เริ่มแล้ว GULF เทรดพาร์ใหม่วอลุ่มแน่น พื้นฐานไม่เปลี่ยน แต่เสี่ยงขายทำกำไร

 

วันนี้ (16 เม.ย.2563) บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF ได้เริ่มซื้อขาย (เทรด) ด้วยมูลค่าหุ้นที่ตราไว้ (พาร์) ใหม่ที่หุ้นละ 1 บาท จากเดิมหุ้นละ 5 บาทเป็นวันแรก โดยทำราคาหุ้นเปิดการซื้อขายที่ระดับ 35.25 บาท เพิ่มขึ้น 1% โดยราคาหุ้นปรับขึ้นไปทำจุดสูงสุดที่ 35.75 บาท แต่ล่าสุด ณ เวลา 11.30 น. ราคาหุ้นอยู่ที่ระดับ 35 บาท เพิ่มขึ้น 0.29% จากวันก่อนหน้า มีมูลค่าซื้อขายที่หนาแน่นกว่า 919.12 ล้านบาท

 

สำหรับการแตกพาร์ของ GULF จากเดิมมูลค่าหุ้นละ 5 บาท เป็นมูลค่าหุ้นละ 1 บาท ส่งผลให้จำนวนหุ้นเพิ่มขึ้นจาก 2,133,300,000 หุ้น เป็น 10,666,500,000 หุ้น ซึ่งเหตุผลของการแตกพาร์ คงหนีไม่พ้น ราคาหุ้นขึ้นมาสูงแล้ว ทำให้สัดส่วนนักลงทุนรายย่อยลดลง ดังนั้นการแตกพาร์จึงเป็นคำตอบเพื่อดึงรายย่อย และทำให้สภาพคล่องหุ้นดียิ่งขึ้นกว่าเดิม และไม่ทำให้พื้นฐานของบริษัทเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม

 

แตกพาร์เพิ่มสภาพคล่อง

 

นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด มองว่า GULF ประกาศเปลี่ยนแปลงมูลค่าหุ้นที่ตราไว้ (พาร์) ดังกล่าว ทำให้จำนวนหุ้นเพิ่มขึ้น 5 เท่า โดยราคาปิดวานนี้เปลี่ยนแปลงจาก 174.5 บาท เหลือ 34.9 บาท ซึ่งการแตกพาร์ แม้ไม่ได้ส่งผลอะไรต่อผลประกอบการ หรือ Valuation แต่ถือเป็นหนึ่งวิธีที่ช่วยเพิ่มสภาพคล่องได้เป็นอย่างดี บวกกับยังช่วยผู้ลงทุนบริหารจัดการพอร์ตได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

ราคาหุ้นยังมีความเสี่ยงถูกขายทำกำไร

 

อย่างไรก็ตามราคาหุ้น GULF มีความเสี่ยงชั่วคราว ที่จะทำให้ราคาอ่อนตัวลงอยู่ 2 ปัจจัยหลัก ๆ คือ

 

1.มีนักลงทุนเข้ามาเก็งกำไรก่อนการแตกพาร์เป็นจำนวนมาก สะท้อนได้จาก 2 ส่วน คือ

 

  • มูลค่าซื้อขายช่วงก่อนแตกพาร์กลับสูงผิดปกติ จากมูลค่าซื้อขายของหุ้น GULF ก่อนการแตกพาร์ โดยเฉพาะช่วงเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา สูงถึง 5.6 หมื่นล้านบาทต่อเดือน ซึ่งเป็นระดับที่สูงสุดนับตั้งแต่ GULF เข้าจดทะเบียนในตลาดฯ ตั้งแต่ปลายปี 2560

  • ราคาหุ้น GULF Outperform ตลาดมากช่วงก่อนการแตกพาร์ เป็นการตอกย้ำชัดเจนขึ้น หากเปรียบเทียบผลตอบแทน GULF นับตั้งแต่มีข่าวว่าจะแตกพาร์ถึงปัจจุบัน (24 ก.พ.–15 เม.ย. 63) พบว่า ปรับตัวลงเพียง 4% เท่านั้น ขณะที่ SET Index ลดลงถึง 17.3% ทำให้มีโอกาสถูกขายทำกำไรบ้าง หลังจากแตกพาร์

 

หุ้นมักอ่อนตัวหลังแตกพาร์

 

2.หุ้นส่วนใหญ่มักย่อตัวลงหลังแตกพาร์ ซึ่งจากสถิติในอดีตบ่งชี้ว่า ราคาหุ้นหลังจากแตกพาร์ มักย่อตัวเสมอ เฉลี่ยลดลงราว 1% ในช่วง 1 สัปดาห์แรกหลังแตกพาร์

 

กำไรโตเฉลี่ย 20% ในช่วง 8 ปีข้างหน้า

 

สรุปคือหุ้นโรงไฟฟ้ามักจะเป็นที่จับจ้องของนักลงทุนในยามที่ตลาดผันผวน หนึ่งในนั้นคือ GULF ซึ่งมีพื้นฐานที่น่าสนใจ จากทิศทางกำไร 8 ปีข้างหน้า (2563-2570) คาดเติบโตทำ New High ทุกปีเฉลี่ยต่อปี 20% (CAGR) จากการรับรู้กำลังการผลิตในมือที่รอทยอย COD อีกกว่า 5,080 MWe จากทั้งหมดที่มี 7,781 MWe (COD ไปแล้ว 2,701 MWe) แต่ราคามีโอกาสย่อตัว จากการเข้ามาเก็งกำไรก่อนการแตกพาร์ ดังนั้นแนะนำให้นักลงทุนหาจังหวะเข้าซื้อ เมื่อราคาอ่อนตัวจะปลอดภัยกว่า

Share: