WHA ชี้ปรับโครงสร้างผู้ถือหุ้นใหญ่เป็นการเปลี่ยนจาก WHA HOLDING เป็น “จรีพรและบุตรสาว” ไม่กระทบการบริหาร

ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม WHA Group ระบุ แผนปรับโครงสร้างผู้ถือใหญ่ เป็นแค่การเปลี่ยนจาก WHA HOLDING ซึ่งถือหุ้นโดย จรีพร จารุกรสกุล และนายแพทย์สมยศ อนันตประยูร เป็น จรีพร จารุกรสกุล และบุตรสาว ไม่กระทบการบริหารและแผนธุรกิจของกลุ่มบริษัทฯ พร้อมเชื่อมั่นวิกฤต COVID-19 ในจีนส่อแววพ้นขีดอันตราย หวังจุดชนวนปลุกเศรษฐกิจเอเชียพลิกฟื้นอีกครั้ง คาดหวังวิกฤตในไทยคลี่คลายก่อนกลางปีนี้ เชื่อหนุนยอดขายที่ดินนิคมฯ กลับมาคึกในครึ่งปีหลัง ระบุต่างชาติ ยังสนใจใช้ไทยเป็นฐานการผลิต คงเป้ายอดขายที่ดินปีนี้แตะ 1,400 ไร่ ชูธุรกิจโลจิสติกส์ ดีมานด์พุ่ง รับอานิสงส์ยอดขายกลุ่ม Consumer, Health Care และ E-Commerce


นางสาวจรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริษัท และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัทดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA Group เปิดเผยถึงการขายหุ้นของผู้ถือหุ้นใหญ่ตามรายงานที่แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า เป็นเพียงการปรับเปลี่ยนโครงสร้างของผู้ถือหุ้นจากบริษัท ดับบลิวเอชเอ โฮลดิ้ง (WHA HOLDING ) ซึ่งถือหุ้นโดย จรีพร จารุกรสกุล และนายแพทย์สมยศ อนันตประยูร เป็น “จรีพร จารุกรสกุล และบุตรสาว” โดยไม่ได้มีการขายหุ้นให้กับกลุ่มบุคคลอื่น และอำนาจในการควบคุมบริษัทฯ และโครงสร้างของคณะกรรมการบริษัท และผู้บริหารยังคงเป็นไปตามเดิม จึงไม่กระทบต่อการบริหารและแผนการดำเนินธุรกิจ


สำหรับการปรับโครงสร้างของผู้ถือหุ้นใหญ่ WHA HOLDING  แบ่งขายหุ้นให้กับ “นางสาวจรีพร จารุกรสกุล" จำนวน 1,717,900,000 หุ้น  และขายหุ้นให้กับ “นางสาวชัชชมนต์ อนันตประยูร”  ซึ่งเป็นบุตรสาว จำนวน 769,569,252 หุ้น , “นายชัยวัฒน์ พู่พิสุทธิ์” (หลานชาย) จำนวน 474,200,000 หุ้น และ “นางสาวสุพิชญา พู่พิสุทธิ์” (หลานสาว) จำนวน 474,200,000 หุ้น   


“การปรับโครงสร้างผู้ถือหุ้นใหญ่เป็นเพียงการเปลี่ยนจาก WHA HOLDING มาเป็น “ จรีพรและบุตรสาว”เท่านั้น ซึ่งในครอบครัวยังถือหุ้นรวมกัน 45.51% และไม่กระทบอำนาจการบริหาร และการดำเนินธุรกิจ โดยโครงสร้างผู้บริหาร และกรรมการบริษัททุกอย่างยังคงเป็นไปตามเดิม”


ในด้านสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่า (COVID-19) ต่อภาพรวมธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมนั้น แม้ว่าจะได้รับผลกระทบจากกรณีของลูกค้าไม่สามารถเดินทางเข้ามาเยี่ยมชมพื้นที่โรงงานอุตสาหกรรมได้ด้วยตัวเอง และบางรายขอเลื่อนเซ็นสัญญาออกไปก่อน แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่มีกลุ่มลูกค้ารายใดยกเลิกสัญญา ซึ่งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพความแข็งแกร่ง รวมถึงจุดแข็งของกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอฯ ที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มลูกค้าทั้งในประเทศ และต่างประเทศได้เป็นอย่างดี


ดังนั้นบริษัทฯ คาดหวังว่า ภายในครึ่งปีหลังวิกฤตสถานการณ์การแพร่ระบาด COVID-19 ในประเทศไทย    จะสามารถคลี่คลายไปทางทิศทางที่ดีขึ้น และหากเป็นเช่นนั้นก็จะส่งผลให้ภาคอุตสาหกรรมทุกภาคส่วน สามารถกลับมาพลิกฟื้นได้เร็วขึ้น ซึ่งหมายรวมถึงนิคมอุตสาหกรรมของดับบลิวเอชเอด้วย


อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าภาพรวมยอดขายที่ดินในนิคมอุตสาหกรรม สามารถกลับมาเติบโตได้ตามแผนเดิม       ที่บริษัทฯ วางไว้ โดยตั้งเป้ายอดขายที่ดินในปี 2563 จำนวน 1,400 ไร่ ประกอบด้วยนิคมอุตสาหกรรมในไทย จำนวน 1,200 ไร่ และนิคมอุตสาหกรรมในประเทศเวียดนาม จำนวน 200 ไร่


“หลังจากสถานการณ์ COVID-19 ในประเทศจีนสามารถคลี่คลายในทิศทางที่ดีขึ้นเป็นสิ่งสะท้อนให้เห็นว่า ประเทศจีนกำลังผ่านพ้นวิกฤติครั้งนี้ได้แล้ว ในขณะที่ข้อมูลของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมของจีน เริ่มกลับมาเดินเครื่องการผลิตได้แล้วกว่า 70 – 80% และยังถือว่าเป็นการสอดคล้องกับนโยบายของทางการจีน ที่เตรียมอัดมาตรการกระตุ้นการลงทุนและเศรษฐกิจครั้งใหญ่หลังจากที่เกิดวิกฤตในครั้งนี้ ซึ่งก็จะส่งผลเชิงบวกกับหลายประเทศที่เชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) ในการพึ่งพาวัตถุดิบจากจีนในระยะถัดไปสามารถควบคุมได้ด้วยมาตรการจัดการที่เด็ดขาดจากรัฐบาลจีน ”


ส่วนแนวโน้มธุรกิจโลจิสติกส์นั้น ในปัจจุบันลูกค้าหลักคือกลุ่มอุตสาหกรรม Consumer, Health Care และ E-Commerce ได้รับประโยชน์โดยตรงจากผลกระทบการแพร่ระบาดของ Covid-19 ส่งผลให้ความต้องการใช้พื้นที่เช่าคลังสินค้าและศูนย์กระจายสินค้ามีมากขึ้น ทำให้บริษัทฯ ยังคงเป้าพื้นที่เช่าคลังสินค้าในปี 2563 เพิ่มขึ้น 2 แสนตารางเมตร ซึ่งจะส่งผลให้บริษัทฯ มีพื้นที่ทั้งสิ้น 2.6 ล้านตารางเมตร


ขณะที่ธุรกิจให้บริการสาธารณูปโภค จะสามารถกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้ในช่วงครึ่งปีหลัง และจากการที่ WHAUP ได้ลงทุนด้านน้ำประปาที่เวียดนาม ทำให้บริษัทฯ ยังคงเป้าหมายการเติบโตจากธุรกิจน้ำในปี 2563 เพิ่มขึ้น 34% เป็น 147 ลูกบาศก์เมตรจากปีก่อนที่มีปริมาณการขายและให้บริการน้ำ 110 ล้านลูกบาศก์เมตร ขณะที่ธุรกิจโรงไฟฟ้ายังคงเดินหน้าตามแผนขยายกำลังการผลิตไฟฟ้าในปีนี้จะเพิ่มขึ้น 6% เป็น 591 เมกะวัตต์

Share: