“ปิดกองทุน”...แค่ความเสี่ยงเฉพาะกอง-ไม่ล้มเป็น ‘โดมิโน’

ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา มีปรากฎการณ์สะท้านอุตสาหกรรมกองทุนรวมของไทย หลังการตื่นตระหนกแห่ไถ่ถอนหน่วยลงทุนอย่างหนักใน 4 กองทุน ของ บลจ.ทหารไทย Eastspring” จนนำสู่การตัดสินใจ ปิดกองทุน ในที่สุด


แม้แบงก์ชาติจะออกมาตรการมาช่วยเสริมสภาพคล่องให้กับกลุ่มกองทุนตราสารหนี้ประเภท กองทุนตราสารตลาดเงินและกองทุนตราสารหนี้ทั่วไป-เปิดซื้อ/ขายได้ทุกวัน เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนแล้วก็ตาม


ทั้ง 4 กองทุนนี้มีสินทรัพย์รวมกัน (ณวันที่ 13 มี.ค. 20) อยู่ที่254,099.99 ล้านบาท แต่ขนาดเมื่อปิดกองทุนนั้นเหลืออยู่ประมาณ 149,028.05 ล้านบาท หายไปกว่า 105,071.94 ล้านบาท หรือลดลง -41.35% ในระยะเวลาประมาณ 9 วันเท่านั้น!!!


ปรากฎการณ์นี้มีอะไรที่น่าค้นหามากกว่าแค่การล่มสลายของ ‘กองทุนตราสารหนี้’ 4 กองทีมงาน ‘Wealthythai’ มีเรื่องราวดีๆที่น่าสนใจมาฝากกันเช่นเคย

 

 

เมื่อการเติบโตที่ขาดความเข้าใจ’…นำสู่การล่มสลายในท้ายที่สุด

การปิดกองทุนตราสารหนี้ที่ถือว่ามีขนาดใหญ่อันดับต้นๆของอุตสาหกรรมทั้ง 4 กองของบลจ.ทหารไทย Eastspring” ถือเป็นภาพสะท้อนความคุ้นเคยของนักลงทุนไทยส่วนใหญ่ที่อิงรูปแบบของ เงินฝากในระบบธนาคารพาณิชย์ได้เป็นอย่างดี


เจตนาในการดึงกลุ่มผู้มีเงินฝากขยับเข้ามาเรียนรู้การลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ ที่มีความเสี่ยงไม่มากนัก ลงทุนในตราสารหนี้คุณภาพดีทั้งในและต่างประเทศ สภาพคล่องก็ตามการวาง อายุเฉลี่ยของตราสารหนี้ (Duration)’ ของกองทุน แต่ก็แลกมาด้วย ผลตอบแทน ที่ดีขึ้น เพื่อนำสู่การจัดทัพลงทุนผ่านกลุ่ม กองทุนตราสารหนี้ที่วาง Duration ไว้แตกต่างกันไปเป็นสำคัญ รวมถึงการผสตราสารหนี้ต่างประเทศที่มีคุณภาพดี และผลตอบแทนดีกว่าเข้ามาด้วย


“แน่นอนว่า...ทั้งหมดกำเนิดด้วยเจตนาที่ดีและเชื่อมั่นว่ามีการสื่อสารกับผู้ลงทุน เพื่อทำความเข้าใจตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมาเช่นกัน เพราะกลุ่มเป้าหมายคือการดึง กลุ่มเงินฝากเข้ามาเรียนรู้การลงทุนโดยเริ่มจากกลุ่มกองทุนตราสารหนี้ที่มีความเสี่ยงไม่มากนัก ทำให้กองทุนกลุ่มนี้เติบโตขึ้นตามลำดับจนมีขนาดใหญ่ติดกลุ่มผู้นำในอุตสาหกรรมกองทุนเลยทีเดียว”


แต่ในยามวิกฤติภาวะตลาดตราสารหนี้ไม่ปกตินั้น กำลังเป็นแบบทดสอบที่นักลงทุนต้องเผชิญ ความตื่นกลัว ของนักลงทุนจนเข้าแห่ไถ่ถอนหน่วยลงทุนขนานใหญ่เกิน 50% ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิของกองทุน เกินกว่าสภาพคล่องปกติที่กองทุนสำรองไว้เพื่อรองรับการไถ่ถอน จนทำให้ต้องไปขายตราสารหนี้ในพอร์ตเพื่อแปลงเป็นเงินสดกลับมาคืนให้กับผู้ถือหน่วยลงทุน


“สภาพการณ์ไม่ต่างจากหุ้น ที่ถูกเทขาย ในยามภาวะตลาดยิ่ง ไม่ปกติ การไปเทขายตราสารหนี้จำนวนมากแม้จะเป็นตราสารหนี้ภาครัฐ อย่างพันธบัตรรัฐบาล เมื่อถูกเทขายออกมาในระยะเวลาอันสั้น ก็ทำให้ราคาดิ่งเหวได้เช่นกัน ไม่ต่างจากหุ้นใหญ่พื้นฐานดี ที่เวลาเจอขายหนักๆ ก็ลงมาติด Floor ได้ ในตลาดตราสารหนี้เมื่อราคาดิ่งเหว Yield ก็เด้ง ซ้ำเติมภาพรวมกองทุนที่ต้องตีราคาสินทรัพย์ที่ลงทุนตามราคาตลาด (Mark to Market) เพราะราคาปักหัวลง นักลงทุนเห็น NAV ลดลง ก็ยิ่งตกใจ แห่มาไถ่ถอนซ้ำเติมสถานการณ์ให้ยิ่งเลวร้าย กลายเป็นสมการอาภัพซับซ้อนหลายตัวแปรไปในที่สุด”


แสดงว่า...การเติบโต 4 กองทุนที่ถูกปิดไปของบลจ.ทหารไทย Eastspring” ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมานั้น ไม่ได้เติบโตบนฐาน ความเข้าใจ ของผู้ลงทุนอย่างแท้จริง (อย่างน้อยก็น่าจะเป็นนักลงทุนกลุ่มใหญ่) แต่เชื่อว่าผู้ที่ลงทุนด้วยความเข้าใจก็มีอยู่ไม่น้อยเช่นเดียวกัน


ทางบลจ.ทหารไทย Eastspring” ให้เหตุผลว่า ส่วนหนึ่งเพื่อประโยชน์ของผู้ถือหน่วยลงทุน แต่ประเด็นนี้ยังมีข้อโต้แย้งพอสมควร แม้ทาง สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (...)” จะยืนยันว่าบลจ.มีอำนาจที่จะทำได้ก็ตาม


“เมื่อเจตนาในการสร้างกองทุนทั้ง 4 มาเพื่อให้นักลงทุนได้เรียนรู้ การลงทุนในตราสารหนี้ ซึ่งเป็นก้าวแรกที่จะก้าวไปสู่การลงทุนในสินทรัพย์อื่นๆ ที่มีความเสี่ยงที่สูงขึ้นต่อไป แน่นอนการลงทุนในตราสารหนี้ก็มีความเสี่ยงเช่นเดียวกัน แม้จะเป็นการลงทุนใน พันธบัตรรัฐบาล ก็ตาม เพียงแต่ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เป็นความเสี่ยงในภาวะ ตลาดปกติ นักลงทุนส่วนใหญ่เหมือนจะเข้าใจได้ (ส่วนจะเข้าใจจริงหรือไม่นั้น...อีกเรื่อง) แต่ในวันที่ ตลาดไม่ปกติก็สะท้อนความจริงส่วนหนึ่งว่า...นักลงทุนส่วนใหญ่ที่เข้ามาลงทุนนั้น ไม่เข้าใจ(หรือเลือกจะเข้าใจเฉพาะตลาดปกติ ไม่กระทบผลตอบแทนตัวเองมากนัก)”

 

 

ปิดกองทุน”...ตัดวงจรการเรียนรู้ของนักลงทุนขาดสะบั้น

ธรรมชาติของสินทรัพย์แต่ละประเภทก็แตกต่างกันไป การลงทุนใน ตราสารหนี้นอกจากเรื่องคุณภาพของตราสารหนี้แล้ว เรื่องอายุของตราสารที่ลงทุนก็เป็นอีกหนึ่งที่สำคัญ สั้น-กลาง-ยาว ผลตอบแทนและ ความเสี่ยงก็ต่างกันออกไป โดยเฉพาะในภาวะตลาดไม่ปกติ


จึงไม่น่าแปลกใจว่ากลุ่มกองตราสารตลาดเงิน และ กองตราสารหนี้ระยะสั้น จะเป็นกลุ่มใหญ่ของกองทุนตราสารหนี้ มีเพียงส่วนน้อยที่เป็น กองตราสารหนี้ระยะกลาง-ยาว และถึงจะเป็นกองตราสารหนี้ระยะกลาง-ยาวก็ตามผู้จัดการกองทุนก็ไม่มีค่ายไหนกล้าวาง Duration ออกไปยาวมากได้ เฉลี่ยเต็มที่ไม่เกิน 3 ปี (ในขณะที่กองตราสารหนี้ต่างประเทศ Duration อาจมากถึง 5 – 7 ปี)


แล้วคงไม่มีบลจ.ไหนตั้งกองทุนมาแล้วต้องการจะให้มาตายปิดกองในลักษณะนี้แน่นอน

 

 

การปิดกองทุนทั้ง 4 กอง ถูกต้องและเป็นไปเพื่อประโยชน์ของผู้ลงทุนแล้วจริงหรือ?

ย้อนอดีตไปเมื่อสิ้นปี2006 มี กองตราสารหนี้ระยะกลาง-ยาว ของบลจ.แห่งหนึ่ง ซึ่งตั้งกองมาเพื่อเล่นตลาดนี้โดยตรง ชื่อก็สื่อ ชัดเจน ปลายปี2006 มีขนาดกองทุนประมาณ 855.64 ล้านบาท ไม่ถึง 6 เดือน ขนาดกองทุนพุ่งไปถึง 15,000 ล้านบาท เมื่อมิ..2007 ก่อนจะถูกเทขายอย่างหนักจากวงจรดอกเบี้ยที่เปลี่ยนไป จนมาเหลือสิ้นปี2007 ที่ประมาณ 2,000 ล้านบาท เท่านั้นเอง 


“แต่กองทุนนี้ ไม่ปิด และยังมีชีวิตยืนยาวมาจนถึงปัจจุบัน มีขนาดกองทุนตอนนี้ประมาณ 7,500 ล้านบาท อาจเพราะกลุ่มนักลงทุนที่เข้ามาลงทุนมีความเข้าใจจริงๆ”

 

“ถ้าในตลาดหุ้น จะมีคำที่พูดกันบ่อยๆ เวลา ตลาดไม่เป็นใจ คือ ไม่ขาย...ไม่ขาดทุน (จะปลอบใจตัวเองหรือไม่ก็ตาม แต่ก็เป็นวลีที่ยังยืนหยัดถึงปัจจุบัน) จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าหุ้นดิ่งเหว ปิดกอง เพื่อผลประโยชน์ผู้ถือหน่วย? แต่สิ่งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในกองทุนหุ้น...เพียงทำให้กองปิดขยับมาสู่กองเปิด ในยุคหลัง เพื่อให้นักลงทุนเผ่นได้ด้วยตัวเองเลย ถ้าคิดว่า...หุ้นไม่ใช่แล้ว มาแบบนี้ ไม่ไหวแล้ว ก็ขายออกไปเลย ส่วนคนที่ยังอยากลงทุนต่อ ก็ถือกันต่อไป เพราะไม่ขาย...ไม่ขาดทุน แต่ถ้าบลจ. ปิดกอง ขึ้นมา ก็อีกเรื่องนะ”


กระบวนการเรียนรู้ที่ไม่ครบวงจรก็ไม่ได้สร้างภูมิรู้ ที่จะเป็น ภูมิคุ้มกัน ให้นักลงทุนได้ก้าวเข้าสู่โลกการลงทุน ขยับจาก เงินฝาก สู่สินทรัพย์การลงทุนอื่นๆ ได้ตามปณิธานที่ได้ตั้งกันไว้ตั้งแต่ต้นเมื่อครั้งออกแบบกองทุนทั้ง 4 มาแต่ประการใด


“ในจำนวนผู้ถือหน่วยส่วนน้อยที่ลงทุนอยู่หากเป็นกลุ่มที่มีความเข้าใจการลงทุนและใช้ประโยชน์จากกองทุนทั้ง 4 โดยสุจริตการปิดกองทุนเท่ากับบังคับให้รับสภาพสุดท้ายของกองทุนโดยปริยาย จะชอบหรือไม่ก็ตาม จะเข้าใจหรือไม่ก็ตาม จะ กำไร หรือ ขาดทุน นี่คือ ความจริงที่ผู้ถือหน่วยทุกคนต้องรับสภาพไปพร้อมกัน (Realized Gain/Loss) โดยเจตนาดีของบลจ.ผู้บริหารกองทุนนั่นเอง เสมือนหนึ่งกองทุนทั้ง 4 จะเจ๊ง แล้วจะไม่มีวันฟื้นตัวขึ้นมาได้แต่ประการใด? หรือเป็นการตัดวงจรการเรียนรู้ของผู้ลงทุนที่เพียรสร้างกันมา หรือตัดโอกาสของนักลงทุนที่มีความเข้าใจและยังลงทุนอยู่? หรือเพื่อประโยชน์ของผู้ถือหน่วยทุกคนจริงๆ?”


อนาคตข้างหน้าเมื่อทุกคนลืมจะมีการออกกองเพื่อให้นักลงทุนได้เรียนรู้อีกหรือไม่? วิกฤติ ไม่ได้เกิดขึ้นทุกวัน ตราสารหนี้คุณภาพ ไม่ต้องกลัว...จนวิกฤติ ครั้งถัดไปมาเยือน ทุกอย่างก็จะวนวัฏจักรอีกรอบหรือเปล่า? เป็นการเรียนรู้ที่ไม่ครบวงจร!!!

 

 

ความเสี่ยงเฉพาะกองทุน”...ไม่ลามสู่ระบบล้มเป็นโดมิโน

หลังประกาศปิด 4 กองทุนของบลจ.ทหารไทย Eastspring” ทำให้ตลาดกังวลว่าจะลามจนล้มเป็น โดมิโน สู่กองทุนตราสารหนี้อื่นๆ หรือไม่ ทำไมแบงก์แม่ไม่เข้ามาช่วย


ต้องบอกว่า ‘ช่วย’ แต่วิธีการต่างออกไปมาตรการช่วยเหลือของบมจ.ธนาคารทหารไทย นั้น อาจจะไม่ได้ตรงจุดเท่าไร เพราะไม่ได้ให้สภาพคล่องกับ บลจ.’ โดยตรง แต่ช่วย ผู้ถือหน่วย ให้นำมาเป็นหลักประกัน ขอสินเชื่อได้ ต่างจากรูปแบบของแบงก์ชาติที่ให้ ธนาคารพาณิชย์ ซื้อหน่วยลงทุนจาก บลจ.’ ได้โดยตรง และสามารถนำมาเป็นหลักประกันกับ แบงก์ชาติ ได้ด้วย นี่คือจุดที่แตกต่าง!!!


ทางสมาคมบริษัทจัดการลงทุน (AIMC)” เชื่อมั่นว่าจะไม่กระทบกองทุนตราสารหนี้ในภาพรวม เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นความเสี่ยงเฉพาะกองทุนเท่านั้น


ไม่ต่างกับสำนักงานก.ล.ต. ที่มองว่าเป็นความเสี่ยงเฉพาะกองทุนที่มีโครงสร้างต่างจากกองทุนตราสารหนี้อื่นด้วยขนาดของกองทุนที่มีขนาดใหญ่ จึงมีความจำเป็นต้องกระจายการลงทุนไป ต่างประเทศ จนทำให้สัดส่วนการลงทุนในต่างประเทศค่อนข้างสูงเฉลี่ย 50% ของ NAV ซึ่งทำให้ไม่เข้าเกณฑ์เงื่อนไขในการช่วยเหลือของแบงก์ชาติ การปิดกองทุนไปนั้นก็ถือว่าสามารถทำได้เพราะอยู่ในอำนาจของบลจ.


“แต่โดยภาพรวมของกองตราสารตลาดเงิน และ กองทุนตราสารหนี้ทั่วไป-ซื้อ/ขายได้ทุกวัน ในระบบนั้นมีสินทรัพย์รวมกันประมาณ 1.6 ล้านล้านบาท ประมาณ 60% ลงทุนพันธบัตรรัฐบาล และอีก 40% ลงทุนในหุ้นกู้ โดยมากกว่า 80% ของหุ้นกู้นั้น ลงทุนใน Investment Grade มากกว่า A ขึ้นไป ซึ่งเข้าเกณฑ์เงื่อนไขการช่วยเหลือของแบงก์ชาติ ซึ่งหากตัด 4 กองทุนนี้ออกไปแล้ว กองทุนตราสารหนี้ที่เหลือก็ไม่มีปัญหาอะไร”


ด้านสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA)” ระบุว่า หลังจากมีมาตรการเสริมสภาพคล่องจากแบงก์ชาติออกมานั้น สภาพการซื้อขายในตลาดตราสารหนี้ก็กลับสู่ภาวะปกติอย่างรวดเร็ว ดังนั้นไม่น่ากังวลเรื่องจะลามไปจนเป็นความเสี่ยงของระบบแต่ประการใด


“แต่จะเห็นว่า...ไม่ว่าจะมาตรการขอแบงก์ชาติหรือ บมจ.ธนาคารทหารไทย ก็คือ กล้าที่จะถือหน่วยลงทุนของ กองทุนตราสารหนี้ ที่ลงทุนในสินทรัพย์ที่มีคุณภาพ (ในขณะที่นักลงทุนตื่นกลัว ขายทิ้ง) ซึ่งเป็นหน่วยที่นักลงทุนรายย่อยแห่กันขายนั่นแหละ” 


นี่สะท้อนถึงมุมมองความเข้าใจในเรื่องการลงทุนได้เป็นอย่างดี และสื่อได้อีกทางหนึ่งว่าการเติบโตของกองทุนตราสารหนี้ทั้ง 4 กองนั้น ยังไม่สามารถสร้างกระบวนการเรียนรู้และเข้าใจธรรมชาติการลงทุนในตราสารหนี้ให้กับนักลงทุนได้ดีมากเพียงพอ เมื่อโตมาแบบไร้ความเข้าใจในท้ายที่สุดก็ต้องจบเกมส์ไปแบบงงๆ (แบบค้านสายตาคนดู) เป็น Endgame ไปเท่านั้นเอง!!!

 

Share: