“หุ้นสหรัฐฯ”...โดดเด่นสุดในกลุ่ม ‘ตลาดพัฒนาแล้ว'

“ตลาดหุ้นสหรัฐฯ” ถือเป็นอีกหนึ่งในกลุ่ม ‘ตลาดหุ้นพัฒนาแล้ว’ ที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนไม่น้อย ด้วยการเป็นผู้นำในหลายอุตสาหกรรม อำนาจทางเศรษฐกิจ และหมวดหมู่อุตสาหกรรมที่หลากหลาย จึงเป็นที่ยอมรับของนักลงทุนของหลากหลายกลุ่ม


แต่ในช่วง 1-2เดือนที่ผ่านมา สถานการณ์ระบาดของไวรัสได้ระบาดอย่างรุนแรง ซึ่งสหรัฐฯ เป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักหนา โดยเป็นประเทศที่มียอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 มากที่สุดในโลกที่ 682,619 ราย และยังมียอดผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 มากที่สุดในโลกเช่นกัน โดยอยู่ที่ 23,529 ราย


โดยผลกระทบดังกล่าว ย่อมมีต่อภาวะเศรษฐกิจและตัวเลขคนตกงานด้วยเช่นกัน จากมาตรการของรัฐบาล อย่างการล็อกดาวน์ประเทศ เพื่อหวังจะควบคุมและลดกระจายตัวของไวรัส ซึ่งผลพวงนี้ได้ลามมาถึงตลาดหุ้นด้วยเช่นกัน


จนกด ‘ดัชนีดาวโจนส์’ ร่วงหนักจากระดับ 29,500 จุด ช่วง12 ก.พ. 63 ลงมาเหลือ 18,500 จุด ช่วง 23 มี.ค. 63 ก่อนที่จะเด้งกลับขึ้นมายืนเหนือ 20,000 จุดได้อีกครั้งในปัจจุบัน


ในวันนี้ทาง ‘Wealthy Thai’ จึงรวบรวมมุมมองของ ‘ผู้เชี่ยวชาญ’ จากแวดวงบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน(บลจ.) ถึงทิศทางตลาดหุ้นสหรัฐฯ ต่อจากนี้และความน่าสนใจมาฝากกัน

 

 

 

“ตลาดหุ้นสหรัฐฯ” ยังน่าสนใจ...หวัง ‘ครึ่งปีหลังฟื้น’

พีรพงศ์ กิจจาการ” ผู้อำนวยการ ฝ่ายลงทุนทางเลือก บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงไทย จำกัด (มหาชน) ให้มุมมองว่าสำหรับกลุ่มตลาดหุ้นพัฒนาแล้ว ยังคงให้น้ำหนักความสนใจใน ‘ตลาดหุ้นสหรัฐฯ’ แม้ว่าจะได้รับผลกระทบจากการระบาดไวรัส COVID-19 แต่เชื่อว่าภาวะเศรษฐกิจจะสามารถฟื้นตัวได้ในช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งเร็วกว่าประเทศอื่น

 

(พีรพงศ์ กิจจาการ)

 

 

“ซึ่งการระบาดไวรัส COVID-19 ประเมินว่าในเดือนพฤษภาคมจะเห็นการผ่อนคลายของการล็อกดาวน์ลง จากแนวโน้มตัวเลขติดเชื้อใหม่ที่ลดลง แต่อย่างไรก็ดีสถานการณ์ระบาดของไวรัสยังต้องพึ่งพาวัคซีน เพื่อให้กิจกรรมทางสังคมและทางเศรษฐกิจกลับมาปกติ โดยในเดือน 1-2 เดือน ยังคงเป็นแบบมาร์เก็ตแรลลี่แต่ไม่กระชากลงแรงนัก”


ส่วน ‘ตลาดหุ้นญี่ปุ่น’ มองว่าการเลื่อนจัดงานโอลิมปิกจะส่งผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ ‘ตลาดหุ้นยุโรป’ ในภาวะปกติเศรษฐกิจเติบโตได้ค่อนข้างช้าอยู่แล้ว หลังจากเจอการระบาดไวรัส COVID-19 จะทำให้การฟื้นตัวเป็นไปได้ช้า จึงคาดการณ์ว่าฟันด์โฟลด์จะไหลเข้าตลาดหุ้นสหรัฐฯ เป็นอันดับแรก

 

 

 

โดยหากเทียบกับ ‘ตลาดหุ้นไทย’ เราก็ยังคงให้น้ำหนักไปที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ด้วยอุตสาหกรรมที่หลากหลายกว่า และนโยบายการเงินและการคลังที่ออกมาสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนได้ แต่ในขณะที่ธุรกิจส่วนใหญ่ในไทยยังคงต้องพึ่งพาภาคการท่องเที่ยวและการส่งออกเป็นหลัก ซึ่งทำให้ยังคงไม่ได้เห็นการฟื้นตัวในปีนี้ได้ จึงทำให้กำไรสุทธิของบริษัทจดทะเบียนได้รับแรงกดดัน

 

 

กำไรบจ.สหรัฐฯ ทรุด 20%...เซ่น COVID-19

ฟาก “นาวิน อินทรสมบัติ” รองกรรมการผู้จัดการ สายงานจัดการลงทุนต่างประเทศ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กสิกรไทย จำกัด ได้ให้มุมมองว่า ความน่าสนใจระหว่างตลาดหุ้นพัฒนาแล้วและตลาดหุ้นเกิดใหม่ในตลาดหุ้นบางประเทศจากกลุ่มตลาดเกิดใหม่ค่อนข้างมีความน่าสนใจกว่า โดยหากเทียบกับประเทศที่ใหญ่ที่สุดในตลาด ระหว่าง ‘จีน’ และ ‘สหรัฐฯ’

 

(นาวิน อินทรสมบัติ)

 

“จากปัจจัยพื้นฐาน อย่าง P/E ใน ‘ตลาดหุ้นสหรัฐฯ’ อยู่ที่ 16 เท่า ถือว่ายังอยู่ในระดับที่ค่อนข้างแพง เมื่อเทียบกับอดีตและประเทศอื่น ในขณะที่ ‘ตลาดหุ้นจีน’ มี P/E อยู่ที่เพียง 12 เท่า ขณะที่กำไรสุทธิของบริษัทจดทะเบียนยังคงมีแนวโน้มที่เติบโตได้ 2-5% ต่างจากตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะลดลง 20% จากผลกระทบการระบาดไวรัส COVID-19 ซึ่งถือว่าเป็นวิกฤตในรอบ 100 ปี เลยทีเดียว”

 

 

ถึงเวลาลดสัดส่วนสินทรัพย์เสี่ยง...เพิ่มสินทรัพย์ปลอดภัย-กระจายการลงทุน

สำหรับการจัดพอร์ตการลงทุนในช่วงนี้ พีรพงศ์ มองว่ายังคงมีโอกาสการลงทุน แต่ไม่แนะนำให้ลงทุนในตราสารทุน 100% หรือแนะให้ทยอยลดสัดส่วนลงเหลือ 50-60% โดยเน้นไปที่ตลาดหุ้นพัฒนาแล้ว ที่เหลือควรกระจายสินทรัพย์อย่างสินทรัพย์ปลอดภัย เพื่อกระจายความเสี่ยงและพักเงินเพื่อรอจังหวะลงทุนในตราสารทุนอีกครั้ง


ไม่ต่างกับนาวิน ที่มองว่า การจัดพอร์ตในช่วงนี้ไม่แนะนำให้ลงทุนในตราสารทุน 100% เนื่องด้วยความเสี่ยงยังคงสูง ซึ่งอยากให้มองการลงทุนในระยะยาวและกระจายการลงทุนไปหลากหลายสินทรัพย์ไม่ว่าจะเป็นตราสารทุนในสัดส่วน 60% และที่เหลือเป็นตราสารหนี้ กองรีท และทองคำ


“ตลาดหุ้นสหรัฐฯ” เป็นหนึ่งในตลาดที่ให้ผลตอบแทนที่โดดเด่นสุดในโลกตลาดหนึ่งในช่วงก่อน ‘วิกฤติ COVID-19’ และยังคงถูกยกให้เป็นตลาดที่น่าสนใจสุดในกลุ่ม ‘หุ้นตลาดพัฒนาแล้ว’ ในปัจจุบัน หากมองในแง่ของการกระจายการลงทุนก็ถือเป็นอีกหนึ่งตลาดที่ไม่ควรละเลยเช่นเดียวกัน

Share: