ช่วยให้การลงทุนง่ายขึ้น... ‘กระจายการลงทุน & กระจายความเสี่ยง’

หนึ่งในปัญหาของนักลงทุนทั่วไป คือ ไม่รู้ว่าจะลงทุนอะไรดี? และไม่รู้จะลงทุนได้หรือยัง?

ด้วยโมเดลของ “กองทุนผสม” ที่ผสมสินทรัพย์ต่างๆ มาไว้ให้เรียบร้อยแล้วนั่นเอง ลงทุนกองเดียวลดเรื่องปวดหัวไปได้มากมาย


จัดเป็นกลุ่มกองทุนที่ลงทุนได้ทุกสภาพดินฟ้าอากาศ ลงทุนได้ตลอดเวลา!!!


แม้ช่วง ‘วิกฤติ COVID-19’ สินทรัพย์ต่างๆ ทั่วโลกต่างได้รับผลกระทบมากน้อยไปตามๆ กัน แต่กลุ่ม ‘กองทุนผสม’ โดยภาพรวมก็ถือว่าได้รับผลกระทบน้อยกว่าโดยเปรียบเทียบ โดยช่วง 3 เดือนแรก ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย -5.49% ถึง -19.21% ในขณะที่ดัชนีหุ้นไทย (SET TRI) -27.95%


วันนี้ทีมงาน ‘Wealthythai’ มีเรื่องราวที่น่าสนใจมาฝากกันเช่นเคย

 

 

“กองทุนผสม”...ฝ่าวิกฤติ COVID-19 ด้วยประโยชน์ของการ ‘กระจายความเสี่ยง

ด้วยแนวคิดในการจัดพอร์ตโดยผสมสินทรัพย์ต่างๆ ที่มี ‘ค่าสหสัมพันธ์ (Correlation)’ ต่อกันในทิศทาง ‘ตรงข้าม’ หรือ ‘ต่ำ’ เข้ามารวมไว้ในพอร์ตเดียว เพื่อสร้างเสถียรภาพให้กับผลตอบแทนในระยะยาวและช่วยให้ผลตอบแทนต่อความเสี่ยงของกองทุนปรับตัวดีขึ้น เพราะธรรมชาติของแต่ละสินทรัพย์จะมีการเคลื่อนไหวที่ ‘ดี’ และ ‘แย่’ ในช่วงเวลาที่ต่างกันไป ไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกันในภาวะปกติ


“นั่นจึงทำให้หมดปัญหาเรื่องจะลงทุนอะไร? หรือลงทุนได้หรือยัง? ไปทันที เพราะกองทุนกลุ่มนี้ สามารถจะลงทุนได้ตลอดเวลา แค่เลือกกองทุนผสมที่เหมาะสมกับความสามารถในการรับความเสี่ยง มีนโยบายการลงทุนที่ตอบโจทย์ของคุณเท่านั้นเอง”


ด้วยการกระจายการลงทุนไปใน ‘หลายสินทรัพย์’ ถือเป็น ‘จุดเด่น’ ที่ทำให้เงินลงทุนสามารถทำงานได้ตลอดเวลาในการสร้างผลตอบแทน เพราะไม่มีสินทรัพย์ประเภทไหนที่จะให้ผลตอบแทนดีเป็นอันดับ1 ไปทุกปี หากแต่หมุนเวียนสลับสับเปลี่ยนกันไปในแต่ละวงจรเศรษฐกิจ และยังช่วย ‘กระจายความเสี่ยง’ ให้พอร์ตการลงทุนไปในตัวเพราะไม่ได้ให้น้ำหนักในสินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่งเพียงอย่างเดียว ซึ่งเป็นหลักการและแนวคิดของ ‘กองทุนผสม’ นั่นเอง

 

 

“แม้ในช่วง ‘วิกฤติ COVID-19’ ถือเป็นเหตุการณ์ที่ไม่ปกตินัก เพราะสินทรัพย์เกือบทุกประเภทพร้อมใจกันปรับตัวลงโดยพร้อมเพรียงก็ตาม แต่ขนาดของการปรับลดลงนั้นก็ยังคง ‘แตกต่าง’ กันออกไปเช่นเดียวกัน นั่นจึงทำให้ผลงานของกลุ่ม ‘กองทุนผสม’ ในภาพรวม ยังคงให้ผลตอบแทนเฉลี่ยที่ดีกว่าโดยเปรียบเทียบ โดยให้ผลตอบแทนในช่วง 3 เดือนแรก เฉลี่ย -5.49% ถึง -19.21% ในขณะที่ดัชนีหุ้นไทย (SET TRI) -27.95%


โดยกองทุนที่มีผลงานดีสุด ได้แก่ “กองทุนเปิด ยูไนเต็ด โกลบอล แม็คโคร ออพพอร์ทูนิตี้ส์ (UGMAC)” ของ ‘บลจ.ยูโอบี (ประเทศไทย)’ ให้ผลตอบแทน 3.98%


ปัจจุบันกลุ่ม ‘กองทุนผสม’ แบ่งออกเป็น 4 ประเภทหลัก ได้แก่


กลุ่มกองทุนผสมต่างประเทศ

  1. ‘กองทุนผสมโลก’ หรือที่รู้จักกันในอีกชื่อว่า ‘Multi-Asset Fund’ มีนโยบายไปลงทุนในหุ้นต่างประเทศได้ตั้งแต่ 0 – 100% ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิของกองทุน (NAV) ส่วนใหญ่ก็จะมีการผสมสินทรัพย์การลงทุนที่หลากหลายในระดับโลกทั้งหุ้น อสังหาริมทรัพย์ ตราสารหนี้ หรือทองคำ เป็นต้น

 


กลุ่มกองทุนผสมในประเทศ
ที่จัดแบ่งความเสี่ยงตามส่วนผสมของ ‘หุ้น’ ในพอร์ตเป็นเกณฑ์สำคัญ

  1. ‘กองทุนผสม (Aggressive)’ ปกติก็เป็นกองผสมที่เน้นลงทุนในหุ้น โดยมีสัดส่วนการลงทุนในหุ้นได้ตั้งแต่ 0 – 100% ของ NAV

  2. ‘กองทุนผสม (Moderate)’ ลงทุนในหุ้นโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชี > 25% แต่ < 80% ของ NAV

  3. ‘กองทุนผสม (Conservative)’ ลงทุนในหุ้นโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชี <= 25% ของ NAV



“ผลตอบแทนและความเสี่ยง ก็เป็นไปตามสัดส่วนของสินทรัพย์เสี่ยงที่ ‘กองทุนผสม’ นั้นๆ ลงทุนไว้ในพอร์ตเป็นสำคัญ ใครรับความเสี่ยงได้มาก ก็อาจจะขยับไปกองทุนผสมที่มีหุ้นมาก เป็นต้น โดยที่เหลือก็จะมี ‘ผู้จัดการกองทุน’ คอยดูแลบริหารจัดการลงทุนให้เป็นไปตามนโยบายที่ระบุไว้ในหนังสือชี้ชวนนั่นเอง”


ใครที่กำลังมองหากองทุนที่ตอบโจทย์การลงทุนในทุกสภาพตลาด เชื่อเหลือเกินว่าโมเดลของ ‘กองทุนผสม’ จะตอบโจทย์การลงทุนให้กับคุณได้เป็นอย่างดี และน่าจะเหมาะกับนักลงทุนส่วนใหญ่ที่รับความเสี่ยงในระดับปานกลาง ที่ยังต้องการผลตอบแทนที่ดีอย่างสม่ำเสมอ ไม่ต้องมากมายอะไร ให้ ‘สูงกว่าเงินฝาก’ และ ‘สู้กับเงินเฟ้อ’ ในระยะยาวได้เป็นพอ

 

Share: