“KCE-HANA” ระยะสั้นยังเหนื่อย! รอฟื้นหลังวิกฤติ COVID-19 ผ่านพ้น

วิกฤติ COVID-19 ที่เราต่างกำลังเผชิญกันอยู่ขณะนี้ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) มองว่าเป็นวิกฤติเศรษฐกิจที่รุนแรงที่สุดในรอบ 100 ปี แล้วการลงทุนในตลาดหุ้นจะเป็นอย่างไร? แน่นอนว่ามีทั้งกลุ่มหุ้นที่ควรหลีกเลี่ยงจากการได้รับผลกระทบโดยตรง และกลุ่มที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง เพราะในวิกฤติย่อมมีโอกาสอยู่เสมอ


ในวันนี้ Wealthy Thai เลยอยากมานำเสนอหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นหุ้นกลุ่มที่มีความโดดเด่นในแง่การต้องเจอกับปัจจัยเสี่ยงมากที่สุด อย่างตอนที่สงครามการค้า (เทรดวอร์) มีความรุนแรง หรือตอนค่าเงินไม่มีเสถียรภาพ กลุ่มนี้ก็ได้รับผลกระทบ เนื่องจากเป็นหุ้นวัตถุดิบที่อยู่ในซัพพลายเชนในการผลิตชิ้นส่วน และอุปกรณ์ต่าง ๆ ทั่วโลก


โดยจะเปรียบเทียบ 2 หุ้นเด่นของกลุ่ม นั่นคือ “KCE และ HANA” เนื่องจากนักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) ประเมินว่า KCE และ HANA เป็นหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่ได้รับผลกระทบไม่มาก ยังแข็งแกร่ง แต่ได้เปรียบจากราคาหุ้นปรับลดลงมาก ตามภาวะตลาดหุ้น (สามารถลงทุนได้ในระยะยาว 2-3 ปี)

 

 

KCE มีรายการบิ๊กล็อตติด 116.85 ลบ.

ขณะเดียวกันเมื่อวันที่ 16 เมษายน 2563 ทางบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส จำกัด เพิ่งให้ข้อมูลว่า “KCE” เป็นหนึ่งในหุ้นที่มีการซื้อ Big Lot โดยมีวอลุ่ม 36 ล้านบาท (2.5 ล้านหุ้น) มูลค่าหุ้นเฉลี่ย  14.40 บาท และล่าสุดวันที่ 17 เมษายน 2563 Wealthy Thai พบว่า KCE มี Big Lot รวม 2 รายการในวันเดียวกัน วอลุ่ม 80.85 ล้านบาท รวม 5.5 ล้านหุ้น ในราคาเฉลี่ย 14.70 บาท ซึ่งถือเป็นการซื้อบิ๊กล็อตที่มากที่สุดของวัน รองจาก CPALL-F (การซื้อขายหุ้น CPALL ในกระดานหุ้นต่างประเทศ)


โดยบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทรีนีตี้ จำกัด ประเมินว่า หุ้น KCE มีความน่าสนใจเข้าลงทุนในช่วงนี้ เนื่องจากเป็นหุ้น TOP5 ในกลุ่มหุ้น SET100 ที่ราคาปรับลงมาแรงแล้วเมื่อเทียบกับระยะทางที่ปรับตัวขึ้นไป จากรายชื่อหุ้นทั้งหมดที่บล.ทรีนีตี้ประเมินไว้คือ 1.BH 2.THANI 3.MTC 4.TU และ 5.KCE

 

 

มาร์จิ้นปี 62 ติดลบจากผลกระทบค่าเงินบาท แต่ปีนี้นักวิเคราะห์มั่นใจ KCE ยังมีปัจจัยบวก

และถ้าดูข้อมูลตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน (1 มกราคม-17 เมษายน 2563) พบว่าราคาหุ้น KCE ปรับลดลงไปมากถึง 42% เพราะฉะนั้นจังหวะนี้จึงเป็นจังหวะการปรับฐานราคาหุ้นใหม่ สังเกตได้จากจำนวนบิ๊กล็อตของหุ้น 2 วันติดๆ ทั้งนี้บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเชีย เวลท์ จำกัด มองว่า แม้ว่า KCE จะได้รับผลกระทบจากภาพรวมอุตสาหกรรมรถยนต์ที่ชะลอตัว แต่ในด้านผลประกอบการมองว่ายังแข็งแกร่ง โดยคาดการณ์รายได้ 2562 ไว้ที่ 12,097 ล้านบาท กำไรสุทธิ 934 ล้านบาท ซึ่งลดลง 54% จากรายได้การขายในรูปเหรียญสหรัฐ แต่ในปีนี้นักวิเคราะห์มองว่า การเตรียมปรับลดพนักงานในบริษัท จะส่งผลต่อ Supply Cost โดยรวมทำให้ปัจจัยบวกมีมากกว่าปัจจัยลบ นักวิเคราะห์จึงปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 2563 เพิ่มขึ้น 13% จากเดิมเป็น 1,394 ล้านบาท

 

 

ระยะสั้นได้รับผลกระทบจาก COVID-19 ทำซัพพลายเชนสะดุด

ขณะเดียวกันในหุ้น HANA เป็นหุ้นที่บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) มองว่าเป็นหนึ่งในหุ้นที่ได้ประโยชน์จากจากการฟื้นตัวของ “เศรษฐกิจจีน” จากการส่งออกชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ไปตลาดจีน สอดคล้องกับบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ที่แนะนำซื้อหุ้น HANA โดยมองว่า ในระยะสั้นแม้ว่าหุ้นจะได้รับผลกระทบจากรายได้ที่ลดลงจากการส่งออกสินค้าที่ต้องสะดุดจากผลกระทบไวรัส COVID-19 ทำให้ต้องลงประมาณกำไรปี 2563 ลง 15% แต่เชื่อว่าปีหน้าจะฟื้นจากการเติบโตของเทคโนโลยี 5G โดยคาดว่า 5G penetration rate จะขยับเพิ่มขึ้นมาเป็น 33% ในปี 2564 โดยประเมินกำไรสุทธิเติบโต 33% บวกกับบริษัทมีงบดุลที่แข็งแกร่ง โดยสถานะเงินสดที่มีอยู่มากเป็นปัจจัยที่ช่วยค้ำราคาหุ้นไว้

 

 

ตุนเงินสดในมือถึง 8,600 ลบ.

ขณะที่บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด มองเหมือนกันว่าระยะสั้นไม่ค่อยรอด แต่ระยะยาวดี!! โดยนักวิเคราะห์ให้ข้อมูลว่า การขยาย Lockdown กระทบรายได้ คาด Core profit งวดไตรมาส 1/2563 เท่ากับ 295 ล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้น 42% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ผลจากค่าเงินบาทที่อ่อนลง และในช่วงไตรมาส 1/2562 บริษัทมีปัญหาเรื่องขาดแคลนวัตถุดิบ ทำให้อัตรากำไรขั้นต้นในไตรมาส 1/2563 เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 1/2562 ที่ 7.8% ได้ แต่ในด้านยอดขายรูปเงินเหรียญสหรัฐ (US$) คาดว่าจะ -8.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ปรับลดสมมติฐานยอดขายปีนี้จากเติบโต +2% เป็นหดตัว -8.5% เนื่องจากยอดขายที่ซบเซาจากผลกระทบ COVID-19



ขณะที่ข้อดีของหุ้นคือ HANA เป็นหุ้นที่ฐานะการเงินแข็งแกร่งมาก มีเงินสดสุทธิ 8,600 ล้านบาท หรือราว 11 บาทต่อหุ้นในสิ้นปี 2562 ทั้งนี้ประเมินว่าเป็นหุ้น Fully Valued โดยมองว่า อย่างไรก็ดียอดขายบริษัทน่าจะฟื้นตัวได้เร็วเพราะอิงกับสินค้าปลายทางที่มีราคาต่อหน่วยไม่สูงมาก  

Share: