ทวิตเป็นเหตุ ทำราคาน้ำมันพุ่ง! ดันหุ้นกลุ่มพลังงาน-ปิโตรฯ แรลลี่ต่อ

 

การระบาดของ COVID-19 ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและความต้องการใช้น้ำมันทั่วโลก กดดันราคาน้ำมันดิบลงไปเคลื่อนไหวต่ำกว่า 20 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ต่ำสุดรอบ 18 ปี ฉุดราคาหุ้นกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี ในช่วงที่ผ่านมาร่วงยกแผง

 

แต่ช่วง 1-2 วันที่ผ่าน สังเกตว่าราคาหุ้นของกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี ดีดตัวขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัดเจน มาจาก 2 สาเหตุคือ จีนเดินหน้าซื้อน้ำมันเข้าคลังสำรองฉุกเฉิน หลังราคาร่วงลงหนัก และโดนัลด์ ทรัมป์ กับทวิตเตอร์ของเขา…

 

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ทางการจีนกำลังดำเนินการตามแผนในการซื้อน้ำมันเข้าคลังสำรองฉุกเฉิน หลังจากราคาน้ำมันร่วงลงอย่างหนักถึง 60% แล้วในปี 2563 เนื่องจากถูกกดดันจากความกังวลจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและความต้องการใช้น้ำมันทั่วโลก

 

รวมทั้งประเด็นที่ซาอุดีอาระเบียประกาศทำสงครามราคาน้ำมันกับรัสเซีย โดยรัฐบาลจีนได้สั่งให้หน่วยงานในสังกัดเร่งซื้อน้ำมัน เพื่อเติมเข้าคลังสำรอง และใช้เครื่องมือทางการเงินต่างๆ เช่น สัญญาออปชั่นเพื่อซื้อน้ำมันในราคาปัจจุบัน นอกเหนือจากการสั่งหน่วยงานรัฐให้รีบซื้อน้ำมันแล้ว ทางการจีนยังได้สนับสนุนให้บริษัทเอกชนเร่งซื้อน้ำมันเก็บเข้าคลังสำรองของตนเองด้วย

 

ขณะที่ล่าสุดนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ให้สัมภาษณ์กับทาง CNBC และทวีตข้อความในเวลาต่อมาว่า ตัวเขาได้พูดคุยกับรัสเซีย และซาอุฯ แล้ว โดยคาดว่าซาอุฯ กับรัสเซีย จะมีการประกาศปรับลดการผลิตลง 10 ล้านบาร์เรล หรืออาจมากถึง 15 ล้านบาร์เรล

 

จากประเด็นดังกล่าว ส่งผลบวกต่อราคาน้ำมันปรับเพิ่มขึ้น 25-30% เหนือราคา 30 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล และทำให้ราคาหุ้นในกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี ดีดตัวขึ้นมาทันที ในช่วง 2 วันที่ผ่านมากว่า 15-20%

 

ช่วยให้สมดุลของ supply และ demand ดีขึ้น

 

ด้านนักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า ได้มีมุมมองเป็นบวกกับ PTTEP ในวันนี้ จากราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นมากกว่า 25% โดยถ้ารัสเซีย-ซาอุฯ ร่วมมือกันจริงอย่างที่ทรัมป์ได้ออกมากล่าวจริง ประเมินราคาน้ำมันจะกลับไปที่ระดับ 40-50 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล และการลด 10 ล้านบาร์เรลจริงจะช่วยให้สมดุลของ Supply และ Demand ดีขึ้นในช่วงที่เกิดการแพร่ระบาด COVID-19

 

แต่ยังคงต้องจับตาดูพัฒนาการของความเป็นไปได้ในการเจรจาทั้ง 3 ฝ่ายคือ สหรัฐฯ รัสเซียและซาอุฯ ต่อไป โดยยังคงคำแนะนำ "ซื้อ" PTTEP เป้าหมายที่ระดับ 70.00 บาท ซึ่งถ้าน้ำมันกลับไปที่ 40-50 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล เร็วขึ้นจะมี Upside ต่อราคาเป้าหมายประมาณ 10 บาทต่อหุ้น

 

ยังมีความไม่แน่นอนสูง

 

นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด มองว่า ความร่วมมือของผู้ผลิตน้ำมันทั้งซาอุฯ รัสเซีย และสหรัฐฯ ยังมีโอกาสเปลี่ยนแปลงได้ เนื่องจากท่าทีของรัสเซียยังปฏิเสธ และระบุว่าไม่ได้เจรจากับซาอุฯ รวมทั้งยังต้องติดตามรายละเอียดเงื่อนไขของซาอุฯ ถึงความเป็นไปได้ในการร่วมมือลดการผลิตด้วย

 

สำหรับแนวทางช่วยเหลืออุตสาหกรรมพลังงานของทรัมป์ ยังเป็นอีกปัจจัยต้องติดตามภายหลังการประชุมว่าจะเป็นรูปแบบใด และมีผลต่อตลาดน้ำมันเพียงใด อย่างไรก็ตามภาพดังกล่าวดังกล่าวถือว่าเป็นการส่งสัญญาณว่าระดับราคาน้ำมัน ณ ปัจจุบันผู้ผลิตในสหรัฐฯ หลายรายเริ่มประสบปัญหาการดำเนินงานแล้ว


ส่วนการเข้าซื้อน้ำมันของประเทศจีน อ้างอิงยอดนำเข้าน้ำมันราว 10 ล้านบาร์เรล/วัน เป้าหมายปริมาณน้ำมันคงคลังที่สามารถสำรองการนำเข้าได้ 90 วัน Implied ว่าจีนต้องมีปริมาณน้ำมันสำรองราว 900 ล้านบาร์เรล ซึ่งฝ่ายวิจัยยังไม่มีข้อมูลปริมาณน้ำมันคงคลัง ณ ปัจจุบัน แต่ตลาดคาดการณ์ว่าจีนจะสามารถกักเก็บน้ำมันได้อีก 80-100 ล้านบาร์เรล ซึ่งถือว่าสูงกว่าแนวคิดซื้อน้ำมันดิบเข้าคลังสำรองยุทธศาสตร์ (SPR) ของทรัมป์เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน (เก็บน้ำมันได้อีก 77 ล้านบาร์เรล) อย่างไรก็ตามเมื่อเทียบกับคาดการณ์ปริมาณน้ำมันในไตรมาส 2/2563 ของโลกที่จะล้นตลาดราว 15-20 ล้านบาร์เรล/วัน การเข้าซื้อดังกล่าวอาจช่วยดูดซับอุปทานได้เพียง 5-7 วัน

 

ราคาน้ำมันทุก 1 เหรียญ มีผลต่อกำไร PTTEP 900 ลบ.

 

สรุปแล้วมองประเด็นข่าวดังกล่าวจะช่วยจำกัด Downside ราคาน้ำมันในระยะกลาง-ยาวสอดคล้องกับมุมมองของฝ่ายวิจัยก่อนหน้า โดยในระยะสั้น มองว่าปัจจัยบวกข้างต้นยังมีความไม่แน่นอนสูง และยังไม่สามารถชดเชยแรงกดดันจากอุปสงค์ที่อ่อนแอได้ แม้กระทั่งผู้ผลิตสามารถร่วมมือลดการผลิตลง 10 ล้านบาร์เรล/วัน Upside ของราคาน้ำมันในระยะสั้นก็ยังจำกัดที่ 30-40 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล (ก่อนเกิดสงครามราคาน้ำมัน และไวรัสโควิด-19 ยังไม่รุนแรงเท่าปัจจุบัน WTI อยู่ที่46 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล) จึงคงสมมติฐานราคาน้ำมันดิบปี 2563 เฉลี่ย 40 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล โดย Sensitivity ราคาน้ำมันทุก 1 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล จะมีผลต่อกำไรของ PTTEP ประมาณ 900 ล้านบาท ราคาเหมาะสม 2.3 บาท/หุ้น

 

ราคาหุ้น PTTEP ปรับตัวขึ้น +37% ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา Outperform ราคาน้ำมันดิบ WTI ที่ -2% ถือว่าสะท้อนประเด็นบวกจากราคาน้ำมันไปบ้างแล้ว ราคาปัจจุบันเต็มมูลค่าเหมาะสมของเราที่ 70.00 บาท เชิงกลยุทธ์แม้วันนี้หุ้นมีโอกาสปรับขึ้นตามราคาน้ำมัน แต่ทางพื้นฐานยังคงคำแนะนำเพียง TRADING ด้วยกลยุทธ์รอซื้ออ่อนตัว

 

PTTEP ต้นทุนต่อหน่วยลดลง 8%

 

นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า ขณะนี้ประเมินผลประกอบการ PTTEP ช่วงไตรมาส 1/2563 คาดว่าจะหดตัว 35% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลง 30% จากไตรมาสก่อน เป็น 8.14 พันล้านบาท โดยปริมาณขายอ่อนลง ราคาขายเฉลี่ยลดลง 5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน  และลดลง 9% จากไตรมาสก่อน เป็น 43.76 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรลต่อวัน และมีขาดทุน FX 6.3 พันล้านบาท แต่ส่วนหนึ่งได้รับการชดเชยจากต้นทุนต่อหน่วย (Unit cost) ที่ลดลง 8%จากไตรมาสก่อน เป็น 31.2 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรลต่อวัน (แต่ +6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน) รวมทั้งมีกำไรจาก Hedging 4.72 พันล้านบาท

 

วิเคราะห์ Sensitivity กรณีที่แย่ที่สุดคือ ให้บริษัท Write off เงินลงทุนใน Murphy, Partex มูลค่า 2.74 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2563 และทำด้อยค่าเงินลงทุนใน Cash Maple ออสเตรเลียซึ่งมีมูลค่าทางบัญชีอยู่ 328 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และปรับราคาน้ำมันดิบดูไบลงมาที่ 30 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล พบว่าราคาเป้าหมายที่ประเมินด้วย DCF จะเป็น 55 บาท จึงแนะนำ “ซื้อ” ให้ราคาพื้นฐาน 85 บาท

 

PTT  ราคาหุ้น +31% ภายใน 2 สัปดาห์

นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด มองว่า ทางพื้นฐานเราคงคำแนะนำ “TRADING” ราคาเหมาะสม 33.00 บาท (ยังไม่รวม Upside จากการปลดล็อคมูลค่า PTTOR) ระยะสั้นหุ้นอาจปรับตัวขึ้นตามทิศทางราคาน้ำมัน แต่ราคาหุ้น +31% ภายใน 2 สัปดาห์ Outperform ราคาน้ำมันที่ -2% ในช่วงเวลาเดียวกัน เชิงกลยุทธ์จึงแนะนำรอซื้ออ่อนตัว

 

ทั้งนี้มองความคืบหน้าของการยื่น Filing และให้สิทธิ Pre-emptive rights จะเป็น Sentiment บวกระยะสั้นต่อราคาหุ้น อย่างไรก็ตาม การเติบโตในอนาคตยังเป็นประเด็นที่ต้องติดตาม เนื่องจากสัดส่วนการถือหุ้นที่ 75% (สูงกว่าแผนก่อนหน้าที่ราว 49%) จะทำให้เกิดความกังวลต่อความคล่องตัวในการบริหาร เพราะอาจเข้าข่ายเป็นรัฐวิสาหกิจ

 

COVID-19 ยังกดดันดีมานด์

 

นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ เอเชีย เวลท์ จำกัด ระบุว่า ราคาน้ำมันดิบปรับเพิ่ม เป็นเพียงปัจจัยสนับสนุนการลงทุนหุ้นในกลุ่มพลังงานเพียงระยะสั้น ยังคงต้องระวังแรงขายทำกำไรก่อนวันหยุด จากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ โดยประเมินว่า การปรับเพิ่มกำลังผลิตของซาอุฯ มีโอกาสต่ำกว่าแผนจาก Demand ในเอเชีย และยุโรปที่ลดลงจากปัญหา COVID-19 ซึ่งสอดคล้องกับการรายงาน Demand น้ำมันดิบของทาง EIA ที่คาดว่า Demand ปัจจุบันปรับลดลงกว่า 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน

 

รวมทั้งความเสี่ยงจากการประกาศราคาส่งออกน้ำมันดิบของซาอุฯ ในวันอาทิตย์นี้ (5 เม.ย.) ประเมินว่ายังมีความเป็นไปได้ที่ซาอุฯ จะประกาศปรับลดราคาส่งออกน้ำมัน เพื่อรักษาส่วนแบ่งทางการตลาด ซึ่งหากมีการปรับลดราคาส่งออกจริง จะทำให้สถานการณ์สงครามราคาน้ำมันรอบนี้กินเวลาเพิ่มขึ้น

 

รัสเซียยันไม่ลดกำลังการผลิต

สำนักข่าวบลูมเบิร์ก รายงานว่า ราคาน้ำมันดิบโลกได้กลับมาลดลงต่ำกว่า 30 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรลอีกครั้ง หลังราคาน้ำมันดิบสัญญาเบรนท์ได้ลดลงมาอยู่ที่ระดับ 28.90 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ซึ่งเป็นผลมาจากการที่นายดิมิทรี เปสคอฟ โฆษกของรัฐบาลรัสเซีย ยืนยันว่า ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน  ยังไม่เคยพูดคุยกับ เจ้าชายโมฮัมเหม็ดบินซาลมานแห่งซาอุดิอาระเบีย ในกรณีลดการผลิตน้ำมันดิบ

 

โฆษกรัฐบาลรัสเซีย ยังได้กล่าวเพิ่มเติมว่า รัสเซียยังไม่มีแผนที่จะลดการผลิตน้ำมันดิบแต่อย่างใด ซึ่งคำพูดของนายเปสคอฟ สอดคล้องกับคำพูดของผู้แทนโอเปก ที่ยืนยันว่าทั้งสองประเทศยังไม่บรรลุข้อตกลงลดการผลิตน้ำมันดิบ แม้ประเทศอื่นจะเห็นด้วยกับข้อเสนอของโอเปกแล้วก็ตาม ซึ่งการปฎิเสธของโฆษกรัฐบาลรัสเซียในครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ เปิดเผยผ่านทางทวิตเตอร์

Share: