GULF แตกพาร์รับนักลงทุนรายย่อย นักวิเคราะห์คาดกำไรโตเฉลี่ย 39 % ต่อปี

ข่าวที่เราเฝ้าติดตามกันอย่างใกล้ชิด คือ ประเด็น บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF ล่าสุด ที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2563 เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2563 มีมติอนุมัติการเปลี่ยนแปลงมูลค่าหุ้นที่ตราไว้ (พาร์) ของบริษัทจากเดิมมูลค่าหุ้นละ 5 บาท เป็นมูลค่าหุ้นละ 1 บาท ส่งผลให้จำนวนหุ้นเพิ่มขึ้น เป็น 10,666,500,000 หุ้น จากเดิม 2,133,300,000 หุ้น โดยมีกำหนดซื้อขายในราคาพาร์ใหม่ได้ภายในช่วงสัปดาห์หน้า


คงปฏิเสธไม่ได้ว่า การที่บริษัทที่แตกพาร์ส่วนใหญ่นั้น เล็งเห็นว่าราคาหุ้นขึ้นมาสูงแล้ว ทำให้สัดส่วนนักลงทุนรายย่อยมีโอกาสปรับลดลง เพราะในแต่ละครั้งที่จะเข้าซื้อหุ้นต้องใช้เม็ดเงินจำนวนมาก ดังนั้น การแตกพาร์จึงเป็นคำตอบเพื่อดึงรายย่อย และทำให้สภาพคล่องหุ้นดียิ่งขึ้นกว่าเดิม


ยกตัวอย่างเช่น สมมติฐานราคาหุ้น GULF อยู่ที่ระดับ 200 บาท หากเราต้องการซื้อหุ้น 100 หุ้น จะใช้เงิน 20,000 บาท และหากต้องการ 10,000 หุ้น จะต้องใช้เงินสูงถึง 2 ล้านบาท ซึ่งจากราคาระดับนี้แล้ว ทำให้รายย่อยมีโอกาสเข้าถึง GULF ได้ยากขึ้นเช่นกัน โดยการแตกพาร์ จะไม่ส่งผลกระทบต่อปัจจัยพื้นฐานธุรกิจ รวมทั้ง มูลค่าตลาดรวมของบริษัท (Market Capitalization) และส่วนของผู้ถือหุ้น (Equity) แต่เป็นการเพิ่มสภาพคล่องให้กับหุ้นท่านั้น


GULF ถือเป็นหนึ่งในหุ้นที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนทั้งหน้าเก่าหน้าใหม่ และมีกระแสความร้อนแรง ทั้งในด้านพื้นฐานกำไรสุทธิยังมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ส่วนในด้านราคาหุ้นก็ปรับเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน โดย GULF เข้าซื้อขายวันแรกเมื่อ 6 ธ.ค. 2560 ในราคาไอพีโอหุ้นละ 45.00 บาทต่อหุ้น เท่ากับว่าเมื่อเทียบราคาปิดเมื่อวันที่8 เม.ย.63 ที่ 168 บาท เพิ่มขึ้นสูงถึงระดับ 273.33% จากราคาไอพีโอ

 

 

พื้นฐานไม่เปลี่ยน

นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด มองว่า ประเด็นการแตกพาร์ของ GULF ส่งผลให้การซื้อขายหุ้น GULF มีสภาพคล่องมากขึ้น ไม่ทำให้ปัจจัยพื้นฐานทางธุรกิจของ GULF เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม แต่ด้วยราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องกว่า 18% เพียงแค่ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาจนล่าสุดใกล้เคียงกับ ราคาเหมาะสมที่ ASP ให้ไว้ จึงเชื่อว่ามีโอกาสที่ราคาหุ้นจะปรับฐาน ดังนั้น แนะนำหาจังหวะเข้าซื้อเมื่อราคาอ่อนตัวจะปลอดภัยกว่า โดยประเมินปี 2563 จะมีกำไรสุทธิระดับ 4,785 ล้านบาท ลดลงจากปี 2562 ที่อยู่ระดับ 4,887 ล้านบาท

 

 

รายได้ 89% มาจาก กฟผ.

ด้านนักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ขณะนี้ได้เริ่มต้นคำแนะนำเป็น “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 192 บาท ผลกระทบจาก COVID-19 จำกัด เพราะมีรายได้จากลูกค้าอุตสาหกรรมเพียง 11% ต่ำกว่า GPSC และ BGRIM รายได้ส่วนใหญ่ 89% มาจาก กฟผ. คาดกำไรปกติปี 2563 อยู่ที่ 4,680 ล้านบาท โตสูงถึง 33% จากปี 2562 เป็นผลมาจากการรับรู้รายได้เต็มปีของโรงไฟฟ้า SPP 4 โรงและโรงโซลาร์เวียดนาม 2 โรง


ปัจจุบันมีกำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัดส่วนการถือหุ้น (Equity MW) ที่ 2,701 เมกะวัตต์ (MW) และจะเพิ่มเป็น 7,781 MW ภายในปี 2570 คาดกำไรใน 5 ปีข้างหน้า ( 2563-2567) โตสูงเฉลี่ย 39%ต่อปี นอกจากนี้บริษัทยังขยายการลงทุนไปด้าน Infrastructure เช่น ถมทะเลและสร้าง LNG Terminal ในมาบตาพุดเฟส 3 ฐานะการเงินอยู่ในระดับจัดการได้แม้ลงทุนสูง  

 

 

COVID-19 กระทบกำไร SPP ระยะสั้น  

นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ระบุว่า คาดว่ากำไรโรงไฟฟ้า SPP ของ GULF จะปรับตัวลดลงในช่วงครึ่งแรกของปี 2563 เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากราคาขายไฟฟ้าเฉลี่ยที่ลดลง (จากการที่รัฐบาลออกมาตรการช่วยเหลือโดยการปรับลดราคาค่าไฟฟ้า) และปริมาณขายไฟฟ้าที่น้อยลง (จากการที่ COVID-19 สร้างความเสียหายต่อห่วงโซ่อุปทานและการส่งออก) ทั้งนี้ ราคาก๊าซที่ลดลงและสัญญาซื้อขายไฟฟ้าขั้นต่ำระหว่างลูกค้าอุตสาหกรรมจะช่วยบรรเทาผลกระทบดังกล่าว

 

 

ปี 63 กำไรสุทธิหดตัวเล็กน้อยเหลือ 4.5 พันล้านบาท

โดยจากการวิเคราะห์ความอ่อนไหวสำหรับคาดการณ์กำไรหลักปี 2563 ในกรณีที่แย่ที่สุดความเสี่ยงขาลงต่อคาดการณ์กำไรของ GULF อยู่ที่ประมาณ 2% ซึ่งถือว่ามีความเสี่ยงน้อยที่สุดในกลุ่มโรงไฟฟ้าซึ่งอยู่ภายใต้การวิเคราะห์ของฝ่ายวิจัย  ขณะที่กำไรสุทธิปี 2563 คาดจะลดลงลงมาอยู่ที่ 4,549 ล้านบาท จากปีก่อนอยู่ที่ระดับ 4,887 ล้านบาท

 

 

Share: