คาดเม็ดเงินลงทุน ‘กอง SSFX’ …ส่วนใหญ่กว่า 90% ไหลเข้าตลาดหุ้นมิ.ย. 20 นี้

เม็ดเงินของกลุ่ม “กองทุนรวมเพื่อการออมพิเศษ (SSF Extra :SSFX)” ทั้ง 18 กอง จาก 14 บลจ.ที่เสนอขายครั้งแรก (IPO) ในช่วงเดือนเม.ย. นี้ เป็นหนึ่งในความหวังที่จะเข้ามาช่วยพยุงตลาดหุ้นไทยไว้ได้ (อย่างน้อยก็ในช่วงที่มีการเสนอขายไปถึง 30 มิ.ย. 20 นี้)


‘กอง SSFX’ กว่า 89% เสนอขายเสร็จสิ้นไปก่อนวันที่ 15 เม.ย. 20 และครบทุกกองไปเมื่อ 21 เม.ย. 20 ที่ผ่านมา


ดัชนีหุ้นไทย (SET) ตั้งแต่วันที่ 13 เม.ย. – 24 เม.ย. 20 ปรับตัวขึ้นมาที่ระดับ 1,258.78 จุด บวกเพียงเล็กน้อย 1.28%


ในขณะที่ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวจาก ‘จุดต่ำสุด’ (วันที่ 13 มี.ค. 20) จากระดับ 969.08 จุด ขึ้นมาแล้วกว่า 30%


ความคาดหวังกับความเป็นจริงอาจต่างกันออกไป ใครที่จะวางเงินไว้ในตลาดหุ้นโดยคาดหวังเม็ดเงินจาก ‘กอง SSFX’ วันนี้ ทีมงาน ‘Wealthythai’ มีเรื่องราวเชิงสถิติที่น่าสนใจมาฝากกันเช่นเคย

 

 

คาดเม็ดเงินลงทุนสุทธิ ‘กอง SSFX’…เฉลี่ย 1.2 หมื่นล้านบาท

หนึ่งในความคาดหวังจาก ‘กอง SSFX’ คือเม็ดเงินลงทุนที่จะไหลเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทยนั่นเอง เรียกว่ารัฐจัดให้มาเพื่อตอบโจทย์นี้โดยเฉพาะ แต่ก็ต้องทำใจเพราะไม่ได้อยู่ในแผนดั้งเดิมแต่ประการใด ในเรื่องตัวเลขเม็ดเงินนี้ โบรกเกอร์ก็มีการประมาณการกันออกมาหลากหลายมากบ้าง น้อยบ้าง แตกต่างกันไป


“แต่หากอิงจากข้อมูลเงินลงทุนสุทธิใน ‘กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF)’ เฉลี่ยต่อปีที่ 30,000 ล้านบาท (ซึ่งทาง Morningstar ก็ย้ำเสมอมาว่าเม็ดเงินนี้มีขนาดน้อยมากจนไม่มีผลกระทบต่อตลาดแต่ประการใด) วงเงินลงทุนใน ‘กอง SSFX’ จำกัดที่ 200,000 บาท คิดเป็น 40% ของวงเงินลงทุนใน ‘กอง LTF’ ที่ 500,000 บาท นั้น จะได้ตัวเลขลงทุนสุทธิประมาณ 12,000 ล้านบาท (น้อยลงไปอีก) บนสมมติฐานว่ากลุ่มผู้ลงทุนใน ‘กอง LTF’ เดิมน่าจะเข้ามาใช้สิทธิกันเต็มที่นะ แต่ถ้าเงื่อนไขเวลาลงทุนตั้งแต่ 10 ปี มีผลต่อการตัดสินใจลงทุน ก็อาจทำให้ตัวเลขดังกล่าวต่ำกว่านี้ลงไปได้อีกเช่นกัน”

 

 

เม็ดเงินลงทุนสุทธิ 90% กว่า 1.0 หมื่นล้านบาท ...จะไหลเข้าในช่วงเดือนมิ.ย.20

ดังนั้นตัวเลขที่บางโบกรประเมินไว้ที่ 12,000 ล้านบาท (แม้จะค้านสายตากองเชียร์ไปบ้าง) แต่ก็ไม่ใช่ไม่มีเหตุผลแต่ประการใด และช่วงเวลาการลงทุนเพื่อให้ได้สิทธิก็จำกัดเพียงแค่ 3 เดือน (1 เม.ย. -30 มิ.ย. 20) เท่านั้น ซึ่งเดือนเม.ย. ก็ถือเป็นช่วงของการขายครั้งแรก IPO เป็นสำคัญ จึงไม่น่าแปลกใจว่า...ตัวเลขที่โบรกเกอร์บางรายประมาณการมาได้ในเดือนเม.ย.นี้ไม่มากนัก เฉลี่ยประมาณ 1,100 ล้านบาท เท่านั้น (เล่นเอาหลายคนฝันค้างไปตามๆ กัน) หลังจากนี้อาจมีอีก 5 บลจ.เสนอขายออกมาเพิ่มเติมอีกเล็กน้อย


และยอดขายก็ไม่มีอะไรพลิกโผ เพราะ ‘กอง SSFX’ ออกมาตอบโจทย์กลุ่มนักลงทุนใน ‘กอง LTF’ เดิม บลจ.ที่มีฐานลูกค้ากลุ่มนี้มากในมือ ก็จะเป็นบลจ.ที่มียอดขาย ‘กอง SSFX’ มากตามไปด้วย เป็นข้อมูลเชิงสถิติปกติเช่นกัน


“หากอิงพฤติกรรมเดิมของกลุ่มนักลงทุนไทย การลงทุนใน ‘กอง LTF’ ถือเป็น ‘ฤดูกาล’ เช่นกัน เงินส่วนใหญ่กว่า 90% จะไหลเข้ามาลงทุนในช่วงโค้งสุดท้าย ถ้าอิงสมมติฐานนี้เม็ดเงินลงทุนสุทธิกว่า 10,000 ล้านบาท จะไหลเข้าในช่วงเดือนมิ.ย.20 เป็นสำคัญ โดยเฉพาะในช่วงสุดท้ายของการขายเพื่อใช้สิทธินั่นเอง”

 

 

“หุ้นใหญ่”...เป็นเป้าหมายหลักของ ‘กอง SSFX’

นอกจากเรื่องของ ‘เม็ดเงินลงทุนสุทธิ’ ผ่าน ‘กอง SSFX’ ที่นักลงทุนให้ความสนใจแล้ว อีกเรื่องที่นักลงทุนในตลาดหุ้นสนใจไม่แพ้กันนั่น คือ เป้าหมายของเม็ดเงินลงทุนของกองทุนเหล่านี้นั่นเอง


หากนักลงทุนทำความเข้าใจกับข้อมูลเชิงสถิติของกลุ่ม ‘กองหุ้นไทย’ ก็จะไขปริศนาที่ต้องการทราบได้ไม่ยากนัก ในกองหุ้นไทยทั้ง 100% นั้น มากกว่า 90% เป็นกลุ่ม ‘กองหุ้นใหญ่’ ที่เหลือเป็นกลุ่ม ‘กองหุ้นขนาดกลาง-เล็ก’ และ ‘กองหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรม’ (ตามการแบ่งกลุ่มของ Morningstar)


ไม่ต่างกันใน 100% มากกว่า 90% เป็นกลุ่ม ‘กองหุ้นทั่วไป’ และ ‘กองหุ้นขนาดใหญ่’ ที่เหลือเป็นกลุ่ม ‘กองหุ้นขนาดกลาง-เล็ก’ (ตามการแบ่งกลุ่มของ สมาคมบริษัทจัดการลงทุน : AIMC)

 

 

ในขณะที่กลุ่ม ‘กอง LTF’ ยังมีกองหุ้นขนาดกลาง-เล็ก โผล่มาเป็นทางเลือกให้บ้างนั้น แต่ ‘กอง SSFX’ ซึ่งมีระยะเวลาการลงทุนที่ยาวกว่าตั้งแต่ 10 ปี ขึ้นไป ยังไม่มีกองทุนหุ้นขนาดกลาง-เล็กมาเป็นทางเลือกแต่ประการใด


“ส่วนใหญ่ก็จะเป็น ‘กองหุ้นทั่วไป’ ซึ่งลงทุนได้ทุกประเภท และแน่นอนว่าส่วนใหญ่ก็จะลงทุนใน ‘หุ้นใหญ่’ เป็นองค์ประกอบที่สำคัญ โดยอาจจะขยับไปยัง ‘หุ้นขนาดกลาง-เล็ก’ เพื่อโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่แตกต่าง อีก 28% เป็น ‘กองทุนดัชนี’ ที่ลงทุนในหุ้นเกือบจะ 100% ตามองค์ประกอบดัชนีนั่นเอง”


เหตุผลสำคัญเพราะ ‘กอง SSFX’ เป็นกองทุนหุ้น มีดัชนีเทียบวัดเป็นผลตอบแทนรวมดัชนีหุ้นไทย (SET TRI) ถ้าแกนหลักของพอร์ตไม่เกาะไปกับ SET TRI อาจทำให้ผลตอบแทนต่างไปจากดัชนีเทียบวัดได้ทั้ง ‘ทางบวก’ และ ‘ทางลบ’ มากกว่าที่ควรจะเป็น ดังนั้นส่วนใหญ่ (ไม่ใช่ทั้งหมดทุกกองหุ้นนะ) จึงยังโฟกัสไปในหุ้นที่เป็นองค์ประกอบของดัชนีเทียบวัดนั่นเอง


“หุ้น 10 อันดับแรก ในดัชนี SET100 คิดเป็นน้ำหนักในดัชนีกว่า 47.69% จึงถือเป็นหนึ่งในเป้าหมายของเม็ดเงินของ ‘กอง SSFX’ รวมถึงหุ้นที่มีขนาดใหญ่และเป็นหุ้นครีมในแต่ละหมวดอุตสาหกรรม เช่น AWC ,BAM ด้วยเช่นกัน จุดที่ต่างกัน คือ การเลือกหุ้น และการให้น้ำหนักหุ้นแต่ละตัวของแต่ละกองทุนเป็นสำคัญ”



ไม่ต่างอะไรกับการลงทุนหุ้นโดยตรง ‘หุ้นตัวเดียวกัน’ บางคนก็กำไร บางคนก็ขาดทุน เพราะจังหวะในการเข้าลงทุนและการให้น้ำหนักที่แตกต่างกันไปนั่นเอง ‘กองทุนหุ้น’ ก็เช่นเดียวกัน (อย่าแปลกใจถ้าเห็นหุ้น Top5 หน้าตาใกล้เคียงกัน) แต่มุมมองกองทุนนั้นจะเลือกลงทุน ‘ระยะยาว’ มองพื้นฐานและมูลค่าประกอบกัน หุ้นดีราคาแพงก็อาจไม่ใช่จังหวะลงทุนในตอนนี้ได้เช่นกัน นี่จึงยังคงเป็น ‘ความลับในการลงทุน’ ของแต่ละบลจ.จวบจนปัจจุบันนั่นเอง

Share: