ซอฟท์โลนออมสินถูกจองเต็ม แนะธุรกิจรอสินเชื่อดอกต่ำธปท. 8 พ.ค.

ในการประชุมรายงานผลความคืบหน้าของมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ซึ่งนายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้เรียกผู้บริหารสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ หรือแบงก์รัฐ เมื่อวันที่ 23 เม.ย.2563 ที่ผ่านมา


โดยนายอุตตม แจกแจงว่า ขณะนี้ ซอฟท์โลนของธนาคารออมสินวงเงิน 1.5 แสนล้านบาท ได้มีการขอวงเงินสินเชื่อเต็มหมดแล้ว แต่จะมีซอฟท์โลนของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) วงเงิน 5 แสนล้านบาท กำลังจะเริ่มปล่อยสินเชื่อได้ตั้งแต่วันที่ 8 พ.ค. 2563 ซึ่งขณะนี้ สมาคมธนาคารไทยและแบงก์รัฐ กำลังอยู่ระหว่างซักซ้อมความเข้าใจในการปล่อยสินเชื่อดังกล่าว


นอกจากนี้ วงเงินสินเชื่อฉุกเฉินของธนาคารเกษตรและสหกรณ์ และธนาคารออมสิน วงเงินแห่งละ 20,000 ล้านบาท ซึ่งปล่อยกู้ให้รายละไม่เกิน 10,000 บาท ได้ดำเนินการปล่อยกู้หมดแล้วเช่นกัน ส่วนจะมีการขยายวงเงินซอฟท์โลนเพิ่มอีกหรือไม่ ต้องขึ้นกับสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง จะพิจารณาว่ามีความจำเป็นหรือไม่


สำหรับซอฟท์โลนที่ผู้ประกอบการธุรกิจสายการบินเรียกร้องนั้น รมว.คลัง กล่าวว่า เนื่องจากซอฟท์โลนของออมสิน 1.5 แสนล้านบาทเต็มแล้ว คงจะต้องดูว่ามีมาตรการอะไรได้ต่อไป


ทั้งนี้ ซอฟท์โลนชองธนาคารออมสิน ได้แบ่งเป็นการปล่อยต่อให้ธนาคารพาณิชย์วงเงิน 55,000 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ย 0.01% เพื่อนำไปปล่อยให้แก่ลูกค้าเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 วงเงินไม่เกินรายละ 20 ล้านบาท ในอัตราดอกเบี้ย 2% โดยจะมีบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม(บสย.)เป็นผู้ค้ำประกันตามเงื่อนไข และอีก 80,000 ล้านบาท ปล่อยให้แก่นอนแบงก์เพื่อปล่อยต่อช่วยเหลือลูกค้าเช่าซื้อรถ เครื่องจักร บัตรเครดิต บัตรกดเงินสด สินเชื่อบุคคล ส่วนที่เหลืออีก 15,000 ล้านบาท ธนาคารออมสินเป็นผู้ดำเนินการปล่อยกู้เอง ซึ่งแบ่งเป็น 10,000 ล้านบาท สำหรับธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับท่องเที่ยว และอีก 5,000 ล้านบาท สำหรับธุรกิจเอสเอ็มอี วงเงินกู้ไม่เกิน 20 ล้านบาทต่อราย


ด้านสินเชื่อฉุกเฉินของธ.ก.ส. ที่ปล่อยให้แก่เกษตรกร โดยยอดสะสมช่วงวันที่ 15-22 เม.ย. มีผู้ลงทะเบียนเงินกู้ฉุกเฉินผ่านระบบ LINE Official BAAC Family จำนวน 1,604,412 ราย

 

 

วงเงินกู้รวม 15,975 ล้านบาท

รมว.คลัง กล่าวว่า ความคืบหน้าแจกเงิน 5,000 บาทแก่เกษตรกร จะต้องผ่านคณะกรรมการกลั่นกรอง และคาดจะเสนอต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณาได้วันที่ 28 เม.ย. ต่อไป โดยเม็ดเงินที่ใช้จะมาจากเงินกู้ส่วนของ 6 แสนล้านบาท จากพระราชกำหนดกู้เงิน 1 ล้านล้านบาท


ในกรณีเม็ดเงินเยียวยาจ่ายทุกกลุ่มตามมาตรการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ซึ่งประกอบด้วยผู้มีอาชีพอิสระ ผู้มีประกันสังคม(มาตรา39 และ40 ) และเกษตรกร มียอดรวมเกินกว่า 6 แสนล้านบาท หากจำเป็นก็ต้องกันเงินบางส่วนจากส่วน 4 แสนล้านบาทที่จะใช้ช่วงหลังโควิด-19 ไปก่อน อยางไรก็ตาม พ.ร.ก.กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท จะเพียงพอในการดูแลทุกกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19


"ถ้ามีกลุ่มอื่นอีกที่สมควรดูแลเพราะได้รับผลกระทบจากโควิด รัฐบาลก็จะดูแล ซึ่ง พม.( กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์) ก็ดูอยู่"


ส่วนความคืบหน้าของมาตรการเยียวยา "เราไม่ทิ้งกัน" คนละ 5,000 บาท สำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ได้ปิดลงทะเบียนตั้งแต่เที่ยงคืนของวันที่ 22 เม.ย. 2563 แล้ว หลังจากนี้จะเข้าสู่การทบทวนสิทธิ ซึ่งอยู่ในกระบวนการดำเนินการต่อจากนี้ไป ดังนั้น วงเงินของมาตรการเยียวยาเราไม่ทิ้งกัน ขณะนี้ยังไม่เห็นภาพชัดเจนว่าใช้เท่าไหร่


สำหรับแผนการชำระหนี้ 1 ล้านล้านบาท นายอุตตม กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถระบุได้ชัดเจนว่าจะมีการู้เงินจำนวนเท่าไหร่ ซึ่งอาจจะไม่ถึง 1 ล้านล้านบาทก้ได้ อย่างไรก็ตาม เรื่องแผนชำระหนี้ทางสำนักบริหารหนี้สาธารณะจะเป็นคนดูแล


พร้อมกันนี้ รมว.คลัง ได้กำชับให้ธนาคารรัฐต่างๆดูแลในเรื่องของมาตรการพักเงินต้นและดอกเบียให้ครอบคลุมลูกค้าทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ช่วยเหลือกลุ่มลูกค้าบ้านที่อยู่อาศัยเป็นพิเศษ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย ให้ดูแลผู้ส่งออกธุรกิจเอสเอ็มอี


ขณะที่ นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กล่าวว่า ในส่วนของการให้ซอฟท์โลนสำหรับธุรกิจสายการบินนั้น ขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาล แต่อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ ยังมีซอฟโลนของธปท. ที่ออกมาถึง 5 แสนล้านบาท ซึ่งหากจะนำไปใช้สำหรับสายการบิน ก็สามารถแก้ไข เพื่อให้ซอฟโลนแก่ธุรกิจนี้ เช่นเดียวกับกรณีของออมสิน แก้ไขซอฟโลนให้แก่นอนแบงก์


“ซอฟท์โลน 1.5 แสนล้านบาท ถูกแบงก์ นอนแบงก์ จองวงเงินใช้หมดแล้ว ในส่วนที่เราปล่อยกู้ 1.5 หมื่นล้านบาท ก็หมด”


ส่วนความคืบหน้าของผู้ลงทะเบียนยื่นขอสินเชื่อฉุกเฉินมีจำนวนประมาณ 2 ล้านรายเศษ ซึ่งจะแบ่งเป็นกลุ่มสินเชื่อไม่เกิน 10,000 บาท จำนวนกว่า 1 .5 ล้านราย และกลุ่มสินเชื่อไม่เกิน 50,000 บาท จำนวน 6 แสนราย โดยเงินกู้จะเริ่มให้ได้ตั้งแต่วันที่ 7พ.ค. 2563 นี้เป็นไปต้น


ทั้งนี้ สินเชื่อฉุกเฉิน แบ่งเป็นผู้มีอาชีพอิสระให้วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท ดอกเบี้ย 0.10%ต่อเดือน (Flate Rate)ผ่อนสูงสุด 2 ปี ปลอดชำระเงินงวด 6 งวดแรก ไม่มีหลักประกัน และสำหรับผู้มีรายได้ประจำ วงเงินสูงสุดไม่เกิน 50,000 บาท อัตราดอกเบี้ย 0.35%ต่อเดือน (Flate Rate) ผ่อนชำระสูงสุด 3 ปี ต้องมีบุคคล/หลักประกัน

Share: