การเตรียมพร้อม...ในประเด็น ‘นอกเหนือการทำธุรกิจ’

จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา (COVID-19) เป็นปัจจัยกดดันที่ส่งผลกระทบและสร้างความเสียหายกับหลายๆ ธุรกิจ รวมถึงต่อเศรษฐกิจโดยรวมทั้งในประเทศและทั่วโลกทำให้องค์กรต่างๆ เผชิญความยากลำบากทางธุรกิจ ทั้งการชะลอตัว การปรับตัวเพื่อรับมือกับเหตุการณ์ดังกล่าว และการวางแผนเพื่อฟื้นฟูธุรกิจไม่ง่ายนักกับการแก้ไขวิกฤต Covid-19 ในครั้งนี้ เพราะผลกระทบเกิดขึ้นในวงกว้าง จะยาวนานแค่ไหนยังไม่มีใครสามารถบอกได้


“เรื่องนี้นับว่ามีความเกี่ยวข้องกับ ‘การดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน’ ที่นอกจากองค์กรต้องให้ความสำคัญกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ ภายใต้การบริหารกิจการอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ตามหลักบรรษัทภิบาล รวมถึงสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีผลตอบแทนที่ดีอย่างต่อเนื่องแก่ผู้ถือหุ้นยังต้องดำเนินการควบคู่ไปกับการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งคำนึงถึงผู้มีส่วนได้เสียของบริษัท”


ซึ่งเหตุผลสำคัญที่ทำให้บริษัทต้องดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนสืบเนื่องมาจากการที่ธุรกิจต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงหลายด้าน เช่น การพัฒนาเทคโนโลยีที่เข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน ส่งผลให้ธุรกิจต้องเร่งปรับตัวเพื่อเตรียมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค การเปลี่ยนขั้วอำนาจเศรษฐกิจของโลกที่ทำให้เกิดคู่แข่งใหม่ทางธุรกิจและมีการนำกฎระเบียบรวมถึงนโยบายทางภาษีมาใช้เป็นเครื่องมือสร้างโอกาสและความได้เปรียบทางการค้ามากขึ้น อีกทั้งการขาดแคลนทรัพยากรได้กลายเป็นความท้าทายว่าจะทำอย่างไรบริษัทจึงจะมีทรัพยากรและพลังงานเพียงพอต่อความต้องการใช้งาน ภาวะโลกร้อนที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศซึ่งมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นในอนาคต เป็นต้น


สิ่งเหล่านี้คือปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมของโลก ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่องค์กรต้องมีการบริหารจัดการความเสี่ยงเพื่อลดโอกาสที่จะเกิดความเสียหายต่อทรัพยากรขององค์กรและผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้เสีย รวมถึงตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมทางธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ


จากที่กล่าวไปแล้วข้างต้น องค์กรทั้งหลายได้พยายามดำเนินการให้สอดคล้องและคำนึงถึงสังคมและสิ่งแวดล้อมให้มากที่สุด โดยไม่ได้คาดคิดกันว่าปัจจัยหนึ่งที่จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงซึ่งเป็นมิติด้านสังคมคือ “การแพร่ระบาดของเชื้อโรคที่กระทบในวงกว้าง” อย่างในปัจจุบันนี้ อย่างไรก็ตาม เมื่อเกิดเหตุการณ์ภาวะวิกฤต Covid-19 เช่นนี้แล้วองค์กรก็ต้องปรับตัวเพื่อความ “อยู่รอด” และ “ความยั่งยืน” ต่อไป


หากเราพิจารณาไปถึง ‘แนวทางของการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน ซึ่งดูได้จากการประเมินความยั่งยืนซึ่งตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้จัดให้มีการประเมินความยั่งยืนบริษัทจดทะเบียนที่สมัครใจเข้าร่วมประเมินความยั่งยืนนั้น จะเห็นว่าในหลายๆ หัวข้อนำไปสู่การเตรียมความพร้อมของธุรกิจที่จะรองรับประเด็นนอกเหนือจากการดำเนินธุรกิจ ซึ่งขอยกตัวอย่างหัวข้อที่ตรงประเด็นมากที่สุด ดังนี้


การระบุประเด็นที่เป็นสาระสำคัญของธุรกิจ (Materiality) : หากองค์กรระบุได้ว่า “ประเด็นใดสำคัญต่อธุรกิจและผู้มีส่วนได้เสียก็ให้ความสำคัญกับประเด็นนั้น” บริษัทจะมีกลยุทธ์หรือแผนธุรกิจพร้อมทั้งกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนเพื่อตอบสนองต่อประเด็นสำคัญนั้นๆ ซึ่งเมื่อเกิดภาวะวิกฤตจะได้หยิบประเด็นสำคัญเหล่านี้มาพิจารณาด้วย


การบริหารจัดการความเสี่ยง : ไม่เพียงแต่การมีโครงสร้างของหน่วยงานรับผิดชอบด้านความเสี่ยงที่เป็นอิสระจากสายงานธุรกิจและหน่วยงานตรวจสอบ การประเมินความเสี่ยงได้อย่างเป็นระบบ กำหนด Risk appetite หรือ Risk tolerance ประเมินโอกาสและผลกระทบ กำหนด KRIs โดยสามารถระบุความเสี่ยงด้านต่างๆ และแผนการบริหารความเสี่ยงไม่ว่าจะเป็นด้านกลยุทธ์ การปฏิบัติงาน การเงิน กฏระเบียบต่างๆ ยังรวมไปถึง “ความเสี่ยงด้านการกำกับดูแล สังคมและ/หรือสิ่งแวดล้อมหรือ ESG Risk” หรือแม้กระทั่งให้ระบุ Emerging Risk หรือความเสี่ยงที่เกิดขึ้นใหม่” ซึ่งเรายังนึกไปไม่ถึงโรคระบาดที่รุนแรงอย่าง Covid-19 แต่นับจากนี้เชื่อว่า บริษัทต่างๆ จะคำนึงถึงความเสี่ยงจากโรคระบาดที่รุนแรงและมีแผนบริหารจัดการความเสี่ยงไว้ด้วย

 

 

การจัดการภาวะวิกฤติ : ได้กำหนดให้องค์กรมี “ระบบการบริหารความต่อเนื่องการดำเนินงาน (BCM: Business Continuity Management) หรือแผนดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง (BCP: Business Continuity Plan)” ซึ่งหลายๆ องค์กรได้จัดเตรียมกันไว้แล้วแต่ไปคำนึงถึงเรื่องภัยพิบัติทางธรรมชาติหรือทางการเมืองอาจจะยังไม่ครอบคลุมกรณีโรคระบาดรุนแรง ซึ่งต่อจากนี้ไปบทเรียนราคาแพงครั้งนี้ จะทำให้องค์กรมี BCM และ BCP ที่เข้มข้นและครอบคลุมมากขึ้น รวมทั้งถือว่าได้มีการทดสอบการปฏิบัติจริงไปแล้ว


การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างยั่งยืน : เหตุการณ์ Covid-19 ส่งผลกระทบตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ คือ ตั้งแต่คู่ค้า ผู้ผลิต ผู้ขนส่ง ถึงผู้บริโภค ในความยั่งยืนกำหนดให้บริษัท “ระบุให้ได้ว่าคู่ค้ารายใดเป็นคู่ค้ารายสำคัญ (Critical Supplier หรือ Tier-1)” เพื่อจะได้ทราบว่า องค์กรมีคู่ค้ารายสำคัญมากน้อยเพียงใด แล้วรายนั้นอยู่ที่ไหน หากเกิดผลกระทบกับคู่ค้ารายนั้นจะก่อให้เกิดความเสี่ยงกับธุรกิจแค่ไหน พร้อม “ระบุความเสี่ยงทั้งจากด้านเศรษฐกิจ และสังคม/สิ่งแวดล้อม หรือ ESG Risk” นั่นคือ มองประเด็นความเสี่ยงที่เกิดจากคู่ค้าให้รอบด้าน ซึ่งแน่นอนต่อไปต้องระบุปัจจัยความเสี่ยงหากคู่ค้าได้รับผลกระทบจากภาวะโรคระบาดรุนแรงด้วย


นอกจากนี้ยังกำหนดให้บริษัทจัดทำ “Supplier Code of Conduct (จรรยาบรรณการดำเนินุรกิจของคู่ค้า)” ที่ครอบคลุมประเด็นด้าน ESG รวมทั้ง การยกระดับความตระหนักถึงการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนให้แก่คู่ค้าเพื่อขยายขอบเขตการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนไปยังคู่ค้าซึ่งก็จะเป็นประโยชน์ต่อคู่ค้าให้มีการดำเนินธุรกิจที่เพิ่มเติมการคำนึงถึง ESG พร้อมทั้งความเสี่ยงรอบด้านด้วยนั่นเอง


การบริหารจัดการความสัมพันธ์กับลูกค้า : บริษัทควร “มีการประเมินความพึงพอใจของลูกค้า” พร้อมทั้งนำผลการประเมินมาวิเคราะห์เพื่อพัฒนาและปรับปรุงให้สอดคล้องกับความคิดเห็นของลูกค้า การบริหารจัดการความสัมพันธ์กับลูกค้าที่ดีจะเอื้อให้ลูกค้าหรือผู้ใช้บริการเกิดความภักดีต่อสินค้าหรือบริการและทำให้บริษัทสามารถรักษาและขยายฐานลูกค้าได้ในระยะยาว


นวัตกรรมทางธุรกิจเพื่อสังคมและ/หรือสิ่งแวดล้อม : การสร้างสรรค์เชิงบวกเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลช่วยให้องค์กรเกิดการพัฒนาและสร้างความแตกต่างจากองค์กรอื่น ๆ ไปพร้อมกับการสร้างคุณค่าต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมได้ซึ่งเป็นหนึ่งในวิธีการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่บริษัทและผู้มีส่วนได้เสียและเป็นปัจจัยขับเคลื่อนสู่ความสำเร็จขององค์กรไปพร้อมกับการรักษาความสามารถในการแข่งขัน จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ใน


“การดำเนินธุรกิจนั้นบริษัทจะต้องคำนึงถึงนวัตกรรมไม่ว่าจะเป็นการสร้างสรรค์สินค้าหรือบริการใหม่ ๆ การปรับปรุงกระบวนการผลิตหรือการดำเนินงาน จนไปถึงการปรับเปลี่ยนรูปแบบของธุรกิจโดยเฉพาะเมื่อเกิดภาวะวิกฤต”


การดูแลและรักษาพนักงาน : พนักงานที่มีศักยภาพเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนกลยุทธ์ทางธุรกิจที่บริษัทกำหนด บริษัทจำเป็นต้องมุ่งเน้น “การพัฒนาศักยภาพให้แก่พนักงาน” เพื่อรองรับการดำเนินธุรกิจของบริษัท ซึ่งต่อจากนี้พนักงานจะเริ่มมีทักษะอื่นๆ มากขึ้น เพื่อการปรับตัวให้องค์กรอยู่รอดทั้งในช่วงภาวะวิกฤตและภายหลังที่ภาวะวิกฤตคลี่คลายลง


นอกจากนี้ “สุขภาวะและความปลอดภัยในสภาพแวดล้อมการทำงาน” เป็นประเด็นสำคัญที่บริษัทต้องให้ความสำคัญ เนื่องจากจะเป็นการประกันสภาพการทำงานที่พนักงานสามารถทำงานได้มีประสิทธิภาพสูงสุด และเป็นปัจจัยสำคัญต่อระดับความผูกพันของพนักงานที่มีต่อองค์กร ในสถานการณ์ Covid-19 ที่เกิดขึ้นนี้ หลายๆ องค์กรให้ความสำคัญกับการดูแลพนักงานอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการดูแลเหล่านี้จะสร้างความผูกพันกับองค์กรเป็นอีกหนึ่งป้องกันธุรกิจให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน


การมีส่วนร่วมเพื่อพัฒนาชุมชนหรือสังคมผ่านกระบวนการทางธุรกิจ : ในภาวะปกติชุมชนและภาคประชาสังคมจะมีความตื่นตัวถึงผลกระทบจากการดำเนินธุรกิจมากยิ่งขึ้นและยังสามารถเข้าถึงหรือเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวข้องได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ “การพัฒนาชุมชนหรือสังคมโดยใช้กิจกรรมการดำเนินธุรกิจ” จะช่วยให้ทั้งชุมชนหรือสังคมและบริษัทเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืน ทำให้เป็นการสนับสนุนการดำเนินธุรกิจให้เกิดความราบรื่นจากการได้รับความร่วมมือที่ดีจากชุมชนท้องถิ่นหรือภาครัฐในภาวะวิกฤต Covid-19


“การมีส่วนร่วมเพื่อพัฒนาชุมชนหรือสังคมอาจเป็นลักษณะ CSR after process เป็นหลัก เช่น การบริจาคเงินหรือสิ่งของ เป็นต้น อย่างไรก็ดี บางองค์กรปรับเปลี่ยนสายการผลิตมาผลิตสินค้าหรือสิ่งของที่จำเป็นในภาวะวิกฤตนี้ การไม่เอาเปรียบคนในสังคมที่ได้รับผลกระทบในขณะนี้ไม่ว่าการไม่ฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้า การอำนวยความสะดวกซึ่งกันและกัน ก็ถือเป็นการมีส่วนร่วมที่ดีในสังคมแล้ว”


สุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุด “การกำกับดูแลกิจการที่ดี” องค์กรต้องดำเนินธุรกิจด้วยความโปร่งใสและตรวจสอบได้ แม้ในภาวะวิกฤตการดำเนินธุรกิจต้องตรงไปตรงมา รายงานข้อมูลทางการเงินตามความเป็นจริง เปิดเผยข้อมูลสำคัญให้ได้ตามเวลาที่กำหนด คณะกรรมการบริษัทและฝ่ายบริหารต้องร่วมกันรับมือกับสถานการณ์ได้อย่างถูกต้องภายใต้บทบาทหน้าที่ของตนเองเพื่อให้องค์กรผ่านวิกฤตไปได้


ไม่ว่า ‘วิกฤต Covid-19’ นี้ จะรุนแรงและยาวนานแค่ไหน ขอให้ทุกองค์กรปรับตัวและเปลี่ยนแปลงองค์กรให้ได้ เพื่อความอยู่รอดและยั่งยืน

Share: