกันตน มาตรา 39 และมาตรา 40 ก็อยู่ในเกณฑ์ได้รับเงิน 5,000 บาท เป็นเวลา 3 เดือนด้วยเช่นกัน

 

มาตรการเยียวยาด้านภาษี “กรมสรรพากร” ขยายเวลาชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภงด 90 และ ภงด 91) จากเดิมที่ขยายถึง 30 มิ.ย. 2563 เป็น 31 ส.ค. 2563, ให้สิทธิ์หักภาษีลดหย่อนสุขภาพ ค่าเบี้ยประกันสุขภาพ จากเดิมจ่ายจริงไม่เกิน 15,000 บาท  เป็นไม่เกิน 25,000 บาท, ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับค่าตอบแทนในการเสี่ยงภัยของบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข

 

มาตรการเยียวยาด้านสินเชื่อ โดยรัฐบาลจะให้การช่วยเหลือด้านสินเชื่อ ดังนี้

 

สินเชื่อฉุกเฉิน เพื่อเพิ่มสภาพคล่องชั่วคราวในการดำรงชีวิต แก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 โดยไม่จำเป็นต้องมีหลักประกัน วงเงินต่อรายไม่เกิน 10,000 บาท คิดอัตราดอกเบี้ยคงที่ไม่เกินร้อยละ 0.10 ต่อเดือน ระยะเวลากู้ไม่เกิน 2 ปี 6 เดือน ปลอดชำระเงินต้นและดอกเบี้ย 6 เดือน รับคำขอสินเชื่อถึงวันที่ 30 ธ.ค. 2563 โดย “ธนาคารออมสิน” และ “ธ.ก.ส.” เป็นผู้สนับสนุนวงเงินรวม 40,000 ล้านบาท

 

สินเชื่อพิเศษเพิ่มเติม เพื่อเพิ่มสภาพคล่องชั่วคราวในการดำรงชีวิต แก่ประชาชนที่มีรายได้ประจำ โดยมีหลักประกัน วงเงินต่อรายไม่เกิน 50,000 บาท คิดอัตราดอกเบี้ยคงที่ไม่เกินร้อยละ 0.35 ต่อเดือน ระยะเวลากู้ไม่เกิน 3 ปี รับคำขอสินเชื่อถึงวันที่ 30 ธ.ค. 2563 โดย “ธนาคารออมสิน” สนับสนุนสินเชื่อวงเงินรวม 20,000 ล้านบาท

 

นอกจากนี้ยังมี “โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ” ของ “สำนักงานธนานุเคราะห์” (โรงรับจำนำ) คิดดอกเบี้ยจากประชาชนในอัตราไม่เกินร้อยละ 0.125 ต่อเดือน ระยะเวลา 2 ปี

 

มาตรการเสริมความรู้ เพื่อเพิ่มทักษะ เสริมอาชีพ เพื่อเสริมสร้างความรู้ให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดโควิด-19

 

มาตรการเยียวยาผู้ประกอบการ ให้สินเชื่อรายย่อยไม่เกิน 3 ล้านบาทต่อราย ในอัตราดอกเบี้ย 3% ใน 2 ปีแรก โดย “ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย” เป็นผู้ดูแล ในวงเงินสินเชื่อรวม 10,000 ล้านบาท, ขยายระยะเวลาในการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลออกไป เช่น ภ.ง.ด. จากเดิมภายในเดือน พ.ค. ไปเป็นภายใน 31 ส.ค. 2563 และ ภ.ง.ด. 51 จากเดิมในเดือน ส.ค. 2563 ขยายออกไปภายใน 30 ก.ย. 2563

 

ยืดการเสียภาษีสรรพสามิตให้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมัน เป็นระยะเวลา 3 เดือน, เลื่อนกำหนดเวลายื่นแบบและชำระภาษีทุกประเภทเป็นระยะเวลา 1 เดือน, ยกเว้นอากรขาเข้าสินค้าที่ใช้รักษาโรคและป้องกันโรคโควิด-19 เป็นระยะเวลา 6 เดือน ถึง ก.ย. 2563, เลื่อนการยื่นแบบภาษีและชำระภาษีสถานบริการออกไปอีก 3 เดือน ตั้งแต่ 1 มี.ค. – 31 พ.ค. 2563 โดยให้เสียภาษี 15 ก.ค. 2563 แทน, ยกเว้นภาษีและลดค่าธรรมเนียมการปรับปรุงโครงสร้างหนี้

 

“ปรากฏการณ์โควิด-19” เป็นเหมือนระเบิดทำลายล้างระบบเศรษฐกิจไทยและทั่วโลก ที่ผู้นำทุกประเทศต้องก้าวข้ามให้ได้ด้วยแผน BCP ที่สอดคล้องกับแต่ละประเทศ

 

และสำหรับ BCP ของรัฐบาลบิ๊กตู่แล้ว ดูเหมือนว่าจุดอ่อนของแผนนี้ ไม่ได้อยู่ที่แค่ภาวะเศรษฐกิจไม่เป็นใจเท่านั้น แต่เป็นเพราะความ “(หละ) หลวมจนน็อตหลุด” ของบรรดาผู้นำในรัฐบาล

 

หลังจากนี้ต้องจับตาดูการใช้ทุกมาตรการของภาครัฐ จะสามารถพลิกวิกฤตเป็นโอกาสได้หรือไม่อย่างไร...


Share: