The Conversation EP.15 เศรษฐกิจไทยเฟส 4 ความเสี่ยงที่ไม่อยากเจอ

สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หรือ COVID-19 กระทบกับเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจทั่วโลก จนล่าสุดทางธนาคารโลก (World Bank) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ต้องประชุมด่วนเพื่อรับมือกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่อาจจะเกิดขึ้น โดยกลุ่มธนาคารโลกจะใช้เงินจำนวน 160,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วง 15 เดือนนี้ เพื่อปกป้องกลุ่มคนที่ยากจนและเปราะบาง ให้ความช่วยเหลือธุรกิจต่างๆ และสนับสนุนการฟื้นฟูทางเศรษฐกิจ


และจาก “ภาวะช็อคจาก COVID-19” จะส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจอย่างไรบ้าง ขณะนี้ไทยอยู่ในช่วงวิกฤตระดับไหน กิจกรรมทางเศรษฐกิจและการดำเนินชีวิตของคนจะเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง วันนี้ Wealthy Thai ได้มีโอกาสสัมภาษณ์ “ดร.อมรเทพ จาวะลา” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ใน The Conversation EP.15 ตอน “ในเชิงเศรษฐกิจ COVID-19 จะเปลี่ยนชีวิตเราไปอย่างไรบ้าง?”

 

 

Q : ขอเริ่มที่ประเด็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และการใช้ชีวิตของผู้คนทั่วไปว่าวิกฤตเศรษฐกิจ COVID-19 ที่อาจจะอยู่กับเรายาวนาน อย่างน้อยที่สุดก็น่าจะไม่ต่ำกว่า 9-10 เดือนที่จะต้องรอวัคซีนนั้น จะต้องอยู่กับสถานการณ์นี้อย่างไร รับมืออย่างไรบ้าง?  

A: หากสถานการณ์ COVID-19 ยังคงอยู่อย่างน้อยประมาณ 6-12 เดือนหลังจากนี้ ทำให้คนต้องอยู่กับบ้าน และแยกตัวหรือ Isolation ผลกระทบกับเศรษฐกิจก็ส่วนหนึ่ง แต่ที่เรากำลังคุยคือผลกระทบกับวิถีชีวิตนั้น ต้องขอแบ่งเป็นกลุ่ม ดังนี้ เช่น กลุ่มมนุษย์เงินเดือน ออฟฟิศ งานบริการ สถาบันการเงิน ยิ่งเป็นงานด้านไอทียิ่งง่าย ซึ่งกลุ่มคนแต่ละกลุ่มจะต้องเปลี่ยนวิถีชีวิตมา Work From Home มีการประชุม ประสานงาน ซึ่งจะวัดประสิทธิภาพการทำงานกันอย่างไร ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่ต้องคิดกัน


ยังมีอีกส่วนที่เทคโนโลยีไปไม่ถึง คือในกลุ่มที่เกี่ยวกับภาคการผลิต เนื่องจากไม่สามารถ Work From Home ได้ ในการควบคุมเครื่องจักร ซึ่งผมก็พยายามจะจินตนาการตาม แม้ว่าจะไม่นึกภาพไม่ออกทั้งหมด แต่เชื่อว่าหากเทคโนโลยี 5G เข้ามา จะเป็นตัวช่วยในการดูแลภาคการผลิตได้ โดยการควบคุมเครื่องจักรจากระยะไกลได้ ซึ่งก็พยายามคิดในแง่บวกว่าในอนาคต ในภาคการผลิตในของประเทศไทยเอง ก็สามารถที่จะควบคุมได้ คนไม่จำเป็นต้องทำงานอยู่ร่วมกัน จึงเป็นภาพที่ต้องปรับตัวตามเทคโนโลยี


“ทั้งนี้ มองว่าคนที่ทำงานที่บ้าน (Work From Home) แล้วไม่ได้มีปัญหาเพราะสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีได้ แต่คนที่จะต้องสื่อสารเป็นพิเศษคือกลุ่มอาชีพที่มีข้อจำกัด ไม่สามารถ Work From Home ได้ ไม่มีทางเลือกหรืออาจจะเข้าไม่ถึงเทคโนโลยีคือกลุ่มแม่ค้า แม้วันนี้จะพูดกันว่าขายทางออนไลน์ได้ แต่ในความเป็นจริง ไม่ได้ใช้ได้กับทุกคน รายเล็กรายน้อยยังเข้าไม่ถึง หรือการขนส่งอาหาร ก็ไม่ได้เข้าถึงแม่ค้าทุกคน เพราะฉะนั้นวันนี้เอง ผมว่าเราต้องคิดเหมือนกันว่าเราจะเอาชุมชนไว้ที่ไหน ในสภาวะที่เราออกนอกบ้านได้น้อยลง จึงต้องปรับตัว”


อย่างไรก็ตามไม่ได้มองในแง่ลบทั้งหมด การปรับตัวอาจจะเป็นโอกาสสำหรับรายเล็กรายน้อยก็ได้เช่นกัน อย่างเช่นในอดีตคนไทยอยู่ในลักษณะชุมชน แต่ในวันนี้ความเป็นชุมชนหายไป เราเข้าร้านสะดวกซื้อหรือไปที่อื่น ซึ่งถ้าเรามาช่วยเหลือในชุมชน สร้างชุมชนให้เข้มแข็ง คนในชุมชนสามารถค้าขายได้ ก็ถือเป็นโอกาสที่เศรษฐกิจจะหมุนเวียนในพื้นที่ได้ โดยไม่ได้พูดถึงเฉพาะในกรุงเทพเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงการกระจายตัวไปในต่างจังหวัด


“โดยสิ่งที่เราอยากเสนอนอกจากมาตรการทางการเงินการคลังที่อัดฉีดเงินและเพิ่มสภาพคล่องแล้ว สิ่งสำคัญคือคนและชุมชน เราทุกคนต้องเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ หาวิธีการทำงานรูปแบบใหม่ ซึ่งผมมองว่าการสร้างชุมชนให้เข้มแข็งจะเป็นโอกาสในการสู้กับ COVID-19 ในรอบนี้”

 

 

Q : ทางซีไอเอ็มบี ไทย ประเมินผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจอย่างไรบ้าง และคาดการณ์จีดีพีไว้ว่าจะติดลบหนักแค่ไหน  

A: ในมุมมองของผมมองว่า COVID-19 ทำให้เศรษฐกิจถดถอย มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอลงแรงหรือหดตัว แต่ยังไม่ถึงกับว่าเป็นวิกฤติ ทั่วโลกยังไม่ใช่วิกฤติ โดยทางสำนักวิจัยธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ได้ปรับมุมมองทางเศรษฐกิจไทยจากเดิมขยายตัว 1.7% เป็นหดตัว 6.4% ตามภาวะการถดถอยของเศรษฐกิจโลก โดยภาวะการถดถอยนี้น่าจะทำให้เศรษฐกิจถึงจุดต่ำสุดในช่วงไตรมาสที่ 2 และน่าจะฟื้นตัวในช่วงครึ่งปีหลัง 2563 แต่หากสถานการณ์เลวร้ายไปอีก เศรษฐกิจไทยคงเข้าสู่ภาวะวิกฤติตามเศรษฐกิจโลก


อย่างไรก็ตามอย่าลืมว่าเศรษฐกิจไทยก็มีความเสี่ยงเติบโตช้าก่อนหน้าไวรัสระบาด จากปัญหาสงครามการค้า ภัยแล้ง และงบประมาณที่ล่าช้า คำถามคือ ไทยอยู่ห่างจากช่วงวิกฤติมากน้อยเพียงไร อยู่เฟสไหนในช่วงวิกฤตินี้ และจะหนีพ้นวิกฤติไปได้อย่างไร

 

 

Q : สถานการณ์ในประเทศไทยขณะนี้ อยู่ในระดับไหน และมีอะไรที่ซีไอเอ็มบี ไทย เป็นกังวลหนัก?

A: เศรษฐกิจไทยเริ่มเข้าสู่เฟส 3 ของการแพร่เชื้อไวรัสไปบ้างแล้วผ่านตลาดการเงินที่เริ่มติดเชื้อในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยมีแรงเทขายหนัก ความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั่วโลกหดหาย มีการเทขายสินทรัพย์เสี่ยงทุกประเภทเพื่อนำเงินสดกลับไปถือในรูปดอลลาร์สหรัฐฯ จากการที่นักลงทุนกังวลต่อปัญหาสภาพคล่องในสหรัฐฯ


นอกจากนี้นักลงทุนยังกังวลว่าธุรกิจสำคัญๆ ที่เกี่ยวข้องกับภาคการท่องเที่ยว การขนส่ง และน้ำมัน อาจมีปัญหาการผิดนัดชำระหนี้ ส่งผลให้ความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้สูงขึ้น นักลงทุนเทขายตราสารหนี้ รวมไปถึงตราสารหนี้ที่แทบจะเรียกว่าปลอดภัยที่สุดในโลกนั่นคือพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ส่งผลให้ราคาพันธบัตรลดลงหรืออัตราผลตอบแทนพันธบัตรเพิ่มขึ้น และไม่เพียงสหรัฐฯ เท่านั้น ภาวะความแตกตื่นนี้ลามไปทั่วโลกรวมทั้งไทย ส่งผลให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ร่วมมือกับหลายภาคส่วนได้ออกมาตรการอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบผ่านธนาคารพาณิชย์เพื่อช่วยพยุงความผันผวนในตลาดตราสารหนี้


“ซึ่งภาพใยแมงมุมที่โยงจากปัญหาไวรัสระบาดสู่การท่องเที่ยว การส่งออก การผลิต การบริโภค และภาคการเงินวนครบทั้งวงจรและฉุดให้เศรษฐกิจดำดิ่งจนเกิดการว่างงานสูงและอาจลากยาวจนเศรษฐกิจถดถอยไปได้ราว 1 ปีหรือ 2 ปี ซึ่งภาวะนั้นอาจเรียกได้ว่าเป็นเฟสที่ 4 ที่เศรษฐกิจไทยอาจหดตัวได้มากกว่า 11% ในปีนี้ในกรณีที่เลวร้ายที่สุด และอาจเป็นวิกฤติเศรษฐกิจโลกที่เลวร้ายที่สุดที่เราเคยเผชิญ”


ในภาวะที่ทุกคนเทขายสินทรัพย์ต่างๆ จากความกังวลว่าธุรกิจจะไม่สามารถชำระหนี้คืนได้ หรือกังวลว่าราคาสินทรัพย์จะลดลงไปต่อเนื่อง ราคาสินทรัพย์อื่น เช่น ที่ดิน บ้าน คอนโด รถยนต์ นาฬิกาหรูและสินค้าฟุ่มเฟือยราคาสูงอื่นๆ อาจมีราคาลดลงได้ เกิดผลด้านจิตวิทยาต่อผู้บริโภคผ่านความมั่งคั่ง หรือ wealth effect ที่เมื่อคนรู้สึกว่าตัวเองจนลง ก็จะลดการบริโภคหรืออุปโภคสินค้าตามมา

 

 

Q: ต้องรับมืออย่างไร?

A: สำนักวิจัยฯ มีความเห็น 3 ประการเพื่อยื้อเวลาให้เราประคองตัวได้หรืออาจพลิกให้เรากลับมาแข็งแกร่งอีกครั้งในครึ่งปีหลังดังนี้


1.นโยบายการเงินต้องผ่อนปรนและคิดนอกกรอบ วันนี้ทั้งครัวเรือนและธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็น SME หรือธุรกิจขนาดใหญ่ ต่างขาดเงินสดหรือขาดสภาพคล่อง จากการถูกเลิกจ้าง หรือยอดขายตก ภาระหนี้มีสูง แม้ที่ผ่านมากนง.ได้ลดดอกเบี้ยแล้ว แต่คนจำนวนมากยังมีภาระหนี้สินอยู่ และนอกจากมาตรการนี้ มาตรการทางการเงินอีกด้านที่น่าสนใจคือการอัดฉีดสภาพคล่องให้ภาคธุรกิจผ่านการซื้อสินทรัพย์ต่างๆ เช่น ตราสารหนี้ หรือ หุ้นกู้เอกชน และอาจเป็นการซื้อตรงหรือผ่านตลาดรองเพื่อลดความผันผวนด้านราคาและเพื่อให้ธุรกิจมีกระแสเงินสดอยู่รอดได้


2.นโยบายการคลังต้องรวดเร็วและทั่วถึง ในวันที่คนขาดรายได้จากยอดขายตกหรือว่างงาน ความเชื่อมั่นหดหาย ภาครัฐสามารถเติมเงินในกระเป๋าคนได้อย่างน้อยก็เพียงพอให้ครอบครัวเขาดำรงชีพได้ในภาวะเช่นนี้ เราอาจต้องมาพิจารณารายได้ขั้นพื้นฐานที่ภาครัฐจะสามารถโอนให้หัวหน้าครัวเรือนได้แล้วเพียงพอต่อการใช้จ่าย เช่น ราว 5,000 บาทต่อคนในช่วง 3 เดือนนี้ หรืออาจคิดมาตรการจ้างงาน หรือเป็นการซื้อหาอาหารหรือสินค้าที่จำเป็นแจกเองผ่านหน่วยงานของรัฐหรือชุมชน นอกจากนี้รัฐบาลอาจใช้โอกาสนี้ดึงคนกลุ่มมนุษย์เงินเดือนเข้ามาใช้เงิน​ด้วยการลดอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา​ ไม่ใช่เพียงเพิ่มลดหย่อน​ และอาจทำชั่วคราวในปีนี้ เพื่อเพิ่มกำลังซื้อและผ่อนคลายความกังวล รวมไปถึงรัฐบาลอาจเสริมมาตรการทางการเงินด้วยการปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำผ่านธนาคารเฉพาะกิจของรัฐเพื่อให้คนมีเงินพอใช้จ่ายหรือดำรงธุรกิจต่อได้


ทั้งนี้งบการลงทุนภาครัฐน่าจะเป็นตัวหลักในการเร่งสร้างงานและผลักดันการพัฒนาด้านสาธารณูปโภคในช่วงที่การลงทุนภาคเอกชนถดถอย ซึ่งโดยปกติแล้ว การใช้จ่ายและการลงทุนภาครัฐจะขยายตัวมากกว่าภาวะปกติเพื่อเป็นตัวสนับสนุนเศรษฐกิจในช่วงวิกฤติที่เอกชนอ่อนแอ แต่อาจต้องแลกด้วยภาระทางการคลังที่มากขึ้นในอนาคต รวมถึงการเข้าซื้อกิจการหรืออุ้มหรือ bail out ธุรกิจที่ล้ม


3.เราต้องเรียนรู้ที่จะปรับตัว เพราะไวรัสที่ระบาดมีผลต่อการทำงานและการใช้ชีวิตโดยที่เราไม่รู้เลยว่าเราจะต้องเผชิญกับภาวะเช่นนี้อีกครั้งในอนาคตหรือไม่ หากไม่มียารักษาหรือวัคซีนป้องกัน ซึ่งสิ่งที่เราทำได้คือปรับตัว เช่น หากไม่มีงานในเมืองก็ต้องสร้างงานในชุมชน หรือสร้างตลาดสินค้าและรายได้ในพื้นที่ต่างๆ เรียนรู้ทักษะใหม่ๆ และยืดหยุ่นคล่องตัวพอจะปรับเปลี่ยนงานได้เสมอ อีกทั้งเราได้เรียนรู้การใช้เทคโนโลยีมากขึ้นในการทำงานหรือเรียนหนังสือผ่านโปรแกรมต่างๆ ซึ่งหากเราพัฒนาต่อยอดได้ สิ่งเหล่านี้อาจช่วยลดมลพิษและสร้างงานใหม่ๆ ได้ในอนาคต



สุดท้ายผมอยากให้ทุกคนเรียนรู้บทเรียนภาวะการถดถอยทางเศรษฐกิจไทยครั้งนี้ว่า เราจะเติบโตทางเศรษฐกิจกันได้อีกครั้งเมื่อเราควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสได้ รวมทั้งร่วมมือร่วมใจฝ่าฟันปัญหาไปพร้อมกันได้ จนเศรษฐกิจไทยไม่เข้าสู่เฟส 4 หรือภาวะวิกฤติ

Share: