เปิดไส้ในคนตกงานร้อนระอุ KKP ชี้รัฐบาลต้องทำเชิงรุกต่อเนื่อง

ปัญหาการจ้างงานเป็นอีกปัญหาใหญ่ของผลกระทบทางเศรษฐกิจจากสถานการณ์การระบาดของ COVID-19 เพราะวิกฤตจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 มีความแตกต่างจากวิกฤตเศรษฐกิจอื่นๆที่เคยเกิดขึ้น เนื่องจากเป็นวิกฤตทางสุขภาวะที่กระทบโดยตรงต่อการดำรงชีวิตประจำวัน กิจกรรมในภาคเศรษฐกิจจริง “ลดลงอย่างรุนแรง” อีกทั้งการระบาดเกิดขึ้นเป็นวงกว้างทั่วโลก รัฐบาลหลายประเทศปิดประเทศ และออกมาตรการให้ประชาชนอยู่บ้าน (lockdown) หรือรณรงค์ให้เว้นระยะห่างทางสังคม (social distancing)


กลุ่มการเงินเกียรตินาคิน (KKP) ได้วิเคราะห์ประเด็นใหญ่ “การจ้างงานไทยมืดมิดจากพิษ COVID-19" ซึ่งให้มุมมองที่สำคัญต่อการดำเนินนโยบายแก้ปัญหาเชิงรุกของรัฐบาลไทย ดังต่อไปนี้

 

 

กระทบธุรกิจ 4 ด้าน

KKP แจกแจงถึงผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ 4 ด้าน ได้แก่ การถูกสั่งปิดกิจการชั่วคราวโดยรัฐบาล ปัญหารายรับที่ลดลงอย่างมาก ด้านที่สามกระบวนการผลิตชะงักงันจากการรับมอบวัตถุดิบหรือส่งมอบสินค้าที่ไม่เพียงพอหรือไม่ทันการ (supply chain disruption) และปัญหาลูกค้าธุรกิจชะลอการชำระเงินค่าสินค้าและบริการ (trade credit)

 

 

เปิดไส้ในเลิกจ้างงานนอกรอบ

ซึ่งล้วนส่งผลต่อการตัดสินใจด้านการจ้างงานของนายจ้าง ทั้งในแง่จำนวนการจ้างงานหรือการปรับลดชั่วโมงทำงาน เนื่องจากค่าจ้างถือเป็นต้นทุนหลักในหลายธุรกิจ และจะเลือกลดการจ้างงานกลุ่มนอกระบบประกันสังคม (มาตรา 33) มากที่สุด เช่นเดียวกับผู้มีอาชีพอิสระที่รายได้จะลดลงอย่างมาก จากกำลังซื้อที่หดตัว


โดยข้อมูลการจ้างงานมากกว่าครึ่งหนึ่งในตลาดแรงงานไทยเป็นการจ้างงานนอกระบบ ซึ่งรวมการจ้างงานเกือบทั้งหมดในภาคเกษตรที่มีสัดส่วน 24% และแรงงานที่ไม่ได้อยู่ในระบบประกันสังคมที่มีสัดส่วนราว 31% และหากนับรวมแรงงานและผู้ประกอบอาชีพอิสระที่ประกันตนเองโดยสมัครใจ (ที่อยู่ในระบบประกันสังคมมาตรา 39 และ 40) ซึ่งจะไม่มีสิทธิได้รับสวัสดิการว่างงานแล้ว กลุ่มนี้มีสัดส่วนราว 10%


“ เท่ากับว่าในการจ้างงานทั้งหมดประมาณ 38 ล้านคน จะมีแรงงานถึงราว 2 ใน 3ที่จะไม่ได้รับความคุ้มครอง และค่าชดเชยใดๆ ทั้งจากนายจ้างและระบบประกันสังคมหากถูกเลิกจ้าง”


เพราะฉะนั้น กลุ่มแรงงานนอกระบบจึงเป็นกลุ่มได้รับผลกระทบสูงที่สุด เพราะผู้ประกอบการธุรกิจที่ขาดสภาพคล่องโดยเฉพาะธุรกิจโรงแรม ร้านอาหารบันเทิงและนันทนาการ ค้าปลีกและค้าส่ง ที่มีการจ้างงานนอกระบบสูงกว่าค่าเฉลี่ย 55%


ยิ่งไปกว่านั้น การจ้างงานกว่า 70%ของทั้งหมด จะอยู่ในการจ้างงานของธุรกิจ SMEs ที่มีสถานะทางการเงิน และทางเลือกระดมทุนที่จำกัดกว่าธุรกิจรายใหญ่


อีกทั้งการจ้างงานนอกระบบของ SME กระจุกตัวสูงในภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจาก COVID-19 นำโดย โรงงานอุตสาหกรรม ภาคค้าปลีก ค้าส่ง ร้านอาหาร เป็นต้น กลุ่มดังกล่าวนี้จึงจะได้รับผลกระทบค่อนข้างสูงทั้งแง่การจ้างและรายได้

 

 

คนตกงานเพิ่มอีก 4.4 ล้านคน

KKP ทำประมาณการภายใต้ COVID-19 จะชะลอลงภายในสิ้นไตรมาส 2 ปีนี้ แต่ยังมีการล็อคดาวน์บางส่วนต่อเนื่องถึงไตรมาส 3 นี้ ภายใต้กรอบผลกระทบรายธุรกิจตามเกณฑ์ข้างต้น ประกอบกับการปรับให้แรงงานนอกระบบได้รับผลกระทบมากกว่าแรงงานในระบบในแต่ละภาคธุรกิจ คาดว่าจะมีการเลิกจ้างงานหรือถูกพักงานโดยไม่มีรายได้ เพิ่มขึ้นจาก COVID-19 อีกกว่า 4.4 ล้านคน


“ส่งผลให้การว่างงานโดยรวมเพิ่มขึ้นเป็น 4.9 ล้านคนหรือคิดเป็น 13.2% ของกำลังแรงงานไทย”


โดยธุรกิจที่มีการเลิกจ้างงานหรือพักงานมากที่สุด ได้แก่ ธุรกิจค้าส่งและค้าปลีก คาดจะมีการจ้างงานลดลงถึง 1.5 ล้านคนหรือลดลงราว 25% และธุรกิจโรงแรมและบริการอาหารจะลดการจ้างงานราว 9.9 แสนคน หรือลดลงง 34%จากการจ้างงานก่อนเกิด COVID-19


นอกจากนี้ การจ้างงานในธุรกิจบันเทิง ก่อสร้าง และธุรกิจขนส่งจะได้รับผลกระทบสูงถึงราว 24-28% ขณะที่ในภาคการผลิตที่ได้รับผลกระทบทั้งจากคำสั่งซื้อจากในและต่างประเทศที่ลดลงจากการติดขัดในห่วงโซ่การผลิต และสต๊อกสินค้าคงคลังเดิมที่อยู่ในระดับสูง ที่คาดว่าการจ้างงานจะลดลง 5.8 แสนคนหรือ 10% จากระดับการจ้างงานก่อนสถานการณ์ COVID-19


แต่ถ้าหากสถานการณ์ COVID-19 ยืดเยื้อกว่าไตรมาส 2 นี้ จะยิ่งมีความเสี่ยงต่อการเลิกจ้างงานที่เพิ่มขึ้นอีก


KKP ชี้ว่า สำหรับคนตกงานเหล่านี้ ไม่สามารถกลับไปพึ่งพิงภาคเกษตรได้เหมือนอดีต ทั้งด้วยสภาวะที่มีคนตกงานสูงเป็นประวัติการณ์ และปัญหาภัยแล้งที่มีผลต่อผลผลิตที่จะออกมาลดลงกว่าปกติ ทำให้ไม่สามารถสร้างรายได้เพียงพอ

 

 

ปัญหาซ้ำเติม “เด็กจบใหม่ตกงาน”

อีกปัญหาที่กำลังเกิดตามมาคือ นักศึกษาที่จบใหม่ช่วงกลางปีนี้ที่พร้อมจะเข้าสู่ตลาดแรงงานราว 3.4 แสนคน ภายใต้เศรษฐกิจ COVID-19 KKP คาดว่า แรงงานใหม่กลุ่มนี้เพียง 1 ใน 3 ของบัณฑิตใหม่เหล่านี้ที่จะหางานได้ ซึ่งจะเป็นสายวิชาชีพหรือเทคโนโลยีที่อยู่ในความต้องการของหลายภาคธุรกิจ โดยเฉพาะภาคธุรกิจสารสนเทศและการสื่อสารที่ยังมีการลงทุนต่อเนื่อง และได้รับผลกระทบจำกัดจาก COVID-19


ขณะที่นักศึกษาที่จบใหม่อีกจำนวนมาก อาจจำเป็นต้องเลือกทำงานต่ำกว่าระดับ หรือตัดสินใจไม่เข้าสู่ตลาดแรงงาน และยังขาดช่องทางในการเสริมทักษะ ฝ่ายวิจัยของ KKP ชี้ว่า เป็นค่าเสียโอกาสสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะหากเศรษฐกิจต้องอยู่ในภาวะชะงักงันเป็นเวลานาน


ฝ่ายวิจัย KKP มองว่า แม้รัฐบาลจะออกมาตรการเยียวยาทั้งผู้ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 และภาคธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นมาตรการเงินโอน “เราไม่ทิ้งกัน” 5,000 บาท การพักชำระหนี้ชั่วคราว หรือการปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำ (Soft loans) แต่ก็ยังมีปัญหาในการปฏิบัติในการช่วยเหลือที่ถึงมือผู้ประสบปัญหาจริงอยู่ ภายใต้ข้อจำกัดข้อมูลของภาครัฐที่ไม่สมบูรณ์หรือผิดพลาด และการออกมาตรการที่รวดเร็วให้ทันการ อาจกลายเป็นการก่อให้เกิดภาระแก่รัฐมากเกินความจำเป็นเกิดขึ้น

 

 

รัฐต้องออกมาตรการเชิงรุกกว่านี้

ฝ่ายวิจัย KKP ได้เสนอแนะให้ทางการหรือภาครัฐ ควรมี “มาตรการเชิงรุก” เพื่อรักษาการจ้างงานให้อยู่ระดับที่พร้อมต่อการขับเคลื่อนธุรกิจเมื่อสถานการณ์ COVID-19 คลี่คลาย ดังนี้

  1. การกำหนดเงื่อนไขในการรักษาระดับการจ้างงานขั้นต่ำในการขอรับความช่วยเหลือ โดยอาจมีข้อยกเว้นได้ในบางกรณี

  2. การอุดหนุนการจ่ายค่าจ้างให้แก่พนักงานหรือลูกจ้างเป็นสัดส่วนตามผลกระทบจากการระบาดของ COVID-19 รวมถึงผลกระทบจากคำสั่งปิดเมืองของภาครัฐ

  3. การออกแบบโครงสร้างความช่วยเหลือให้ผู้ที่อยู่ในการจ้างงานและธุรกิจที่คงตำแหน่งงาน ได้รับประโยชน์จากมาตรการไม่น้อยไปกว่าการพักงานหรือการเลิกจ้าง เพื่อลดปัญหา moral hazard

  4. สนับสนุนให้แรงงานนอกระบบ “เข้าสู่” ระบบประกันตนเองในภาคสมัครใจเพิ่มมากขึ้น โดยอาจให้หน่วยงานของรัฐ “จ่ายเงินสมทบ”

 

เพื่อลดภาระทางการคลังในอนาคต และเพื่อสร้างฐานข้อมูลด้านการจ้างงานที่ครอบคลุมและถูกต้อง ซึ่งจะช่วยให้รัฐช่วยเหลือได้ทันท่วงทีในระยะต่อไป


สุดท้าย ภาครัฐ ควรมีมาตรการที่เป็นรูปธรรมในการรองรับนตกงาน เพิ่อให้กลับมามีรายได้ มีการเพิ่มทักษะใหม่รองรับงานประเภทใหม่ๆ ทั้งการขยายการลงทุนในท้องถิ่นเพื่อสร้างตำแหน่งงานใหม่ที่ก่อให้เกิดประโยชน์จริงต่อเศรษฐกิจ เช่น รัฐลงทุนพัฒนาแหล่งกักเก็บน้ำแก้ปัญหาภัยแล้ง ลงทุนด้านระบบบริหารจัดการน้ำในเขตอุตสาหกรรม หรืออาจลงทุนในด้านสุขอนามัยและเวชภัณฑ์เพื่อให้มีการจ้างงานด้านสาธารณสุข เพราะยังต้องอยู่ใต้ COVID-19 โรคเกี่ยวระบบทางเดินหายใจ ไปอีกระยะหนึ่ง


การเสริมทักษะให้คนที่ถูกเลิกจ้าง เพื่อประโยชน์ในการหางานในอนาคต โดยโครงการต่างๆ ควรปรึกษาร่วมกันทั้งในแง่ความต้องการและความเป็นไปได้กับหน่วยงานท้องถิ่น และการต่อยอดจากโครงการเดิมที่ยังอยู่ เพื่อสร้างงานและเพิ่มเม็ดเงินลงสู่เศรษฐกิจได้เร็วที่สุด


แม้ว่าเวลานี้ จำนวนยอดผู้ติดเชื้อใหม่ของไทย มีสัญญาณลดลง แต่ก็ยังไม่สามารถวางใจได้ ขณะที่หลายประเทศทั่วโลกยังมีการติดเชื้อใหม่ที่อยู่ระดับสูง ดังนั้น จึงยากที่จะเห็นสถานการณ์เศรษฐกิจจะกลับมาสู่ภาวะปกติได้ในระยะไม่กี่เดือนนี้


ดังนั้น การแก้ปัญหาเรื่องแรงงาน เป็นเรื่องสำคัญสุดของระบบเศรษฐกิจ เพราะหากมีงานทำจะมีรายได้เข้ามาในการดำรงชีพ และจะทำให้ภาคการบริโภคสามารถเดินไปข้างหน้าได้ จะทำให้เกิดการหมุนเวียนเศรษฐกิจในประเทศ สามารถประคองตัวเองท่ามกลางภายนอกประเทศที่ยังมีความเสี่ยงสูงอยู่


จึงเป็นอีกโจทย์ใหญ่ที่ต้องติดตามภาครัฐบาลจะมีมาตรการแก้ปัญหานี้ตรงจุดและก่อให้เกิดประสิทธิภาคอย่างไร เพราะทางสภาพัฒน์ได้ประเมินว่า หากโควิดยืดเยื้อ 2-3 เดือน คนในระบบประกันังคม อาจตกงานถึง 10 ล้านคนได้ หากนับรวมรงงานนอกระบบที่ KKP วิเคราะห์ไว้ เป็นตัวเลขที่น่ากลัว และจะนำมาสู่การเกิดMorral Hazzard ที่จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจยากขึ้นไปอีก

Share: