ไตรมาส 2 ไวรัส COVID-19 กดดันต่อ ฉุดดัชนีไปแดนลบ แนะถือเงินสด

Highlight

  • จับตานับจากนี้ดัชนีทำจุดต่ำสุด 954 จุด

  • นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ แนะถือเงินสด หรือ เงินฝากระยะสั้น

  • จี้รัฐควรเร่งใช้นโยบายการคลัง

 

 

นายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน แถลงผลการสำรวจความเห็นของนักวิเคราะห์และผู้จัดการกองทุนต่อมุมมองในด้านการลงทุนและคาดการณ์ทิศทางดัชนีราคาหุ้นไทย  (SET Index)  ในปี 2563 โดยมีผู้ตอบแบบสำรวจทั้งหมด 20 บริษัท แบ่งเป็นบริษัทหลักทรัพย์จำนวน 15 บริษัท บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนจำนวน 4 บริษัท และบริษัทโกลด์ ฟิวส์เจอร์ส 1 บริษัท


ผลสำรวจความเห็นของนักวิเคราะห์และผู้จัดการกองทุน 50% มองว่าดัชนีราคาหุ้นไทยในช่วงไตรมาส 2/2563 มีแนวโน้มไปในทิศทางลบ ในขณะที่ผู้ตอบแบบสอบถาม 35% มองไปในในทิศทาง Sideways หรือไม่เปลี่ยนแปลงไปมากจากไตรมาส 1 และ15% มองว่าตลาดจะเปลี่ยนแปลงในทิศทางบวก


นักวิเคราะห์ และผู้จัดการกองทุนคาดว่าดัชนีราคาหุ้นไทย ณ สิ้นไตรมาสที่ 2 จะเฉลี่ยอยู่ที่ 1,118 จุด


สำหรับปัจจัยที่มีผลต่อการขับเคลื่อนตลาดในไตรมาส 2 นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่า สถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 เป็นปัจจัยลำดับแรกที่มีอิทธิพลต่อทิศทางราคาหุ้นไทยระยะสั้น รองลงมาคือ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐและผลประกอบการ ตามลำดับ


ขณะที่สิ้นปี 2563 ผู้ตอบแบบสอบถามมองว่าสมมติฐานด้าน GDP ในปี 2563 มีค่าเฉลี่ยการขยายตัวที่ -0.60% โดยมีผู้ตอบส่วนใหญ่ มอง GDP ติดลบ ขณะที่ยังมีผู้ตอบ 43.75% ที่ยังใช้สมมติฐาน GDP ปี 2563 เป็นบวก ส่วนสมมติฐาน GDP ปี 2564 นั้นผู้ตอบส่วนใหญ่มองว่าเป็นบวกเฉลี่ยอยู่ที่ 2.94% และไม่มีผู้ตอบที่มองแย้งว่า GDP ปี 64 จะติดลบ


ปัจจัยที่จะส่งผลในด้านลบต่อตลาดทุนไทยในปี 2563  ได้แก่ สถานการณ์แพร่ระบาดไวรัสโควิด 19 รองลงมา คือเศรษฐกิจภายในประเทศ และปัจจัยด้านผลประกอบการของบจ. ซึ่งเป็นปัจจัยที่มีเสียงโหวตเกิน 90% ขึ้นไป โดยเป็นที่น่าสังเกตุว่าปัจจัยทางด้านการเมืองในต่างประเทศนั้นไม่มีผลมากนักต่อทิศทางราคาหุ้นในช่วงปีนี้ โดยมีผู้ตอบเพียง 10% ที่มองว่าจะเป็นผลบวก  และมีผู้ตอบ 35% ที่มองแย้งว่าจะเป็นผลลบ


สำหรับปัจจัยที่มีผลบวกต่อดัชนีราคาหุ้นไทยในปี 2563 ได้แก่ ทิศทางอัตราดอกเบี้ยในประเทศ โดยผู้ตอบแบบสำรวจ 75% เทคะแนนให้อย่างชัดเจนว่าเป็นผลบวก รองลงมาผู้ตอบ 65% คาดว่าทิศทางอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐอเมริกา (FED)  จะส่งผลบวก ส่วนปัจจัยอื่นๆ ไม่มีปัจจัยใดที่มีผู้ตอบถึง 50% ที่ระบุว่าเป็นบวก

 

 

ลุ้นกนง.ลดดอกเบี้ย 0.25%

นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า กนง. จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ในปี 2563 รอยละ 70 ของผู้ตอบ รองลงมา คือ คาดว่าปรับลดลง 0.50% ร้อยละ 25  และคาดว่าคงที่ ร้อยละ 5 ตามลำดับ ส่วนราคาน้ำมัน ผู้ตอบแบบสอบถามได้ปรับใช้สมมติฐาน ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยของปี 2563 ที่ 39.26 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล

 

 

คาดจุดต่ำสุดของดัชนีที่ 954 จุด

คาดการณ์กำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) ปี 2563 ของตลาดเฉลี่ยที่ 79.70 บาท คาดว่า EPS Growth เฉลี่ยอยู่ที่ -9.93% โดย คาดการณ์จุดต่ำสุดของดัชนีราคาหุ้นไทย  (SET Index) ระหว่างปีนับจากนี้มีค่าเฉลี่ยจุดต่ำสุด ที่ 954 จุด จุดสูงสุดของ SET Index ในช่วง เม.ย. ถึงสิ้นปี 2563 เฉลี่ยที่ระดับ 1,323 จุด ทั้งนี้มีผู้ตอบแบบสอบถาม 38.46% เท่ากันที่คาดว่าดัชนีจะทำจุดสูงสุด 1,201 – 1,300 จุด และ 1,301 – 1,400 จุด และมีผู้ตอบแบบสอบถาม 15.38% ที่คาดว่าจุดสูงสุดจะอยู่ในช่วง 1,401 – 1,500 จุด ดังนั้นคาดเป้าหมายดัชนี ณ วันสิ้นปี 2563 มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 1,276 จุด ซึ่งน้อยกว่าผลสำรวจของไตรมาส 1 ที่ผ่านมา อยู่ที่ 1,679 จุด

 

 

นักวิเคราะห์แนะถือเงินสด

ความเห็นของนักวิเคราะห์และผู้จัดการกองทุนเกี่ยวกับการจัดพอร์ตการลงทุน มีความเห็นว่า 39% แนะนำการถือเงินสด หรือ เงินฝากระยะสั้น ส่วนอีก 21%  มองว่าลงทุนในหุ้นไทยหรือกองทุนหุ้นไทย และ 13% แนะนำลงทุนหุ้นต่างประเทศ หรือกองทุนหุ้นต่างประเทศ

 

 

แนะรัฐควรเร่งใช้นโยบายการคลัง

สมาคมนักวิเคราะห์ฯ ได้สอบถามความเห็นของนักวิเคราะห์และผู้จัดการกองทุนเกี่ยวกับ ข้อเสนอแนะว่าภาครัฐควรเร่งนโยบายเรื่องใดที่มีผลบวกต่อภาวะเศรษฐกิจ ส่วนใหญ่เสนอให้ภาครัฐใช้นโยบายการคลัง โดยเฉพาะการช่วยเหลือประชาชนให้มีกำลังซื้อ จำนวน 70% ของผู้ตอบ ได้แก่ ชดเชยรายได้ การลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ลดค่าน้ำ ไฟฟ้า โทรศัพท์ ฯลฯ ส่วนด้านการช่วยเหลือภาคธุรกิจ มีผู้ตอบ 35% ข้อเสนอได้แก่ การลดภาษีเงินได้นิติบุคคลลง หรือการชดเชยอื่นๆ ที่เป็นรูปธรรมให้ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ นอกเหนือจากข้อเสนอด้านนโยบายการคลังแล้ว มีผู้ตอบ 15% ที่เสนอให้ภาครัฐเร่งโครงการลงทุนภาครัฐ และมีประมาณ 10% ของผู้ตอบแนะนำให้นำ LTF กลับมาเต็มรูปแบบ

 

 

สำหรับหุ้นที่นักวิเคราะห์แนะนำ

ADVANC  โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการที่ราคามีการปรับตัวลดลงไปมากในช่วงก่อนหน้าจาก Sentiment ตลาดหุ้นทั่วโลกมีการปรับตัวลดลงแต่อย่างไรก็ตามมองว่านโยบายการให้ทำงานที่บ้าน หรือ Work from home ของผู้ประกอบการจะส่งผลดีในช่วงสั้นต่อหุ้นในกลุ่มสื่อสารโดยคาดอัตราการใช้อินเตอร์เน็ตความเร็วสูงจะเพิ่มสูงขึ้น (DATA) โดยประเมินรายได้จากการใช้อินเตอร์เน็ตความเร็วสูงจะเพิ่มสูงขึ้น 15-20% ช่วงไตรมาส 1/2563 และ 2/2563


CPALL  มีประเด็นสนับสนุนจาก มาตรการของทางภาครัฐในการให้เงินสนับสนุนเงินช่วยเหลือรายละ 5,000 บาทต่อเดือน เป็นระยะเวลา 3 เดือน (เมษายน – มิถุนายน 2563) เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากไวรัส COVID-19 และ อาจสามารถต่ออายุโครงการได้หากเห็นสมควร ซึ่งร้านค้าปลีกโดยเฉพาะ 7-11 ที่มีจำหน่ายอาหารและสินค้าจำเป็นในการดำรงชีวิตจะได้รับประโยชน์จากมาตรการนี้ ประกอบกับ CPALL ยังเตรียมปรับรูปแบบการขายโดยเน้นส่งถึงที่ Delivery ในช่วงที่ประชาชนไม่สามารถเดินทางออกจากที่พักอาศัยได้


CPF   โดยมีปัจจัยหนุนจากแนวโน้มกำไร 1Q63 ไม่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 และการประกาศลงทุนในธุรกิจ Tesco Lotus ประเทศไทยและมาเลเซีย (เป็น Hyper Market อันดับ 1 ของทั้ง 2 ประเทศ)


INTUCH   โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากธุรกิจได้รับผลกระทบน้อยจาก COVID-19 ฐานะการเงินแข็งแกร่ง และมีการจ่ายปันผลดี


RATCH  โดยมีปัจจัยสนับสนุนจาก หุ้นในกลุ่มโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่มีการปรับตัวลดลงมาในช่วงก่อนหน้าจาก Sentiment ตลาดทำให้ราคาเริ่มมีความน่าสนใจมากขึ้น โดยทางฝ่ายมองหุ้นในกลุ่มโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่จะได้รับผลกระทบจากการแพร่กระจายไวรัส COVID-19 น้อยกว่าหุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมอื่น ประกอบกับ อัตราเงินปันผลอยู่ประมาณ 4.19%

 

 

Share: