“ใส่ใจสักนิด”...กับการลงทุนใน ‘ตราสารหนี้’

ปัจจุบันนักลงทุนมีทางเลือกในการออมและการลงทุนที่หลากหลาย ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของตนเองและความสามารถในการรับความเสี่ยงของตัวเองเป็นสำคัญ ตราสารหนี้โดยเฉพาะตราสารหนี้ภายในประเทศ น่าจะเป็นสัดส่วนการลงทุนหลักของนักลงทุนในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะผู้ลงทุนสถาบัน หรือนักลงทุนที่จัดสรรเงินลงทุนเพื่อปรับสัดส่วนให้สอดคล้องกับความเสี่ยงที่ตนเองยอมรับได้ นอกเหนือจากนี้เหตุผลที่พอจะสรุปได้เพิ่มเติมที่นักลงทุนมักที่จะกล่าวถึงเวลาลงทุนในตราสารหนี้ ได้แก่

  1. เป็นการลงทุนที่ความเสี่ยงน้อยกว่าตราสารทุนโดยทั่วไป

  2. ให้ผลตอบแทนสูงกว่าการฝากเงินในบัญชีออมทรัพย์ทั่วไป

  3. ได้รับผลตอบแทนที่คงที่และสม่ำเสมอ

 

อย่างไรก็ดี ด้วยสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันที่เผชิญกับความผันผวนทั้งปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ และอัตราผลตอบแทนทั่วไปในตลาดตราสารหนี้ที่ลดต่ำมากเมื่อเทียบกับในอดีต ทำให้นักลงทุนต้องใส่ใจในรายละเอียดการลงทุนมากขึ้น บทความฉบับนี้ ผู้เขียนจึงขอสรุปเป็น 4 ปัจจัยหลัก ที่ควรคำนึงถึงเกี่ยวกับการลงทุนใน ตราสารหนี้

  1. ลงทุนโดยตรงหรือผ่านกองทุนรวม? : หากเป็นผู้ลงทุนที่มีสินทรัพย์ระดับสูง และมีความรู้ความชำนาญในการลงทุน การ ลงทุนโดยตรง น่าจะเป็นทางเลือกที่ดี เพราะสามารถประหยัดค่าธรรมเนียมการจัดการไปได้พอสมควร อย่างไรก็ดี ควรคำนึงถึงการกระจายความเสี่ยงไปยังผู้ออกตราสารที่ต่างธุรกิจกัน เพื่อกระจายความเสี่ยงกรณีเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดกับผู้ออกตราสาร

 

สำหรับผู้ลงทุนที่มีสินทรัพย์ไม่มากนัก หรือมีการลงทุนสม่ำเสมอทุกๆ เดือน การลงทุนในตราสารหนี้ผ่าน กองทุนรวมก็เป็นทางเลือกที่เหมาะสมและสามารถกระจายความเสี่ยงตั้งแต่บาทแรกของการลงทุน”

  1. อันดับความน่าเชื่อถือและสภาพคล่อง : “อันดับความน่าเชื่อถือ” ที่ได้รับมีผลกระทบโดยตรงต่อ ‘อัตราผลตอบแทน’ และ ‘สภาพคล่อง’ หากมีการเปลี่ยนมือ ตราสารหนี้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือต่ำ โดยเฉพาะผู้ออกที่ได้รับอันดับความน่าเชื่อถือประเภท non-investment grade (ระดับต่ำกว่า BBB ลงไป) มีความเสี่ยงที่เกิดการผิดนัดชำระหนี้สูง นักลงทุนควรให้ความระมัดระวังต่อการเปลี่ยนแปลงอันดับความน่าเชื่อถือที่แย่ลง โดยเฉพาะผู้ลงทุนที่ไม่ได้มีความประสงค์ที่จะถือตราสารจนครบอายุ

 

 

  1. ธุรกิจของบริษัทผู้ออกกับความสามารถในการชำระหนี้ : นักลงทุนหลายคนมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับ ‘สภาพคล่อง’ ของตราสารที่ถือและ ‘ความผันผวนของราคา’ โดยมีความเชื่อที่ว่า ถ้าถือจนครบอายุ ปัจจัยเหล่านี้ก็จะหมดความกังวลไปได้มาก อย่างไรก็ดี


ในหลายๆ กรณีผู้ออกตราสารอาจมีช่วงเวลาที่ผลประกอบการตกต่ำและนำไปสู่การขาดสภาพคล่อง และทำให้ผู้ออก ‘ผิดนัดชำระหนี้’ หรือไม่สามารถชำระดอกเบี้ยหรือเงินต้นของตราสารหนี้ได้ ซึ่งกรณีนี้นักลงทุนต้องให้ความระมัดระวังและคำนึงถึงปัจจัยพื้นฐานของบริษัทฯ ผู้ออกในแง่ของลักษณะการประกอบธุรกิจและแนวโน้มผลประกอบการเสมือนการวิเคราะห์การลงทุนในตราสารทุนทั่วไป และที่สำคัญที่สุด พยายามหลีกเลี่ยงตราสารที่ให้อัตราผลตอบแทนที่สูงมากๆ ที่ผู้ออกมีอันดับความน่าเชื่อถือต่ำ และ/หรือ ผลประกอบการที่ไม่สู้ดีนัก

  1. ค่าเสียโอกาสของการลงทุนเชิงเปรียบเทียบ : หากเป็น ‘การลงทุนตรง’ นักลงทุนควรพิจารณา ‘อายุของตราสาร’ ที่เข้าลงทุน และ ‘อัตราผลตอบแทน’ ที่เข้าลงทุนให้มีความสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและอัตราผลตอบแทนตราสารหนี้อ้างอิงทั่วไปปรับด้วยอันดับความน่าเชื่อถือเทียบเคียง เช่น นักลงทุนไม่ควรถือตราสารหนี้ที่มีอายุยาวกรณีที่มีความเชื่อว่า อัตราผลตอบแทนในตราสารหนี้ทั่วไปจะปรับตัวสูงขึ้นมากในอนาคต เพราะจะเสียโอกาสในการเข้าลงทุนในตราสารที่ให้ผลตอบแทนที่สูงกว่า และทำให้ราคาของตราสารเดิมที่อยู่ปรับตัวลงจนอาจขาดทุนด้านราคา เป็นต้น

 

อย่างที่กล่าวไปข้างต้น ด้วยอัตราผลตอบแทนโดยเฉลี่ยของการลงทุนในตราสารหนี้ภายในประเทศที่นับวันก็ยิ่งปรับตัวลดลงตัวอย่าง เช่น อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 10 ปี ที่ช่วงต้นปีที่แล้วอยู่ที่ระดับ 2.40% เทียบกับระดับปัจจุบันที่ระดับ 1.40%


เพื่อลด ‘ค่าเสียโอกาส’ ของการลงทุนเชิงเปรียบเทียบนักลงทุนจึงสมควรพิจารณาถึงการทำ ‘Asset Allocation’ และผสมสินทรัพย์เสี่ยงประเภทต่างๆ เพื่อเพิ่มอัตราผลตอบแทนที่คาดหวังในระยะยาว เช่น Property Funds / REITs / Infrastructure Fund, หุ้นปันผลสูง หรือหุ้นต่างประเทศ ทั้งนี้นักลงทุนควรสำรวจตนเองอยู่เสมอในแง่ของระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้


ติดตามความรู้และข่าวสารสมาคมนักวางแผนการเงินไทย ได้ที่ LINE@cfpthailand,TFPA Facebook Fanpageและ  www.tfpa.or.th

 

Share: