แนะ ‘ศึกษาข้อมูล’ …ก่อนตัดสินใจลงทุนเสมอ-โดยเฉพาะ ‘ตราสารหนี้กลุ่มเสี่ยง’!!!

“ตลาดตราสารหนี้” ถือเป็นแหล่งระดมทุนที่สำคัญสำหรับภาคเอกชน และเป็นแหล่งการออมและการลงทุนที่สำคัญของประชาชน  

 

โดยมีการเติบโตอย่างรวดเร็วมาตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา จากมูลค่ารวม 1.30 ล้านล้านบาทในปี 2010 เพิ่มเป็นมูลค่าสูงถึง 3.96 ล้านล้านบาท ในปี 2019 

 

คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีถึง 14% เมื่อเทียบกับสินเชื่อธนาคารพาณิชย์ซึ่งมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี 5% โดยปัจจุบันตราสารหนี้ภาคเอกชนมีมูลค่ากว่า 20% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP)

 

และเป็นหนึ่งในตลาดที่ภาครัฐได้ออกมาตรการออกมาเพื่อดูแลในช่วง ‘วิกฤติ COVID-19’ ด้วยเช่นกัน แต่มาตรการดังกล่าวไม่ได้ครอบคลุมถึง ‘ตราสารหนี้กลุ่มเสี่ยง’ แต่ประการใด

           

แล้วตราสารหนี้กลุ่มนี้ น่าห่วงกังวลหรือไม่แค่ไหนนั้น วันนี้ทีมงาน ‘Wealthythai’ มีเรื่องราวดีๆ ที่น่าสนใจมาฝากกันเช่นเคย


 

“นักลงทุนรายใหญ่”...ลงทุน ‘ตราสารหนี้กลุ่มเสี่ยง’ มากสุดประมาณ 60%

 

“ตราสารหนี้ภาคเอกชน” ณ สิ้นไตรมาสที่1/20 มีมูลค่าคงค้างรวมกัน 3.75 ล้านล้านบาท มากกว่า 95% ของตราสารหนี้ภาคเอกชนเป็นตราสารที่มีอันดับความน่าเชื่อถือในระดับที่ลงทุนได้ (Investment Grade) ซึ่งถือเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของมารตรการภาครัฐที่จะเข้ามาดูแลนั่นเอง

 

           

“จอมขวัญ คงสกุล” ผู้ช่วยเลขาธิการ  สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) บอกว่า ส่วนที่เหลืออีก 5% เป็นตราสารที่ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือต่ำกว่าระดับที่ลงทุนได้ และตราสารที่ไม่ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Non-investment grade และ Unrated) ซึ่งถือเป็นตราสารหนี้กลุ่มเสี่ยงและมัก ‘จูงใจ’ ผู้ลงทุนด้วยการให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าตราสารหนี้ Investment Grade 

 

จอมขวัญ คงสกุล

 

โดยผู้ลงทุนที่ลงทุนใน ‘ตราสารกลุ่มเสี่ยง’ ประกอบด้วย

 

- ‘ผู้ลงทุนรายใหญ่’ 60% ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลที่มีศักยภาพด้านการเงินที่สามารถ ‘รับความเสี่ยงสูง’ จากการลงทุนได้

- ‘ผู้ลงทุนรายย่อย’ 20% ซึ่งเป็นกลุ่มนักลงทุนที่มีความสัมพันธ์กับกิจการและซื้อตราสารผ่านช่องทางการเสนอขายแบบวงจำกัด ไม่เกิน 10 ราย

- ‘ผู้ลงทุนสถาบัน’ อีก 20%

 

“ก่อนหน้าที่จะเกิดสถานการณ์ COVID-19 ทางสำนักงานก.ล.ต. ได้มีการติดตาม ‘ตลาดตราสารหนี้ภาคเอกชน’ โดยเฉพาะ ‘ตราสารหนี้กลุ่มเสี่ยง’ ดังกล่าวอย่างใกล้ชิด รวมถึงดำเนินมาตรการยกระดับ eco-system ของตลาดตราสารหนี้ทั้งระบบ เพราะหน้าที่หลักของ ก.ล.ต. คือ การสร้างความเชื่อมั่นต่อตลาดตราสารหนี้ และการคุ้มครองสิทธิผู้ลงทุน ซึ่ง ก.ล.ต. ได้ติดตามสถานการณ์ตลาดตราสารหนี้เอกชนอย่างใกล้ชิด และออกมาตรการเพิ่มความคุ้มครองสิทธิผู้ลงทุนให้ได้รับการเปิดเผยข้อมูลที่เพียงพอและครบถ้วน โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อภาวะการระดมทุนในภาพรวม และมีการหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณามาตรการอื่น ๆ เพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง” 

 

“ก.ล.ต.”...ออกมาตรการดูแล ‘ตราสารหนี้กลุ่มเสี่ยง’ ใกล้ชิด

 

สำหรับ “ตราสารหนี้กลุ่มเสี่ยง” ซึ่งมีผู้ลงทุนส่วนใหญ่ประมาณ 60% เป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาสำนักงาน ก.ล.ต. ได้ติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง โดยได้ประสานงานกับ ‘บริษัทผู้ออกตราสาร’ ‘บริษัทหลักทรัพย์’ และ ‘ธนาคารพาณิชย์’ รวมทั้ง ‘ผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้’ อย่างใกล้ชิด รวมทั้งพิจารณาแนวทางเพื่อ ‘ลด’ และ ‘จำกัด’ ผลกระทบในวงกว้างเท่าที่จะเป็นไปได้  โดยมาตรการที่ ก.ล.ต. ให้ความสำคัญและได้ดำเนินการในช่วงที่ผ่านมา ประกอบด้วย

 

  1. การติดตามสถานะทางการเงิน ความสามารถในการชำระหนี้ และการrollover ของผู้ออก
  2. การสอบถามแผนการชำระหนี้ตามอายุตราสารของผู้ออก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีที่คาดว่าจะไม่สามารถrollover ได้

 

  1. การพิจารณาหาแนวทางแก้ไขปัญหาเป็นรายกรณี เช่น การให้ผู้ออกจัดหาเงินมาชำระหนี้บางส่วน หรือวางหลักประกันเพิ่มเติม การขอมติผู้ถือหุ้นกู้เพื่อเลื่อนวันครบกำหนดอายุหุ้นกู้ ซึ่งเป็นแนวทางที่ใช้ในต่างประเทศภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของCOVID-19 เป็นต้น

  2. การซักซ้อมกับผู้ออกและให้คำแนะนำผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้เกี่ยวกับแนวทางการจัดประชุมผู้ถือหุ้นกู้ รวมถึงการมอบฉันทะ และการจัดประชุมแบบe-meeting เพื่อรองรับกรณีผู้ออกต้องการจัดประชุมผู้ถือหุ้นกู้เพื่อแก้ไขข้อกำหนดสิทธิในเรื่องต่าง ๆ เช่น การขอผ่อนผันเงื่อนไขทางการเงินและระยะเวลาชำระหนี้ เป็นต้น

  3. การกำชับผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ให้ทำหน้าที่รักษาผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นกู้โดยทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการติดต่อ ติดตามและรายงานสถานะทางการเงิน ผลการดำเนินงาน และข้อมูลอันดับความน่าเชื่อถือของผู้ออก ติดตามให้ผู้ออกปฏิบัติตามข้อกำหนดสิทธิ ดำเนินการจัดประชุมผู้ถือหุ้นกู้  ตลอดจนเรียกร้องค่าเสียหายให้แก่ผู้ถือหุ้นกู้

 

“กองทุน BSF”…กลไก ‘เติมเต็มสภาพคล่อง’ ในช่วง COVID-19

 

จอมขวัญ ยังบอกอีกว่า สถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อ ‘ไวรัสโคโรนา (COVID-19)’ ส่งผลกระทบต่อการชะลอตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจและภาคธุรกิจหลายแห่งทั่วโลกรวมถึงภายในประเทศ ทำให้ธุรกิจบางรายประสบ ‘ปัญหาสภาพคล่อง’ อย่างกะทันหัน และอาจส่งผลต่อการระดมทุนหรือการต่ออายุตราสารหนี้ (rollover) จนทำให้กลไกตลาดตราสารหนี้อาจไม่สามารถทำหน้าที่จัดหาเงินทุนแก่ภาคธุรกิจได้อย่างเป็นปกติ

 

ก.ล.ต. และหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องเล็งเห็นถึงปัญหาดังกล่าวและเร่งประสานงานเพื่อแก้ไขปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น โดยในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเสถียรภาพของระบบการเงินของประเทศ (Financial Stability) ‘ธนาคารแห่งประเทศไทย’ และ ‘กระทรวงการคลัง’ ได้จัดตั้ง “กองทุนเสริมสภาพคล่องตลาดตราสารหนี้ภาคเอกชน(Corporate Bond Stabilization Fund: BSF)”เพื่อสนับสนุนสภาพคล่องส่วนเพิ่ม (top up) ให้กับกิจการไทย โดยกิจการไทยหรือตราสารต้องมีอันดับความน่าเชื่อถือในระดับลงทุนได้ (Investment Grade) รวมทั้งมีตราสารหนี้ที่มียอดคงค้างที่จะครบกำหนดในปี 2020 


 

 “ทั้งนี้ การให้ความช่วยเหลือของ ‘กองทุน BSF’ จะขึ้นกับการพิจารณาของคณะกรรมการลงทุนของกองทุนตามพระราชกำหนดการรักษาเสถียรภาพของระบบการเงินและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ พ.ศ. 2020”

 

“SEC Bond Check”…ศึกษาข้อมูลก่อนลงทุนใน ‘ตราสารหนี้’

           

ในส่วนของ ‘ผู้ลงทุนเอง’ นั้น ทางสำนักงานก.ล.ต. ยังได้อำนวยความสะดวกในการเข้าถึงข้อมูลให้กับผู้ลงทุน โดยนอกจากจะเปิดให้ผู้ลงทุนสามารถค้นหาข้อมูลสถิติการระดมทุนโดยการออกตราสารหนี้ และรายงานยอดคงค้างการออกเสนอขายตราสารหนี้ของผู้ออกแต่ละราย พร้อมรายละเอียดที่เกี่ยวข้องผ่านเว็บไซต์ของ ก.ล.ต. (www.sec.or.th)

           

ล่าสุดทางสำนักงาน ก.ล.ต. กำลังจะเปิดตัวแอปพลิเคชัน “SEC Bond Check” เวอร์ชันที่ 2 ในวันที่ 30 เม.ย. 20 เพื่อแสดงข้อมูลรายชื่อผู้ออกตราสารหนี้รายใหญ่ และจำนวนยอดคงค้างของผู้ออกตราสารหนี้ Non-Investment Grade และ Unrated สูงสุด 10 รายแรก เพื่อให้ผู้ลงทุนทราบว่าผู้ออกตราสารหนี้เหล่านี้มีการพึ่งพิงแหล่งเงินทุนจากการออกตราสารหนี้เป็นจำนวนมากเท่าใด และสามารถนำไปประเมินความเสี่ยงประกอบการตัดสินใจลงทุน

           

“นอกจากนี้ผู้ลงทุนยังสามารถค้นหาชื่อผู้ออก  อัตราดอกเบี้ย อันดับความน่าเชื่อถือ อายุคงเหลือ และระดับความเสี่ยงได้ โดย ‘SEC Bond Check’ สามารถดาวน์โหลดได้ทั้งระบบปฏิบัติการ IOS และ Android โดยปัจจุบันมีผู้ใช้งานแล้วเกือบ 2,000 ราย”

 

ท้ายสุดแม้ว่าทาง ‘สำนักงาน ก.ล.ต.’ ได้ออกมาตรการเพื่อคุ้มครองสิทธิผู้ลงทุนอย่างเหมาะสม แต่ผู้ลงทุนจำเป็นต้องวิเคราะห์ข้อมูล ผู้ออก ตราสารหนี้ และความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องอย่างละเอียดรอบคอบก่อนการตัดสินใจลงทุนเสมอ โดยเฉพาะ ‘ตราสารหนี้กลุ่มเสี่ยง’ ซึ่งมักให้ผลตอบแทนสูง เพื่อให้สามารถลงทุนในตราสารหนี้ที่เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่รับได้และรักษาผลประโยชน์ของตนเองอย่างดีที่สุดนั่นเอง

Share: