5 หุ้นร้อนต่างชาติลุยซื้อ BTS-AOT โดดเด่นโดนซื้อมากสุด

สถานการณ์การลงทุนทั่วโลกดีขึ้นตามลำดับ เริ่มมีนักวิเคราะห์ตั้งข้อสังเกตว่าจุดพีคของการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 อาจจะกำลังผ่านไปแล้ว บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ให้ข้อมูลว่า ล่าสุดคืนวันที่ 6 เมษายนที่ผ่านมา (ตามเวลาประเทศไทย) ดัชนีดลาดหุ้นดาวโจนส์และตลาดหุ้นอื่นๆ ทั่วโลกปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรง บวกกว่า 7.7% ปิดที่ระดับ 22,680 จุด ตลาดหุ้นเยอรมนี +5.8% และตลาดหุ้นฝรั่งเศส +4.6% เนื่องจากนักลงทุนมีความหวังเชิงบวกว่าการแพร่ระบาดของ ไวรัส Covid-19 ใกล้ถึงจุดสูงสุดแล้ว หลังจากจํานวนผู้ติดเชื้อในสหรัฐและยุโรปทยอยลดลง


โดยสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ในต่างประเทศ สหรัฐมีอัตราผู้ติดเชื้อลดลงจาก 12.3% เป็น 8.2% สเปนมีผู้ติดเชื้อรายใหม่ลดลงจากระดับ 8 รายต่อวันเหลือ 5 พันรายต่อวัน ฝรั่งเศสผู้ติดเชื้อรายใหม่ลดลงอย่างรวดเร็วจากที่เพิ่มขึ้นแรงกว่า 2.3 หมื่นรายในช่วงวันศุกร์ที่ผ่านมา (3 เมษายน 2563) เหลือเพียง 2.9 พันรายในวันอาทิตย์ และอิตาลีมีผู้เสียชีวิตต่ำสุดในรอบ 2 สัปดาห์ ที่ระดับ 525 ราย (สูงสุด 919 คนต่อวัน) จํานวนผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตที่ชะลอลงทําให้นักลงทุนคาดหวังว่ารัฐบาลของประเทศต่างๆ จะเริ่มทยอยยกเลิก มาตรการ Lockdown


เมื่อโลกเริ่มฟื้น ตลาดหุ้นไทยก็น่าจะรับผลดีให้บวกไปด้วย บล.กรุงศรีทำสถิติการซื้อขายหุ้นของนักลงทุนต่างชาติ (Foreign Ownership) ว่าตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน (YTD) นักลงทุนต่างชาติซื้อหุ้นตัวไหนมากที่สุด 5 ลำดับแรกกันบ้าง มาดูกันเลย

 

 

นักวิเคราะห์ปรับราคาเป้าหมายหุ้น BTS ใหม่ ห่วงจำนวนผู้โดยสารลด

 

จากในตารางจะเห็นว่าหุ้น BTS และ AOT มีความโดดเด่น บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) มองว่า การแถลงข่าวของศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือศบค. เมื่อวันที่ 6 เมษายนที่ผ่านมา บ่งชี้ว่าจำนวนผู้ใช้รถไฟฟ้าลดลงระดับ 40% จากปกติ แต่ทางการยังคงต้องการให้ลดลงมากกว่านี้ เพื่อหยุดยั้งการแพร่ระบาดให้ได้เบ็ดเสร็จ เราจึงมีการปรับประมาณการเที่ยวโดยสารลง 2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว (YoY) จาก 241 ล้านเที่ยวในปี 2561/62 เป็น 236 ล้านเที่ยวในปี 2562/63 (สิ้นสุดมี.ค.63) และคาดจะลดลง 40% YoY เหลือเพียง 142 ล้านเที่ยวในปี 2563/64 (สิ้นสุด มี.ค. 64) ก่อนจะฟื้นตัว +65 % YoY เป็น 234 ล้านเที่ยวในปี 2564/65 (สิ้นสุด มี.ค. 65) บนเงื่อนไขว่า COVID -19 ต้องไม่ลากยาวข้ามไปปี 2564

 

บล.เมย์แบงก์ ประเมินว่าหุ้นบริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ BTS แม้จะขายรายได้ค่าตั๋วโดยสารรถไฟฟ้าสายสีเขียวทั่งหมด (Core line, สุขุมวิท) ไปให้ BTSGIF แล้ว (และยังถือหุ้นใน BTSGIF 33%) ทำให้ผลกระทบโดยตรงต่อประเด็นนี้จำกัด แต่ต้องไม่ลืมว่าหน่วยธุรกิจสื่อนอกบ้าน (VGI MACO และ PLANB) มีสัดส่วนในกำไรสุทธิราว 40% กำลังได้รับผลกระทบอย่างหนัก จึงปรับประมาณการผู้โดยสารทั้งปีเฉลี่ยลง 40% YoY และใช้ประมาณการของ VGI ก่อนหน้า ส่งผลให้กำไรปกติปี 2563/64 (เม.ย. 63 - มี.ค. 64) พลิกมาหดตัว 22% YoY สู่ 4.0 พันลบ. (ลดลง 11% จากประมาณการก่อนหน้า) จึงปรับราคาพื้นฐานสุดท้ายที่ 11.30 บาท/หุ้น ลดลงไป 12% จากราคาพื้นฐานเดิม แต่ด้วยความเสี่ยง COVID -19 ที่ยังไม่แน่นอน เราคงคำแนะนำ “ถือ”

 

ด้านบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) มองว่าหุ้น BTS ยังมีปัจจัยบวกจากกำไรพิเศษก้อนใหญ่จากบริษัทร่วมขายที่ดินให้ CPN และไม่ต้องรับรู้ขาดทุนต่อไป ขณะที่การดำเนินงานปกติโตจากธุรกิจโฆษณาและรับจ้างเดินรถไฟฟ้าเขียวเหนือที่เปิดอีก 4 สถานี คาดการณ์ปีนี้จะรับรู้รายได้ 2.9-3.3 หมื่นล้านบาท ซึ่ง 9M63 รับรู้มาแล้ว 2.23 หมื่นล้านบาท และคาดกำไรในปี 2563-64 ที่ 6,937 ลบ. และ 4,095 ล้านบาท (แนะนำซื้อ โดยให้ราคาพื้นฐาน 14.50 บาท)

 

เมย์แบงก์ยังไม่แนะนำซื้อ AOT ช่วงนี้ รอเข้าซื้อที่ราคา 47 บาท ช่วงงบออก

 

บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ปรับลดคาดการณ์กำไรหลักของ AOT ในปี 2564-66 ลง 11-68% หลังจากสถานการณ์ COVID-19 แย่ลง โดยภายใต้สมมติฐานใหม่ของเรา คาดว่ากำไรหลักจะลดลง 72% มาอยู่ที่ 6.9 พันล้าน บาทในปี 2564 จากสมมติฐานจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ 15 ล้านคนในปี 2563 ซึ่งสอดคล้องกับการคาดการณ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สายการบินส่วนใหญ่เริ่มยกเลิกเที่ยวบินจนถึงสิhนเดือนเมษายนถึงตุลาคม เราจึงไม่คาดว่าปริมาณผู้โดยสารจะฟืhนตัวเป็นรูปตัว V นอกจากนีhเรายังกังวลว่า AOT จะไม่สามารถลด opex ได้มาก เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นต้นทุนคงที่

 

คาดการณ์ว่าหากสถานการณ์ COVID-19 ไม่ดีขึ้นผู้โดยสารระหว่างประเทศจะลดลง 65-95% ในเดือนเมษายน-กันยายน ดังนั้นคาดว่า AOT จะบันทึกขาดทุนในไตรมาส 3/63 และไตรมาส 4/63 เป็นครั้งแรก นับตั้งแต่ปี 2554 คาดตลาดปรับลดคาดการณ์กำไรปี 2563-64 ลงอีก เราไม่แนะนำให้นักลงทุนไล่ซื้อหุ้น AOT เนื่องจากประมาณการณ์ใหม่ของเรา AOT ซื้อขายที่ P/E ปี 64 ที่ 49 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปี ที่ 35 เท่า คาดการณ์กำไรหลักของเราในปี 64 ต่ำกว่าตลาดคาดการณ์ 39% ซึ่งเราคาดว่าตลาดจะทยอยปรับลดคาดการณ์กำไรลงอีก จุดเข้าซื้อหุ้นสำหรับเราคือ 47 บาท/หุ้น ซึ่งเท่ากับ P/E ปี 64-65 เฉลี่ยที่ 35 เท่า

 

หยวนต้ามอง AOT เป็นหุ้นเกรดเอของประเทศ ฟื้นกลับมาไม่ยาก  

 

บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด มองว่าวิกฤติคือโอกาสในการสะสมหุ้น Grade A ที่มีคุณสมบัติผ่านวิกฤตไปได้ AOT เป็นหนึ่งในหุ้น Grade A ของประเทศไทย เนื่องจากเป็นตัวแทนที่แข็งแกร่งของกลุ่มท่องเที่ยวและกลุ่มขนส่ง จากโครงสร้างธุรกิจผูกขาด และได้ประโยชน์สูงที่สุดในห่วงโซ่อุปทาน นอกจากนี้ AOT ยังมีงบดุลที่แข็งแกร่งเป็น Net cash company มีเงินสดในมือถึง 7.6 หมื่นล้านบาท และถือหุ้นใหญ่โดยกระทรวงการคลัง 70% ดังนั้น AOT มีศักยภาพผ่านวิกฤติไปได้ไม่ยาก เพราะฉะนั้นในเชิงกลยุทธ์แนะนำจับตาสถานการณ์ COVID-19 หากควบคุมได้เป็นสัญญาณฟื้นตัวของหุ้น ในแง่มูลค่า เราประเมินราคาหุ้นที่ระดับ +/-45.00 บาทเริ่มสนใจ เข้าสะสมสำหรับนักลงทุนระยะยาว

Share: