"ค่าธรรมเนียมกองทุน"...ใครว่าไม่สำคัญ?

 

“ในโลกนี้ไม่มีอะไรได้มาฟรีๆ” ประโยคอันสวยหรู แต่หลายต่อหลายครั้ง ที่ได้ยินมักไม่สวยหรูเอาซะเลย ครั้งนี้ก็เช่นกัน โดยการลงทุนใน “กองทุนรวม นั้น จะต้องมีการเสีย ‘ค่าธรรมเนียม’ เช่นเดียวกัน วันนี้ ทีมงาน Wealthythai’ มีเรื่องราวดีๆ ที่น่าสนใจมาฝากกันเช่นเคย

 

ก่อนอื่นต้องมาทำความเข้าใจก่อนว่า “กองทุนรวม” นั้น มีค่าใช้จ่ายมากมาย ซึ่งยิ่งค่าใช้จ่ายมากมายเท่าไหร่ ยิ่งกดดันมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ (NAV) ลงและตามมาด้วยตอบผลแทนที่ต่ำลงด้วยเช่นกัน

 

“แต่อย่างไรก็ดี ใช่ว่าค่าใช้จ่ายที่สูงจะนำมาซึ่งผลตอบแทนที่ต่ำ หรือค่าใช้จ่ายที่ต่ำจะนำมาซึ่งผลตอบแทนที่สูง เสมอไป เพราะผลการดำเนินงานขึ้นกับผลตอบแทนที่ได้จากการลงทุนเป็นสำคัญ แต่ ‘ค่าธรรมเนียม’ ก็เป็นส่วนเล็กๆ ที่จะมากระทบกับผลตอบแทนในภาพรวมได้เช่นกัน สมมติ ผลตอบแทนที่กองทุน A และกองทุน B ทำได้เท่ากัน คือ 10% แต่กองทุน A คิดค่าธรรมเนียม 0.5% กองทุน B คิดค่าธรรมเนียม 1.5% ผลตอบแทนสุทธิหลังหักค่าธรรมเนียมของกองทุน A จะอยู่ที่ 9.5% สูงกว่ากองทุน B ที่ 8.5% ขึ้นมาทันที คงพอช่วยให้นักลงทุนเห็นภาพได้ดีชัดขึ้น”

 

ปกติค่าใช้จ่ายหรือค่าธรรมเนียมของ ‘กองทุนรวม’ จะแบ่งเป็น 2 ส่วน ประกอบไปด้วยส่วนแรกเป็นส่วนที่ ‘เก็บจากกองทุน’ และอีกส่วน ‘เก็บจากผู้ถือหน่วย’

 

แต่ในบางครั้ง ค่าธรรมเนียมที่สูงเป็นพิเศษอาจทำให้เราได้รับการดูแลเป็นพิเศษในแง่ของการบริหารจัดการ ด้วยบริการที่ครบครัน รวมทั้งการลงทุนที่ต่างแตกต่างออกไป อย่าง ‘กองทุนที่บริหารเชิงรุก (Active Management)’ ก็จะมีค่าธรรมเนียมการบริหารจัดการที่แพงกว่า ‘กองทุนที่บริหารเชิงรับ (Passive Management)’ เพราะต้องใช้ความสามารถ ทักษะ และประสบการณ์ของทีมผู้จัดการกองทุนเข้ามาสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผู้ถือหน่วยลงทุนนั่นเอง

 

“ปกติแล้ว ‘ค่าธรรมเนียม’ ที่เรียกเก็บจากกองทุน ที่คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ต่อปีของ NAV นั้น จะมีการคิดกันทุกวัน เช่น กองทุน A มีการเก็บ ‘ค่าใช้จ่ายรวม (Total Expense Ratio : TER) ที่ 2.3476% ต่อปี ก็จะเก็บเฉลี่ยต่อวันไปเลย (= 2.3476%/365) ซึ่งจะหักออก 0.0064% จาก NAV รายวันไปเลย ดังนั้น NAV ที่เห็นจะเป็น NAV สุทธิหลังหักค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ไปแล้วนั่นเอง และก็เป็นเหตุผลทางอ้อมว่าทำไม ‘ค่าธรรมเนียม’ อาจไปกระทบกับผลตอบแทนของกองทุนได้เช่นกันนั่นเอง”

 

ในขณะที่ค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากผู้ถือหน่วยนั้น จะเรียกเก็บเมื่อเกิดธุรกรรมนั้นๆ ขึ้น โดยคิดเอาจากผู้ถือหน่วยเป็นสำคัญ ใครทำธุรกรรม คนนั้นจ่าย

 

สุดท้ายนี้ เราเชื่อว่าข้อมูลนี้จะเป็นประโยชน์ให้แก่ทุกท่าน ซึ่งเงื่อนไขและรายละเอียดยิบย่อยของแต่ละบลจ.ก็มีความแตกต่างกันออกไป โดยข้อมูลจะเปิดเผยอยู่แล้วในหนังสือชี้ชวน (Fund Fact Sheet) ซึ่งผู้ลงทุนควรสละเวลาอ่านทุกครั้ง เพราะสามารถนำมาใช้เป็นข้อมูลไว้ประกอบการตัดสินใจลงทุนได้ไม่มากก็น้อย

Share: