“MTC VS. SAWAD” สองหุ้นลิสซิ่ง กอดคอฝ่าวิกฤติ COVID-19

หุ้นบริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ MTC และหุ้นบริษัท ศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SAWAD เป็น “2 หุ้นเด่นกลุ่มลิสซิ่ง” อยู่แล้ว จากรายได้ค่าธรรมเนียมและดอกเบี้ยจากการปล่อยสินเชื่อรถมอเตอร์ไซค์และรถเพื่อการเกษตร จับกลุ่มคนส่วนใหญ่ของประเทศ ล่าสุดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังรัฐบาลประกาศงัดทุกมาตรการออกมาพยุงเศรษฐกิจ โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกโรงประกาศพักชำระหนี้ SME และให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ โดยมีคำสั่งพักชำระหนี้สำหรับสินเชื่อ SME เป็นเวลา 6 เดือน สำหรับสินเชื่อมียอดต่ำกว่า 100 ล้านบาท


จะส่งผลกับหุ้น MTC-SAWAD อย่างไรบ้าง Wealthy Thai ได้รวบรวมมุมมองของนักวิเคราะห์มาฝากกัน ดังนี้


เริ่มจากหุ้น MTC หุ้นลิซซิ่งที่โตเร็วภายในไม่กี่ปี โดยล่าสุด ณ วันที่ 10 เมษายน บริษัทมีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแค็ป) 94,340 ล้านบาท โดยบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเชีย เวลท์ จำกัด ประเมินว่า แม้ตลาดหุ้นจะได้รับผลกระทบจาก COVID-19 แต่ยังคงเป้าการเติบโตของสินเชื่อปี 2563 ที่ 20-25% พร้อมคุมหนี้ที่ไม่เกิดรายได้ (NPL) ต่ำกว่า 2% ด้านสภาพคล่องยังมีเพียงพอปล่อยกู้ ทั้งนี้บริษัทจะประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล 0.30 บาทต่อหุ้น XD ในวันที่ 22 เมษายนนี้ 22 เม.ย.

 

 

มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ของภาครัฐ หนุนหุ้นลิสซิ่งอย่างมีนัยสำคัญ

“ความโดดเด่นของหุ้น MTC คือ คาดว่ามาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ของรัฐ จะส่งผลบวกต่อกลุ่มผู้ประกอบการลิสซิ่งอย่างมีนัยสำคัญจากการลดลงของ NPL ในขณะที่ด้านการปล่อยสินเชื่อนั้น มองว่าในช่วงแรกอาจจะชะลอตัวลงไปบ้าง แต่ยังมีความต้องการการใช้เงินอยู่มากในตลาด โดยคาดว่าจะกลับมาเร่งตัวอีกครั้ง หลังการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 จบลง”

 

 

KBANK-KKP น่าจะได้รับผลกระทบ ส่วน MTC-SAWAD รอด!!!

ด้านบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ให้ข้อมูลว่า มาตรการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ช่วยลูกหนี้จากผลกระทบ COVID-19 ที่จะเริ่มในเดือนพ.ค.นี้ มองว่า MTC และ SAWAD จะไม่ได้รับผลกระทบจากมาตรการดังกล่าว เนื่องจากทั้ง 2 บริษัทช่วยเหลือลูกหนี้ผ่านการปรับโครงสร้างหนี้ของลูกค้าอยู่แล้วผ่านการลดต้นและดอกลง 30% โดยมาตรการดังกล่าวทำให้ธนาคารได้รับผลกระทบต่อส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยไม่มากนัก ยกเว้นสำหรับธนาคารที่มีพอร์ตลูกหนี้ SME จำนวนมาก เช่น KBANK และ KKP น่าจะได้รับผลกระทบจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่ลดลงมากสุดปีนี้ ประมาณ 0.09 - 0.10%

 

 

SAWAD ได้อานิสงส์จากการธุรกิจประกัน ที่สร้างรายได้ผ่าน 3,600 สาขา

และหากเจาะไปที่หุ้น SAWAD บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า สำหรับผลงานของ SAWAD ในปี 63 ทางฝ่ายวิจัยได้ปรับประมาณการกำไรขึ้นเฉลี่ยปีละ 2 % จากเดิมเพื่อสะท้อนปัจจัยบวกจากข้อตกลงพันธมิตรระหว่าง 2 บริษัทประกันคือ กลุ่มเจนเนอราลี่ ไทยแลนด์ และกลุ่มชับบ์สามัคคีประกันภัย เพื่อนำเสนอบริการด้านประกันภัยให้กับลูกค้าของ SAWAD ซึ่งถือว่าจะเป็นประโยชน์กับหุ้น เนื่องจากปัจจุบัน SAWAD มีสาขาให้บริการทั่วประเทศรวม 3,600 สาขา ทำให้บริษัทสามารถสร้างรายได้มากขึ้น โดยที่ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นไม่มากนัก เนื่องจากธุรกิจประกันเป็นธุรกิจที่มีกำไร (มาร์จิ้น) สูง โดยผู้บริหารตั้งเป้ารายได้จากประกันประมาณ 300 ล้านบาท


นอกจากนี้ SAWAD ยังมีต้นทุนทางการเงินที่จะปรับลงหลังบริษัทได้รับการปรับเพิ่ม Credit Rating จาก BBB เป็น BBB+ รวมทั้งยังได้รับอานิสงส์จากตลาดตราสารหนี้ ที่มีภาวะดอกเบี้ยต่ำ

 

 

SAWAD ยังมีแรงกดดันจากกลุ่มลูกจ้างรายวันที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19

บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ให้มุมมองแตกต่างว่า SAWAD ยังมีสัญญาณกดดันจากการระบาดของ COVID-19 ที่มี “อัตราการว่างงาน” พุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในกลุ่มลูกจ้างรายวันและแรงงานระดับล่าง ที่เป็นฐานลูกค้าขนาดใหญ่ของธุรกิจนอนแบงก์ ทำให้เกิดความเสี่ยงในแง่คุณภาพของสินทรัพย์


นอกจากนี้ยังเป็นห่วงสินเชื่อที่ดิน (Land For Cash) ซึ่งดำเนินการภายใต้บริษัทเงินทุน ศรีสวัสดิ์ จำกัด (มหาชน) หรือ BFIT (คิดเป็น 30% ของพอร์ตสินเชื่อของกลุ่ม SAWAD) และมียีลด์ไม่ต่ำกว่า 30% โดยประมาณ อย่างไรก็ตามระดับยีลด์ของ BFIT ถ้าคิดพอร์ตรวมของ SAWAD พบว่ามีสัดส่วนสูงถึง 28.5% สูงกว่าของคู่แข่งที่อยู่ในช่วง 22-24%

 

 

ผลกระทบโดยอ้อมจากมาตรการรัฐ อาจทำให้ SAWAD ชะลอขายสินเชื่อ BFIT

และการที่ธปท.ขอให้ช่วยสถาบันการเงินช่วยเหลือลูกหนี้ที่มีปัญหา ทำให้นักวิเคราะห์เป็นห่วงว่าแรงกดดันทางอ้อมจากธปท. ทำให้ SAWAD ต้องชะลอการขายสินเชื่อภายใต้ BFIT และหันมาปล่อยสินเชื่อจำนำ ทะเบียนและนาโนไฟแนนซ์แทน โดยภายใต้การใช้สมมติฐานอัตราการเติบโตของสินเชื่อปี 2563 ที่ 20% โดยทั้งหมดการขยายสินเชื่อภายใต้สินเชื่อจำนำทะเบียนและนาโนไฟแนนซ์ ทำให้ Yield สินเชื่อของ SAWAD ของกลุ่มจะลดลง 2-2.5% ซึ่งยีลด์สินเชื่อที่ลดลงทุก ๆ 1% จะทำให้กำไรของ SAWAD ลดลง 5% ทั้งนี้ทั้งนั้น เราใช้ยีลด์ลดลง 2% เป็นกรณีฐานในการปรับลดสมมติฐาน Yield สินเชื่อของ SAWAD ลง 2% เป็น 26.4%



อ่านแล้วเป็นอย่างไรกันบ้างคะ? หวังว่าจะได้มุมมองเกี่ยวกับหุ้น 2 ตัวกันมากขึ้น ทั้งปัจจัยบวกและปัจจัยลบ สุดท้ายการลงทุนมีความเสี่ยงควรศึกษาข้อมูล และหาจังหวะการลงทุนที่เหมาะสม เพื่อสร้างความมั่งคั่งให้กับคุณ!!

Share: