“บลจ.กสิกรไทย”...ส่ง 4 ‘กอง SSF 4 สไตล์’ ขาย 8 พ.ค. และ 11 พ.ค. นี้

“บลจ.กสิกรไทย”...ส่ง 4 ‘กอง SSF’ ทั้งกองทุน K-FIXEDPLUS-SSF, K-STAR-SSF, K-GINCOME-SSF และ K-CHANGE-SSF ที่สอดรับกับ New Normal คว้าโอกาสลดภาษีและทยอยลงทุนเพื่อเป้าหมายทำกำไรในระยะยาว


นายวศิน วณิชย์วรนันต์ ประธานกรรมการบริหาร บลจ.กสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า หลังจากที่บริษัทได้เปิดเสนอขาย ‘กองทุนรวมเพื่อการออมแบบพิเศษ (Super Savings Fund Extra: SSFX)’ อย่าง ‘กองทุน K-SUPSTAR-SSFX’ ไปเมื่อต้นเดือนเม.ย. ที่ผ่านมา ได้มีผู้ลงทุนเป็นจำนวนมากให้ความสนใจลงทุน แม้ว่าตัวเลขภาพรวมทั้งอุตสาหกรรมยังไม่สูงมากนัก เหตุจากดัชนีตลาดหุ้นปรับตัวสูงขึ้น และผู้ลงทุนยังคงมีความกังวลต่อสถานการณ์ COVID-19 แต่เชื่อว่าบรรยากาศการลงทุนจะกลับมาเป็นปกติในไม่ช้า


ทั้งนี้บริษัทได้จัดตั้ง ‘กองทุนรวมเพื่อการออม (Super Savings Fund: SSF)’ 4 กองทุน ได้แก่

-‘กองทุนเปิดเค ตราสารหนี้ พลัส ชนิดเพื่อการออม (K-FIXEDPLUS-SSF)’
-‘กองทุนเปิดเค สตาร์ หุ้นทุน ชนิดเพื่อการออม (K-STAR-SSF)’

ซึ่งเปิดเสนอขายตั้งแต่วันที่ 8 พ.ค. 20 เป็นต้นไป


-‘กองทุนเปิดเค โกลบอล อินคัม ชนิดเพื่อการออม (K-GINCOME-SSF)’
-‘กองทุนเปิดเค พอสซิทีฟ เชนจ์ หุ้นทุน ชนิดเพื่อการออม (K-CHANGE-SSF)’

จะเปิดเสนอขายตั้งแต่วันที่ 11 พ.ค. 20 เป็นต้นไป

 

(วศิน วณิชย์วรนันต์)

 

 

“สำหรับกองทุน SSF ทั้ง 4 กองทุนของบริษัท เป็นการแบ่งชนิดหน่วยลงทุน (Share Class) จากกองทุนรวมเดิมที่มีการบริหารจัดการและผลการดำเนินงานที่โดดเด่นในแต่ละประเภทสินทรัพย์ มีนโยบายการลงทุนที่ สามารถตอบโจทย์ New Normal ได้เป็นอย่างดี ซึ่งทั้ง 4 กองทุนสามารถนำมาผสมผสานเพื่อการจัดพอร์ตได้ตามความเหมาะสมของผู้ลงทุน”


โดย ‘กอง K-FIXEDPLUS-SSF’ จะเน้นกระจายลงทุนในตราสารหนี้ระยะกลาง-ยาวคุณภาพดีทั้งในและต่างประเทศ ผ่านกลยุทธ์การบริหารพอร์ตแบบเชิงรุก (Active Investment Management) เหมาะสำหรับผู้ที่เริ่มออมและรับความเสี่ยงและความผันผวนได้ต่ำ


ในขณะที่ ‘กอง K-GINCOME-SSF’ เน้นกระจายลงทุนในสินทรัพย์หลากหลายประเภททั่วโลกกว่า 2,500 สินทรัพย์ และมีผู้เชี่ยวชาญในแต่ละประเภทสินทรัพย์ทำหน้าที่มุ่งหาโอกาสการลงทุนในสินทรัพย์ที่สร้างรายรับได้อย่างสม่ำเสมอ โดยกองทุนมีนโยบายจ่ายเงินปันผลไม่เกินปีละ 4 ครั้ง เหมาะสำหรับผู้ที่รับความเสี่ยงได้ปานกลาง


และสำหรับผู้ลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูง ขอแนะนำ ‘กอง K-SUPSTAR-SSFX’ และ/หรือ ‘K-STAR-SSF’ โดยทั้ง 2 กองทุนมีนโยบายการลงทุนที่เหมือนกัน คือ เน้นลงทุนในหุ้นบริษัทชั้นนำของไทยที่มีศักยภาพเติบโตในระยะยาว ผ่านกลยุทธ์จับจังหวะซื้อ-ขาย (Tactical Trading) เพื่อโอกาสทำกำไรในทุกช่วง ซึ่งกลยุทธ์ดังกล่าวเป็นกลยุทธ์เดียวกันกับที่ใช้บริหารกองทุน K-STAR-A(R) กองทุนหุ้นไทยที่มีความโดดเด่นในเรื่องการสร้างผลตอบแทนที่ดีอย่างสม่ำเสมอ และได้รับการจัดอันดับ 5 ดาวจาก Morningstar ในประเภท Overall Rating (ข้อมูล ณ วันที่ 31 มี.ค. 20) 


“นอกจากนี้ สำหรับผู้ที่รับความเสี่ยงได้สูงและต้องการทำกำไรจากการลงทุนในหุ้นต่างประเทศ ขอแนะนำ ‘กอง K-CHANGE-SSF’ ที่เน้นลงทุนในหุ้นของบริษัททั่วโลกที่สร้างผลเชิงบวกต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน และมีอัตราการเติบโตสูง (Growth Stock) โดยลงทุนผ่านกองทุนหลัก Baillie Gifford Positive Change Fund - Class B accumulation (GBP) ที่ได้รับการจัดอันดับ 5 ดาวจาก Morningstar (ข้อมูล ณ 31 มี.ค. 20)”


นายวศิน ยังกล่าวอีกว่า สำหรับภาพรวมการลงทุนมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องขานรับการคลายมาตรการล็อกดาวน์ รวมถึงธนาคารกลางของประเทศแกนหลักต่างยังคงดำเนินนโยบายทางการเงินแบบผ่อนคลาย ในขณะที่นักลงทุนทั่วโลกยังคงมีความระมัดระวังในการลงทุนอยู่ อย่างไรก็ตาม ตลาดอาจได้รับแรงกดดันในระยะสั้นทำให้ยังผันผวนสูง และเคลื่อนไหวตามทิศทางของสถานการณ์ COVID-19  มาตรการเยียวยาที่ทยอยออกมา และผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในไตรมาส 1 ปี 2020 โดยผู้ลงทุนยังคงต้องติดตามปัจจัยที่มีผลต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในระยะถัดไป ซึ่งจะขึ้นกับความสามารถในการควบคุมการแพร่ระบาดของแต่ละประเทศ ความสำเร็จในการค้นพบวัคซีน รวมถึงประสิทธิภาพของมาตรการเยียวยาที่แต่ละประเทศต่างเร่งออกมาใช้รวดเร็วกว่าในอดีตเป็นอย่างมาก


“ในช่วงเวลานี้ถือเป็นจังหวะที่เหมาะต่อการทยอยเข้าลงทุนใน ‘กอง SSFX’ และ ‘SSF’ เพื่อโอกาสทำกำไรในระยะยาว รวมถึงได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีด้วย ทั้งนี้ สำหรับผู้ที่ระดับเสี่ยงได้สูง แนะนำให้ลงทุนในกองทุน SSFX ให้เต็มสิทธิ์ภายในวันที่ 30 มิ.ย. 20 เพื่อรับสิทธิ์พิเศษในการลดหย่อนภาษีเพิ่ม 200,000 บาท (ไม่รวมกับยอดลงทุนในกองทุน SSF) แล้วจึงค่อยกระจายการลงทุนมายังกองทุน SSF ซึ่งลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 30% ของเงินได้พึงประเมิน แต่ไม่เกิน 200,000 บาท อย่างไรก็ตาม ผู้ลงทุนต้องถือครองหน่วยลงทุนเป็นระยะเวลา 10 ปี นับจากวันที่ซื้อหน่วยลงทุน และ กำไรจากการขายคืนจะได้รับการยกเว้นภาษี หากผู้ลงทุนปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนด”


สำหรับผู้ลงทุนที่สนใจ ‘กอง SSFX’ และ ‘SSF’ ของบลจ.กสิกรไทย สามารถเริ่มต้นลงทุนได้เพียง 500 บาท

Share: