เช็ค 3 หุ้นบริหารสินทรัพย์ ไตรมาสแรก JMT มีลุ้นกำไรโตสวนกลุ่ม

ในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ทำให้ตลาดหุ้นปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง แม้กระทั่งหุ้นกลุ่ม “บริหารสินทรัพย์” ที่ต่างมองว่า จัดอยู่ในหุ้นที่มีความปลอดภัย และในช่วงที่ผ่านมาต่างเคลมกันว่าเป็นหุ้นกลุ่มที่ได้รับผลดีทั้งในช่วงเศรษฐกิจขาลงและเศรษฐกิจสดใส


สำหรับปัจจุบันมีบริษัทบริหารสินทรัพย์ที่ซื้อขายอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ รวมกันแล้วมีจำนวน 3 แห่ง คือ JMT,CHAYO และ BAM  โดยรอบงบไตรมาส 1/2563 ได้ผ่านไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และขณะนี้เชื่อว่านักลงทุนคงเฝ้าจับตากันดูว่าหุ้นในดวงใจจะรายงานผลประกอบการออกมาในทิศทางไหน ซึ่งคงไม่ช้าเกินรอคอยที่เราจะได้รู้ผลในเร็วๆ นี้ แต่อย่างไรก็ตาม วันนี้ Wealthy Thai ได้รวบรวมคาดการณ์งบไตรมาส 1/2563 จากนักวิเคราะห์มาให้นักลงทุนได้ชมเชยกันก่อนว่า ในแต่ละบริษัทของกลุ่มนี้เป็นอย่างไรกันบ้าง

 

 

BAM COVID-19 ไม่สะเทือนปันผล

เริ่มจาก BAM ถือเป็นพี่ใหญ่ของวงการนี้ โดยนักวิเคราะห์  บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า COVID-19 อาจกระทบ แต่ไม่กระเทือนปันผล โดยยังคงมุมมองเดิมต่อความสามารถการจ่ายปันผลใน 12 เดือนข้างหน้า แม้บริษัทจะมีมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ปรับโครงสร้าง และลูกค้าที่ซื้อสินทรัพย์รอการขาย (NPA) แบบผ่อนชำระที่ได้รับผลกระทบสามารถพักชำระหนี้ได้ 3 เดือน เช่นเดียวกับธนาคารพาณิชย์ แต่ประเมินว่า ผลกระทบจะจำกัด


ทั้งนี้ เนื่องจาก 1.กลุ่มลูกหนี้ NPL ที่หลักประกันมูลค่า 1-5 ล้านบาท ที่คาดได้รับผลกระทบมีสัดส่วนราว 17%  2.บริษัทมีทรัพย์ใหญ่หลัก 10-1,000 ล้านบาท ออกประมูลขายในเดือน พ.ค. (คาดบันทึกได้ในไตรมาส 2/63) ซึ่งส่วนนี้ผลกระทบจาก COVID-19 จำกัด ชดเชยลูกหนี้ผ่อนที่หายไปชั่วคราว  3.เบื้องต้นยอดการเก็บเงินสดช่วงไตรมาส 1/2563 ยังใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ย 3 ปีย้อนหลัง ขณะการขายทรัพย์ยังเป็นปกติ


นอกจากนี้ผู้บริหารได้เปิดเผยว่า ตั้งแต่ต้นปีได้ซื้อทรัพย์ (NPL) แล้ว 5,000 ล้านบาท และมีโอกาสซื้อได้เกินกว่าเป้าที่ 7,000 ล้านบาท แต่อาจไม่มากกว่าปีก่อนที่ 12,000 ล้านบาท โดยได้ให้มุมมองเพิ่มเติมว่า เริ่มเห็นแนวโน้มที่ราคาประมูลถูกลงกว่าปีก่อนจากจำนวน NPL ในระบบที่เร่งตัว


ดังนั้นมองประเด็นดังกล่าวเป็นบวกที่จะช่วยเติมสินทรัพย์ในพอร์ต จากปัจจุบันที่ 1.15 แสนล้านบาท (ตีมูลค่าประเมิน 40 บาท/หุ้น) บริษัทสามารถใช้วงเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงินผู้ขาย NPL ได้ ทำให้ไม่มีปัญหาด้านสภาพคล่อง ก่อนที่จะกลับมาเก็บเกี่ยวได้ในช่วงครึ่งหลังปี 2563 ถึงปี 2564 ที่ความมั่นใจและกำลังซื้อของผู้บริโภคเริ่มเข้าสู่ภาวะปกติ โดยคาดว่าปี 2563 จะรายงานกำไรสุทธิที่ 3,859 ล้านบาด ลดลงจากปี 2562 ที่มีกำไรสุทธิ 6,549.30 ล้านบาท ยังแนะนำ “ซื้อ” เป้าหมาย 25 บาท

 

 

BAM ไตรมาส 1 ยังอ่อนตัว

ด้านนักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ เอเอสแอล จำกัด ระบุว่า แนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 1/2563 คาดว่าจะอ่อนตัวทั้งจากไตรมาสก่อน และจากช่วงเดียวกันของปีก่อน จาก 1. รายได้จากการขายหลักประกันในไตรมาสนี้ เทียบกับปีก่อนที่ฐานสูง เนื่องจาก มีการบันทึกกำไรจากการขายหลักประกันไป 3.2 พันล้านบาท ทำให้ลดลง จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน อ่อนตัวลง เนื่องจากในไตรมาส 4/2562 มีการขายที่ดินของไทยเมล่อน มูลค่ากว่า 1.5 พันล้านบาท 2. ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยและภาษีที่เพิ่มขึ้น โดยต้นทุนทางการเงินมีแนวโน้มสูงขึ้นจากการออกหุ้นกู้ที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงในช่วงครึ่งหลังปี 2562  และเริ่มจ่ายภาษีนิติบุคคล โดยเริ่มต้นแนะนำ “ซื้อ” ที่ราคาเป้าหมาย 27.60 บาท

 

 

JMT กำไรสุทธิไตรมาส 1 ฟอร์มเด่น

นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า JMT ในช่วง 2 เดือนแรกของปี 2563 การจัดเก็บเงินสดยังใกล้เคียงกับช่วงปลายปี ก่อนการระบาด COVID-19 เนื่องจาก หนี้ที่ไม่มีหลักประกัน ส่วนใหญ่มีความพยายามดีที่จะปรับปรุงสถานะเครดิตของตน และได้ผ่านการปรับโครงสร้างไปแล้วทั้งจำนวนและรอบการจ่ายอย่างเหมาะสม รวมทั้งหนี้ที่มีหลักประกัน การผ่อนต่องวดยังดำเนินตามปกติ มีเพียงส่วนน้อยมากที่ได้รับผลกระทบหนักและต้องการความช่วยเหลือในระยะสั้น (ลดเงินผ่อน/งวด 2-3 เดือน)


โดยประเมินยอดจัดเก็บเงินสดไตรมาส 1/2563 อยู่ระดับ 900  ล้านบาท แต่หากเทียบไตรมาส 4/2562 ทำได้ 931 ล้านบาท ส่วนธุรกิจประกันกรมธรรม์ COVID-19 นั้นได้รับผลตอบรับดีมาก แม้จะขาดทุนในไตรมาสนี้ เพราะต้องบันทึกค่าใช้จ่ายคอมมิชชั่นเข้ามาทันที ก่อนที่จะทยอยรับรู้รายได้ช่วงที่เหลือของปี เบื้องต้นคาดกำไรสุทธิงวดไตรมาส 1/2563 อยู่ในกรอบ 190-200 ล้านบาท  ทรงตัวจากไตรมาส 4/2563 แต่เพิ่มขึ้น 30-38% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

 

 

โอกาสเลือกของดีในราคาเหมาะสม

ยังคงเห็นแนวโน้มของ NPL ในระบบจะยังเร่งตัว 0.5% ของสินเชื่อในระบบในปี 2563-2565 หรือคิดเป็นมูลค่า 5-6 หมื่นล้านบาท/ปี  จากสิ้นปีก่อนที่ 4% เท่ากับ 4.66 แสนล้านบาท. แม้จะมีมาตรการช่วยลูกหนี้พักชำระ 3-6 เดือน แต่ประเมินว่าผลกระทบยังกดดันไตรมาส 2-3 ขณะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจะค่อยเป็นค่อยไปในไตรมาส 4/2563 และต่อเนื่องไปในปี 2564

 

 

JMT มีวงเงินกู้แบงค์ 6 พันล้านบาท

ดังนั้นธนาคารจึงต้องทยอยขยายหนี้ด้อยคุณภาพบางส่วนไปพร้อมกัน เป็นโอกาสที่จะเลือกตุนหนี้เข้าพอร์ต  JMT ยังมีวงเงินกู้จากธนาคารกว่า 6 พันล้านบาท จากหลายสถาบันการเงิน ทำให้ประเด็นสภาพคล่องนั้นไม่น่ากังวล คงคำแนะนำ ซื้อ ราคาเหมาะสม 21.60 บาท โดยคาดปี 2563 จะมีกำไรสุทธิ 872 ล้านบาท เติบโตจากปี 2562 ที่มีกำไรสุทธิ 681 ล้านบาท ส่วนความเสี่ยง คือ สภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัวอาจส่งผลต่อการจัดเก็บเงินสด,ความเสี่ยงจากการแข่งขันในอุตสาหกรรม

 

 

CHAYO โบรกเสียงแตก

นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ระบุว่า แนวโน้มกำไรสุทธิงวดไตรมาส 1/2563 จะอ่อนตัวต่อเนื่อง จากการรับรู้ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยเต็มงวด และแนวโน้มการจัดเก็บหนี้ที่อ่อนแอลง จากกฎหมายตามหนี้ใหม่ และแรงกดดันจากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ


โดยคาดว่าปี 2563 จะมีรายงานกำไรสุทธิ 136 ล้านบาท เติบโต 22.30% จากปี 2562 และปี 2564 คาดมีกำไรสุทธิ 174 ล้านบาท เติบโต 28% จากปี 2563 จากแนวโน้มการขายหลักประกันของบริษัท ออกไปได้อย่างต่อเนื่อง และผลบวกจากการเร่งขายหนี้สินด้อยคุณภาพของ ธ.พ. เพื่อรองรับการใช้มาตรฐานบัญชี IFRS 9 ในปี2563 ซึ่งจะช่วยลดต้นทุน และเพิ่มผลตอบแทนของธุรกิจบริหารหนี้ โดยฝ่ายวิจัยยังไม่ได้รวมผลบวกจากการปรับใช้มาตรฐานบัญชี TFRS 9 เนื่องจากยังต้องรอความชดเจนจากผู้สอบบัญชี


ด้านนักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) ระบุว่า จากสถานการณ์การระบาดของไวรัส COVID-19  เป็นปัจจัยถ่วงความสามารถในการชำระเงินคืนของลูกหนี้บริษัท รวมไปถึง งานคดีของหนี้ที่มีหลักประกันอาจล่าช้าออกไป ทำให้ฝ่ายวิจัยปรับลดประมาณการกำไรสุทธิปี 2563-2564 ลง 23% -18% ตามลำดับ โดยคาดว่าปี 2563 จะมีกำไรสุทธิ 110.50 ล้านบาท ลดลง 0.80%

 

 

ครึ่งแรกปี 63 ยังไม่สดใส

ทั้งนี้ แต่ด้วยแนวโน้มผลประกอบการในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2563 ที่ยังไม่สดใส จากผลกระทบของ COVID-19 ดังกล่าว จึงแนะนำนักลงทุน หาจังหวะเข้าลงทุนในช่วงครึ่งปีหลัง 2563 หรือเมื่อเริ่มเห็นการระบาดของไวรัสคลี่คลายไปในทางบวก ให้ราคาเป้าหมายปี 2563  ใหม่อยู่ที่ 4.52 บาทหุ้น

 

Share: