“บัณฑูร” ตอบผู้ถือหุ้น KBANK ซื้อหุ้นคืนหุ้นละ 134 บ. จากเอฟเฟคโควิด-19

ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทวีความรุนแรงขึ้น ซึ่งมีบริษัทจดทะเบียนจำนวนมากที่ได้ทำการเลื่อนประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี ที่เกิดขึ้นในช่วงเดือนเมษายนนี้ออกไปก่อน

 

สำหรับธนาคารกสิกรไทย จำกัด(มหาชน) หรือ KBANK ยืนยันดำเนินการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 108 ในวันที่ 2 เมษายน 2563  ตามกำหนดเดิม โดยในวันประชุมผู้ถือหุ้นมีผู้ถือหุ้นมาประชุมราว 117 ราย ขณะที่มีสัดส่วนหุ้นรวมกว่า 53% ของจำนวนหุ้นทั้งหมด  
อย่างไรก็ตามเมื่อเริ่มเปิดประชุมสามัญฯ นายบัณฑูร ล่ำซำ ประธานกรรมการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) ได้กล่าวออกตัวในที่ประชุมว่า จริงๆ ไม่ได้อยากให้มา แต่เมื่อมีผู้ถือหุ้นรายย่อยมีความประสงค์เดินทางมาร่วมประชุม ดังนั้นธนาคารจึงต้องดำเนินการคัดกรองผู้เข้าร่วมประชุมอย่างเต็มที่


ซื้อหุ้นคืนราคาเฉลี่ย 134.04 บาท

 

นายบัณฑูรได้กล่าวถึงโครงการซื้อคืนหุ้น เพื่อบริหารทางการเงิน ที่ดำเนินการเสร็จสื้นเมื่อวันที่ 27 ก.พ.2563 ต่อผู้ถือหุ้นก่อนจะมีการพิจารณาวาระฯ ว่า ตั้งแต่วันที่ 14-27 ก.พ.ที่ผ่านมา ธนาคารได้ดำเนินการซื้อหุ้นคืนรวมทั้งสิ้นจำนวน 23,932,600 หุ้น คิดเป็นสัดส่วน 1%ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของธนาคาร มีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 3,207.97 ล้านบาท โดยเฉลี่ยอยู่ที่หุ้นละ 134.04 บาท ซึ่งเป็นไปตามที่ได้ขอมติคณะกรรมการธนาคารเมื่อวันที่ 30 ม.ค. 2563 โดยขอวงเงินสำหรับใช้ในโครงการนี้ไม่เกิน 4 .6 พันล้านบาท
ส่วนแผนการขายหุ้นออก จะเกิดขึ้นภายหลัง 6 เดือนจนถึง 3 ปี นับวันที่ปิดโครงการซื้อหุ้นคืน โดยการขายออก จะขึ้นอยู่กับปัจจัยในช่วงเวลานั้นๆ


สำหรับระหว่างการประชุมผู้ถือหุ้นภายหลังพิจารณาวาระการประชุมผุ้ถือหุ้นเรียบร้อย นายบัณฑูรได้กล่าวตอบคำถามผู้ถือหุ้นถึงผลกระทบจากสถานการโควิด-19 มีความรุนแรงกว่าวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 โดยสถานการณ์โควิด-19 มีความแตกต่างกับวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 ที่เป็นปัญหาการลงทุนเกินตัวของภาคธุรกิจและธนาคารพาณิชย์


ขณะที่สถานการณ์โควิด-19 เป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และไม่มีรูปแบบจัดการมาก่อน ถือเป็นครั้งแรกที่กระทบต่อทุกคน และไม่รู้ว่าสถานการณ์นี้จะยืดเยื้อและจบลงเมื่อไหร่

 

ธุรกิจเล็กป้อแป้

 

สิ่งที่ต้องทำอันดับแรกคือ ภาครัฐต้องแก้ปัญหาสุขภาพประชาชนก่อนเป็นด่านแรก และวางมาตรฐานกาชุมนุมให้มีความเข้มข้นมากขึ้น ส่วนของผู้ประกอบการภาคธุรกิจ เชื่อว่าในระหว่างทางจะมีการสะดุดของกิจการเกิดขึ้น เพราะเงินไม่เข้าบริษัท ไม่มีรายได้ ขายของก็ไม่ได้ ท่องเที่ยวก็เดินทางไม่ได้ ซึ่งธุรกิจขนาดใหญ่ยังสามารถประคองตัวเองไปได้ แต่ธุรกิจขนาดเล็กจะป้อแป้ ดังนั้นธนาคารก็ต้องเข้ามาช่วยเหลือยืดหนี้กันไป เพื่อประคองให้ธุรกิจอยู่ได้ ส่วนประชาชนรากหญ้าที่ได้รับผลกระทบหนักกว่า รัฐบาลก็ต้องเข้ามาช่วยเหลือผ่านมาตรการต่างๆ เช่น แจกเงิน


แบงก์ต้องแบกลูกหนี้กันไปก่อน

สถานการณ์ขณะนี้เป็นเรื่องที่ทุกคนทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันเพื่อให้ประเทศ สามารถผ่านวิกฤตนี้ไปได้ จนถึงเวลาหนึ่งที่มีจุดควบคุมโควิด-19 นี้ได้ แน่นอนว่าจะมีคนเสียบ้าง แต่ในที่สุดโครงสร้างก็ยังไม่ได้เสียไปทั้งหมด
 

“ตอนนี้ไม่มีใครรู้ว่า จุดจบของสถานการณ์โควิดอยู่ตรงไหน จึงตอบไม่ได้ว่าจะกระทบถึงกลางปีหรือกระทบทั้งปี เพราะแม้แต่หมอยังตอบไม่ได้เลย สิ่งที่ทำได้คือทุกคนต้องร่วมมือกัน ช่วยหมอให้สกัดโควิดได้ ต้องให้กำลังใจบุคคลากรแพทย์ ส่วนของแบงก์ก็ต้องแบก (ลูกหนี้) กันไปอย่างนี้ เพราะทุกอย่างจะมาลงที่ระบบธนาคารพาณิชย์ ก็ต้องช่วยๆ กันไป ตอนนี้ก็เหนื่อยกันทุกคน ถือเป็นความท้าทายของแบงก์ของมนุษย์”


ทั้งนี้นายบัณฑูรกล่าวว่า ยังไม่สามารถตอบได้ว่า จากมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ จะส่งผลกระทบต่อผลดำเนินงานธนาคารหนักขนาดไหน

 

เร่งช่วยสภาพคล่องลูกหนี้

 

ขณะที่นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย ได้กล่าวประเมินสถานการณ์โควิด-19 กระทบธนาคารอย่างไร ต่อผู้ถือหุ้นว่า ขณะนี้สถานการโควิด-19 เกิดขึ้นไม่เกิน 2 เดือน ธนาคารได้ดูแลลูกค้าโดยตระหนักถึงกระแสเงินสด ซึ่งได้ดำเนินมาตรการช่วงเหลือลูกหนี้ ร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย  


โดยในส่วนของธนาคาร หากมีลูกค้าที่ไม่มีความสามารถในการชำระหนี้แล้ว ธนาคารจะให้พักการชำระหนี้ตั้งแต่ 0 เดือน–1 ปี ซึ่งแต่ละคนจะได้รับการพิจารณาแตกต่างกันไป อย่างไรก็ตามธนาคารยังคิดอัตราดอกเบี้ยอยู่ สำหรับส่วนของสินเชื่อบุคคล เช่าซื้อรถยนต์ได้ช่วยเหลือผ่อนปรนมากอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน อาทิ สินเชื่อบุคคล ให้พักชำระทั่งเงินต้นและดอกเบี้ย เป็นระยะเวลา 3 เดือน และมาตรการพักชำระเงินต้นแต่จ่ายดอกเบี้ย เป็นระยะเวลา 6 เดือน


“ผลกระทบต่อผลดำเนินงานของธนาคาร กำลังจะทบทวนปรับตัวเลขเป้าหมายต่างๆ ในปีนี้ เพราะเดิมทำภายใต้คาดการณ์เศรษฐกิจขยายตัว 0.5% แต่ขณะนี้ธปท.คาดการณ์เศรษฐกิจติดลบกว่า 5% ดังนั้นกำลังประเมินว่าผลกระทบต่อธนาคารเป็นอย่างไรบ้าง น่าจะทราบในช่วงไตรมาส 2 นี้”


ยันสภาพคล่องสูงแบงก์ไม่มีล้มแน่

 

สำหรับความวิตกกังวลต่อสถานการณ์แห่ไถ่ถอนเงิน กระทบต่อสภาพคล่องของธนาคารหรือไม่ นางสาวขัตติยาชี้แจงยืนยันว่า ธนาคารมีฐานะเงินกองทุนแข็งแกร่ง และมีหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ที่ไม่สูงมาก แม้ว่าจะมี NPL เพิ่มขึ้นในช่วง 3-4 ปี แต่ธนาคารยังมีสภาพคล่องสูง จึงไม่น่าเกิดผลรุนแรงจนล้มละลาย


นายพัชร สมะลาภา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 เมื่อต้นปี ทำให้ลูกหนี้ไม่ได้มีการขอคืนชำระหนี้ เหมือนทุกช่วงต้นปีก่อนๆ ดังนั้นขณะนี้ธนาคารมีสภาพคล่องสูง และพร้อมที่จะช่วยเหลือลูกหนี้ที่มีปัญหา ซึ่งจะพิจารณาเป็นรายกรณีอย่างเหมาะสม ขณะเดียวกันก็ต้องดูแลลูกหนี้ดีด้วย


ทั้งนี้ในการประชุมผู้ถือหุ้นครั้งนี้ ได้มีวาระเสนอ 9  วาระ อาทิ มติรับรองผลดำเนินงานประจำปี 2562 ของธนาคาร อนุมัติงบการเงินปี 2562 และอนุมัติการจัดสรรกำไรจากผลดำเนินงานปี 2562 และการจ่ายเงินปันผลโดยรวมประจำปี 2562 หุ้นละ 5 บาท โดยช่วงปีที่แล้ว  ธนาคารได้มีการจ่ายเงินปันผลระหว่างปีแล้ว 0.50 บาท ดังนั้นจะเหลือการจ่ายเงินปันผลอีก 4.50 บาทในเดือนเมษายนนี้  ซึ่งจะรวมเป็นเม็ดเงิน 1.18หมื่นล้านบาท คิดเป็น 34%ของกำไรสุทธิ 34,455 ล้านบาท


นอกจากนี้มีวาระเลือกตั้งกรรมการแทนกรรมการที่ออกตามวาระ ซึ่งการเลือกตั้งกรรมการใหม่ โดยมีกรรมการที่กลับเข้ามาอีกวาระได้แก่ นางศุภจี สุธรรม์พันธุ์ นายชนินทธ์ โทณวณิก ซึ่งอยู่ในส่วนของกรรมการอิสระ นายสาระ ล่ำซำ กรรมการที่ไม่เป็นผู้บริหาร นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย กรรมการที่เป็นผู้บริหาร (โดยวันที่ 3 เม.ย.2563 จะขึ้นมารับต่ำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร แทนนายบัณฑูร) และนายพัชร สมะลาภา กรรมการที่เป็นผู้บริหาร ส่วนกรรมการที่เข้ามาใหม่ได้แก่ นางสาวชนม์ชนัมม์ สุนทรศารทูล เป็นกรรมการที่ไม่เป็นผู้บริหาร แทนนางพันธ์ทิพย์ สุรทิณฑ์


สำหรับผู้ถือหุ้นของ KBANK ปีนี้จะได้รับการจ่ายปันผลมากน้อยแค่ไหน คงต้องรอธนาคารปรับเป้าหมายการเติบโตด้านต่างๆ นำโดยสินเชื่อและทิศทางธุรกิจในปี 2563 นี้

Share: