อย่าซื้อ PTTEP ถ้ายังไม่อ่าน 4 ปัจจัยกำหนดชะตาหุ้น

อย่างที่เราทราบกันดี บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP ถือเป็นผู้นำในธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในประเทศไทย โดยนับตั้งแต่วันเริ่มต้นจนถึงปัจจุบัน จากโครงการแรก ก้าวสู่กว่า 40 โครงการ ใน 15 ประเทศ ซึ่ง PTTEP เป็นบริษัทย่อยที่สำคัญของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT


นอกจากนี้ PTT ยังเป็นผู้จำหน่ายก๊าซธรรมชาติแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทยและยังเป็นลูกค้ารายใหญ่ของ PTTEP ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 80-85% ของยอดขายของบริษัทอีกด้วย ดังนั้น บริษัทจึงแทบจะไม่มีความเสี่ยงด้านเครดิตจากลูกค้ารายใหญ่ และในขณะเดียวกัน PTT ก็ยังถือหุ้นประมาณ 64.79% ใน PTTEP ด้วย


PTTEP ประกอบธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยการลงทุนในต่างประเทศจะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขการให้สัมปทานตามกฎหมายของประเทศนั้นๆ ซึ่งอาจอยู่ในรูปของ 1.สัญญาแบ่งปันผลผลิต (Production Sharing Contract) 2.สัมปทาน (Concession)  3.สัญญาจ้างบริการ (Services Agreement)


รายได้หลักจะมาจาก จากการขายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม เช่น น้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ ก๊าซแอลพีจี และคอนเดนเสท โดยโครงสร้างรายได้ของบริษัทประกอบด้วยการขายจากก๊าซธรรมชาติคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 70% ของปริมาณจำหน่ายรวม ส่วนที่เหลืออีก 30% จะเป็นน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลว (Condensate) และราคาขายจะอ้างอิงกับราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก

 



ราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมของ PTTEP อ้างอิงจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกซึ่งมีความผันผวนที่เกิดจากหลายปัจจัยที่ไม่อาจควบคุมได้ เช่น เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ การเมือง และภูมิรัฐศาสตร์ของประเทศต่าง ๆ การกำหนดสัดส่วนการผลิตน้ำมันดิบของประเทศในกลุ่มโอเปก แผนการผลิตน้ำมันดิบของประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ของโลก (สหรัฐอเมริกาและรัสเซีย) ปริมาณน้ำมันดิบและกำลังการผลิตสำรองในแต่ละประเทศ รวมถึงสภาพภูมิอากาศของโลกที่แปรเปลี่ยนในแต่ละพื้นที่ซึ่งส่งผลต่ออุปสงค์และอุปทานของตลาดในแต่ละฤดูกาล


ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกจะมีผลกระทบโดยตรงต่อราคาน้ำมันดิบของกลุ่ม PTTEP ทันที ในขณะที่ราคาขายก๊าซธรรมชาติซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์หลักของ PTTEP จะปรับตัวไปในทิศทางเดียวกันกับการเปลี่ยนแปลงของราคาน้ำมันดิบอ้างอิง โดยการซื้อขายก๊าซธรรมชาติจะมีการปรับราคาเป็นระยะ เช่น ทุก 3 เดือน 6 เดือน หรือ 12 เดือน

 

 

อัตราแลกเปลี่ยน

PTTEP ได้กำหนดให้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ เป็นสกุลเงินหลักในการดำเนินงาน (Functional Currency) ซึ่งใช้ในการรายงานตามระบบ International Financial Reporting Standards (IFRS) เนื่องจาก สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐเป็นสกุลเงินหลักที่ใช้อ้างอิงในการซื้อขายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมของ PTTEP อาทิ น้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ


PTTEP ยังคงมีความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของค่าเงินสกุลเงินบาทเมื่อเทียบกับสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากกระแสเงินสดรับจากการขายผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่ของบริษัทยังคงรับเป็นสกุลเงินบาท จากการที่คู่ค้าหลักของ PTTEP เป็นบริษัทที่จดทะเบียนในประเทศไทย


ดังนั้นการชำระเงินจึงต้องเป็นสกุลเงินบาทที่เทียบเท่าสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ในขณะที่บริษัทมีภาระค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานและเงินลงทุนส่วนใหญ่เป็นสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้ PTTEP มีความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน


PTTEP ได้มีการบริหารความเสี่ยงดังกล่าว โดยการจัดสรรรายได้และรายจ่ายสกุลเงินบาทให้สอดคล้องกัน (Natural Hedge) รวมทั้งได้พิจารณานำเครื่องมือทางการเงินมาใช้ในการบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนตามความเหมาะสม อาทิ การเข้าทำธุรกรรมสัญญาซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า หรือสัญญาสิทธิในการซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า (Forward หรือ Option) โดยอ้างอิงกับอัตราแลกเปลี่ยนที่ใช้ในการรับชำระค่าขายผลิตภัณฑ์ที่เป็นสกุลเงินบาทตามสัญญาซื้อขายผลิตภัณฑ์นั้นๆ เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน


สำหรับการกำหนดให้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ เป็นสกุลเงินหลักในการดำเนินงาน (Functional Currency) ยังส่งผลกระทบต่อผลการดำเนินงานทางการเงินของ PTTEP เนื่องจาก การแปลงค่ารายการสินทรัพย์และหนี้สินที่เป็นเงินสกุลอื่นที่มิใช่สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐในงบการเงินในทุกรอบบัญชี


อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนแปลงของค่าเงินบาทจะส่งผลกระทบส่วนใหญ่ในรูปของภาษีเงินได้ ที่เกิดจากความแตกต่างของสกุลเงินที่ใช้ ในการยื่นภาษี กับสกุลเงินที่ใช้ ในการบันทึกบัญชีตามมาตรฐานบัญชี

Tags:
Share: