จาก ‘กลไกราคา’…สู่แนวคิดการ ‘ประเมินมูลค่าหลักทรัพย์’

ในทางเศรษฐศาสตร์นั้น หากกำหนดให้ปัจจัยอื่นๆ คงที่ กลไกในการกำหนดราคาสินค้า หรือบริการจะพิจารณาจาก ‘อุปสงค์ (Demand)’ และ ‘อุปทาน (Supply)’ ที่เกิดขึ้นในท้องตลาด


โดยที่ ‘อุปสงค์’ หมายถึง ปริมาณความต้องการซื้อสินค้าชนิดใดชนิดหนึ่ง ณ ระดับราคาใดราคาหนึ่ง ซึ่งปกติแล้ว ผู้บริโภคจะมีความต้องการซื้อสินค้า หรือบริการในปริมาณที่ ‘มากขึ้น’ หากราคาสินค้า หรือบริการนั้น ‘ถูกลง’ ในทางกลับกันหากราคาสินค้า หรือบริการนั้น ‘สูงขึ้น’ ผู้บริโภคจะมีความต้องการซื้อสินค้า หรือบริการนั้นในปริมาณที่ ‘ลดลง’


“จึงพอสรุปได้ว่า ราคาสินค้า หรือบริการมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงในปริมาณความต้องการซื้อสินค้า หรือบริการของผู้บริโภค โดยมีความสัมพันธ์แบบ ‘แปรผกผัน’ กันนั่นเอง” 


ในขณะที่ ‘อุปทาน’ นั้น หมายถึง ปริมาณความต้องการขายสินค้าชนิดใดชนิดหนึ่ง ณ ระดับราคาใดราคาหนึ่ง ซึ่งผู้ขายมักต้องการที่จะขายสินค้า หรือบริการในปริมาณที่ ‘มากขึ้น’ หากราคาสินค้า หรือบริการนั้น ‘สูงน่าจูงใจ’ แต่ถ้าราคาสินค้า หรือบริการ ‘ถูกลง’ ปริมาณความต้องการขายสินค้า หรือบริการของผู้ขายก็จะ ‘ลดลง’ ตาม


“ดังนั้น ราคาสินค้า หรือบริการจึงมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงในปริมาณความต้องการขายสินค้า หรือบริการของผู้ขาย เช่นเดียวกับอุปสงค์ แต่ความสัมพันธ์จะเป็นไปใน ‘ทิศทางเดียวกัน’ แทน”

 

 

คราวนี้ลองมาดู ‘กลไก’ การทำงานขอ‘อุปสงค์’ และ ‘อุปทาน’ ในการกำหนดราคาสินค้า หรือบริการ (Price Mechanism) กันดูนะครับว่าเป็นอย่างไร สมมตินะครับสมมติว่า ณ ตลาดแห่งหนึ่ง มีผู้บริโภคกล้วยหอมเป็นจำนวนมาก และก็มีผู้ขายกล้วยหอมจำนวนมากเช่นเดียวกัน และสมมติต่อไปอีกว่า อุปสงค์ และอุปทานของกล้วยหอมในตลาดดังกล่าวนี้ มีรายละเอียดดังต่อไปนี้


            ราคาต่อหวี              ปริมาณความต้องการซื้อ            ปริมาณความต้องการขาย
        10 บาท                        300 หวี                                      100 หวี       
15 บาท                        200 หวี                                      200 หวี
20 บาท                        100 หวี                                      300 หวี

มาดูที่ราคาหวีละ 10 บาทกันก่อนนะครับ ที่ราคานี้ผู้บริโภคมีความต้องการซื้อถึง 300 หวี แต่ในตลาดกลับมีความต้องการที่จะขายเพียง 100 หวี นั่นหมายความว่า ‘สินค้าขาดตลาด (Shortage)’ ดังนั้นหากผู้บริโภคต้องการซื้อกล้วยหอมเพิ่มขึ้น ก็ต้องซื้อที่ราคาสูงขึ้นคือ 15 บาทต่อหวี เพื่อที่จะบริโภคกล้วยหอมได้ตรงตามความต้องการ


แต่ในทางกลับกัน กล้วยหอมที่ราคาหวีละ 20 บาท ณ ราคานี้ผู้ขายมีความต้องการขายมากถึง 300 หวี แต่ผู้บริโภคกลับมีความต้องการซื้อเพียง 100 หวีเท่านั้น แสดงว่า ‘สินค้าล้นตลาด (Excess)’ ทั้งนี้อาจเป็นเพราะ ราคากล้วยหอมแพงไปในสายตาของผู้บริโภค ดังนั้นหาก ผู้ขายต้องการขายกล้วยหอมในปริมาณที่มากขึ้น ก็ต้องทำการปรับราคาลง ทำให้ในที่สุดปริมาณสินค้าซึ่งทั้งผู้ซื้อ และผู้ขายมาพบกัน ก็คือ ที่ 200 หวี ณ ราคา 15 บาทต่อหวีนั่นเอง


“โดยปริมาณที่ทำให้อุปสงค์ของผู้บริโภค เท่ากับอุปทานของผู้ขายนี้ เราเรียกกันว่า “ปริมาณดุลยภาพ (Equilibrium Quantity)” และราคาที่ทำให้อุปสงค์ของผู้บริโภค เท่ากับอุปทานของผู้ขาย เราจะเรียกว่า “ราคาดุลยภาพ (Equilibrium Price)” ครับ ซึ่งราคาดุลยภาพนี้ พูดง่ายๆ ก็คือ ราคาที่ทั้งผู้บริโภค และผู้ขาย เต็มใจที่จะซื้อ หรือขายสินค้า หรือบริการในปริมาณที่เท่ากันพอดีนั่นเอง”


ถึงตรงนี้คงพอสรุปได้ว่า กรณีที่สินค้าขาดตลาด หรือสินค้าล้นตลาดนั้น ก็เป็นเพราะราคาไม่อยู่ในภาวะดุลยภาพนั่นเอง ดังนั้น ‘กลไก’ การทำงานของ ‘อุปสงค์’ และ ‘อุปทาน’ จะผลักดันให้ราคาที่ไม่อยู่ในภาวะดุลยภาพนี้กลับเข้าสู่ดุลยภาพ โดยปรับปริมาณความต้องการซื้อ ให้เท่ากับปริมาณความต้องการขายโดยผ่าน ‘กลไกของราคา’ และทำให้เกิดราคาดุลยภาพขึ้นในที่สุด


“แต่ว่า ‘ราคาดุลยภาพ’ นี้ก็ใช่ว่าจะเกิดขึ้นได้ง่ายๆ ทั้งนี้ก็เพราะว่า ในความเป็นจริงแล้วการกำหนดราคายังมีปัจจัยอื่นๆ ทั้งที่ควบคุมได้ และไม่ได้ ซึ่งไม่ได้คงที่ตลอดเวลา นอกจากนี้ยังต้องใช้เวลาพอสมควรในการปรับตัวของราคาในตลาด จึงทำให้กำหนดราคาดุลยภาพเป็นไปได้ค่อนข้างยาก” 


ซึ่งแนวคิดเรื่องกลไกของราคาที่มีการปรับตัวเข้าสู่ดุลยภาพนี้ ถูกนำมาประยุกต์ใช้ในการลงทุน และการประเมินมูลค่าหลักทรัพย์ เพื่อพิจารณาว่า หลักทรัพย์ดังกล่าว ‘ราคาถูก’ หรือ ‘แพง’ กว่าที่ควรเป็น และ ‘ควรซื้อ’ หรือ ‘ขาย’ หลักทรัพย์นั้นหรือไม่นั่นเองครับ

 

Share: