“โลก” ยังไม่ให้ความร่วมมือ...ลด ‘ภาวะโลกร้อน’!!!

แม้เรื่องผลของ ‘ภาวะโลกร้อน’ ดั่งเช่น เหตุการณ์ไฟไหม้ป่าในออสเตรเลียครั้งหลังสุด จะเป็นข้อกังวลของคนทั่วโลก แต่ดูเหมือนสังคมโลกก็มิได้ร่วมมือกันผลักดันนโยบายเพื่อแก้ไขเรื่องดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม สาเหตุเนื่องจากความท้าทาย 3 เรื่องใหญ่

 

ปัจจัยท้าทายแรก คือ แต่ละประเทศและแต่ละอุตสาหกรรมต่างได้รับผลกระทบจากภาวะโลกร้อนมากน้อยแตกต่างกัน ประเทศสหรัฐอเมริกาและกลุ่มประเทศในยุโรปมีความเห็นแตกต่างกัน และมีความขัดแย้งมาโดยตลอด และคงเป็นการยากที่จะมีการออกนโยบายใดๆ ที่ทุกฝ่ายเห็นชอบเหมือนกันหมด ผู้ที่ได้ประโยชน์ย่อมอยากผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเต็มที่ ขณะที่ผู้เสียประโยชน์ก็พยายามจะปิดกั้น ขัดขวาง เพื่อลดผลกระทบของฝ่ายตน

 

ประการที่สอง เรื่องภาวะโลกร้อนไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนในมุมมองของรัฐบาลหลายประเทศ ดังนั้น ชนชั้นปกครองคงไม่อยากนำเสนอนโยบายที่สร้างผลกระทบต่อฐานเสียงทางการเมืองของตนเอง และมักเลือกที่จะดำเนินการในเรื่องที่ให้ผลดีในระยะสั้นมากกว่า

 

ประการสุดท้าย แม้ว่านักวิทยาศาสตร์จะชี้ให้เห็นความเชื่อมโยงกันระหว่างปริมาณคาร์บอน

 

ไดอ๊อกไซด์และภาวะเรือนกระจก แต่ไม่อาจมีข้อสรุปที่แน่ชัดว่า อุณหภูมิโลกจะเพิ่มขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์ใน 20-30 ปีจากนี้ สังคมโลกจึงเห็นไม่ชัดว่าวิกฤตการณ์นี้จะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ และจะรุนแรงแค่ไหน ทำให้ความเร่งด่วนของการเยียวยาแก้ไขปัญหาอ่อนด้อยลงไป

 

“ปัญหาโลกร้อนและความไม่แน่นอนของนโยบายการแก้ปัญหาได้สร้างผลกระทบต่อนักลงทุนสถาบันและกองทุนต่างๆ เป็นอย่างมาก อุตสาหกรรมน้ำมันและถ่านหินเป็นอุตสาหกรรมใหญ่ที่นักลงทุนเหล่านี้ต้องลงทุนโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้และหากจะยังลงทุนแบบเดิมต่อไป”

 

 

นอกจากอาจถูกประณามว่าไม่สนใจสิ่งแวดล้อม และหากเกิดการขับเคลื่อนนโยบายอย่างขนานใหญ่ เช่นเก็บภาษีคาร์บอนต่ออุตสาหกรรมสกปรก พอร์ตการลงทุนคงได้รับผลกระทบอย่างหนัก ในทางตรงข้าม หากจะลงทุนแบบ ‘Pure Play’ หรือ การลงทุนในธุรกิจสีเขียวอย่างเต็มกำลังเช่นพลังงานน้ำ พลังงานลม แล้วกลับไม่มีการขับเคลื่อนนโยบายอย่างจริงจังแล้ว ธุรกิจที่ได้ลงทุนไปคงจะดีแค่ภาพลักษณ์ แต่ไม่อาจสร้างผลตอบแทนที่ดีได้ 

 

“ท้ายที่สุด ‘ผู้จัดการกองทุน’ คงเอาตัวไม่รอด และความกลัวนี้ก็มิได้เกินจริงเลย เพราะกลยุทธ์แบบ Pure Play ระหว่างปี 2007-2014 ให้ผลตอบแทนที่ต่ำกว่าตัวเทียบวัดอย่างมีนัยสำคัญ (จากภาพ)”

 

 

วารสาร ‘Financial Analysts Journal’ ฉบับที่ 72 ปี 2016 ได้แนะนำให้นักลงทุนสถาบันลงทุนในธุรกิจที่มี carbon ต่ำ (Decarbonized Index) เช่นโรงกลั่นน้ำมันที่มีประสิทธิภาพสูง ปล่อยมลภาวะน้อยโดยเฉลี่ย ดัชนีนี้ประกอบด้วยกิจการที่มีระดับของคาร์บอนต่ำกว่าดัชนีทั่วไปถึงร้อยละ 50 แต่ก็ให้ผลตอบแทนที่ดีไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าดัชนีของอุตสาหกรรมฟอสซิลทั่วไป

 

“การลงทุนที่ผูกกับดัชนีคาร์บอนต่ำนี้จึงไม่ทำให้นักลงทุนต้องเสียเปรียบแม้การขับเคลื่อนนโยบายแก้ปัญหาโลกร้อนจะเป็นไปอย่างล่าช้า แต่ในทางกลับกัน หากเกิดการเร่งเครื่องเรื่องนโยบายนี้แล้ว กองทุนฯ ย่อมได้รับผลดีจากนโยบายอย่างแน่นอน กลยุทธ์การลงทุนแบบนี้จึงมีลักษณะ Win-Win ได้ทั้งภาพลักษณ์และได้ทั้งผลตอบแทน ข้อเสนอนี้จึงน่าสนใจมากสำหรับอุตสาหกรรมการจัดการกองทุนซึ่งมีการแข่งขันอย่างรุนแรงในปัจจุบัน”

 

Source: Hedging Climate Risk, FAJ volume 72,2016

 

Share: