คลายล็อคธุรกิจเจ็บ "แต่ไม่จบ" เศรษฐกิจฟื้นไม่เท่าเดิม

แม้ว่า รัฐบาลตัดสินใจขยายพ.ร.ก.ฉุกเฉินไปจนถึง 31 พ.ค. 2563 และคงสถานะเคอร์ฟิวช่วงเวลา 22.00-04.00 น. เช่นเดิม หลังจากเกิดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 มานานกว่า 2 เดือนแล้ว


แต่จะมีการทยอยคลายล็อคดาวน์รอบแรกใน 6 ธุรกิจ เปิดดำเนินการได้ภายใต้มาตรฐานกลางที่ศบค. กำหนด เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดโควิด-19 ได้แก่  ร้านอาหาร ตลาดและตลาดนัด สวนสาธารณะ ร้านตัดผมร้านเสริมสวย ร้านตัดขนสัตว์และคลินิก สนามกอล์ฟ ฯลฯ


แล้วเศรษฐกิจไทยต่อจากนี้จะฟื้นตัวเป็นอย่างไร มาดูมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์กัน

 

 

เศรษฐกิจกลับมาไม่ถึงครึ่งของภาวะปกติ

นางสาวถนอมศรี ฟองอรุณรุ่ง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร ซึ่งอยู่ในเครือกลุ่มการเงินเกียรตินาคิน-ภัทร (KKP) ฉายภาพเป็นฉากๆ ดังนี้


เมื่อมีการทยอยคลายล็อคดาวน์บางธุรกิจกลับมาให้บริการ (Re-open) นั้น เธอบอกว่า หลังธุรกิจกลับมาเปิดดำเนินการ ทุกอย่างคงไม่เหมือนเดิมเมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดโควิด-19 เนื่องจากมี 2 ประเด็นที่ต้องคำนึง คือ


ข้อจำกัดของกฏเกณฑ์ต่างๆที่ต้องระมัดระวังของผู้ให้บริการ ทำให้การกลับมาเปิดให้บริการจะทำได้ “น้อยกว่า” ช่วงก่อนเกิดโควิด-19 และ 2  Demand หรือความต้องการซื้อของผู้บริโภค คงกลับมาไม่เท่าเดิม ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นกับการเตรียมความพร้อมของธุรกิจที่จะกลับมาเปิดใหม่ เพราะการขายหน้าร้านจะน้อยลงแน่นอน จะทำการตลาดอย่างไร จะใช้ช่องทาง Delivery อย่างไรที่มาชดเชยส่วนที่ลดหายไป


ดังนั้น ธุรกิจที่กลับมาเปิดใหม่ เช่น ร้านอาหารอาจกลับมาได้ตั้งแต่ 20-40%ได้ และหากเป็นร้านอาหารใหญ่ หากยอดขายได้ไม่ถึงครึ่งของช่วงก่อนเกิดโควิด-19  ก็จะไม่คุ้มต้นทุนหรืออยู่รอดได้แน่นอน


“แม้ตอนนี้จะกลับมาเปิดให้บริการ ก็ทำได้แค่ครึ่งเดียว เพราะต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดของศบค. ดังนั้น คนเข้าร้านได้น้อยลง พนักงานก็ใช้น้อยลงไปด้วย และอาจมีการลดชั่วโมงการทำงาน เพราะฉะนั้นก็วนกลับมาเรื่องกำลังซื้อที่ระดับต่ำอยู่ แม้เศรษฐกิจกลับมาคลายล็อคดาวน์ ภาคการบริโภคก็ยังไม่ดี”

 

 

รัฐบาลอัดฉีดเงินก้อนใหญ่แต่รอบหมุนต่ำ

โดยพระเอกที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยเวลานี้ จึงมีเพียง “ภาครัฐ” ที่มาช่วยทั้งเรื่องเยียวยาบรรเทาผลกระทบ ซึ่งก็ได้ทำแล้ว คือ การเติมรายได้หรือให้เงิน และอีกด้าน  การกระตุ้นรายจ่าย ซึ่งในสถานการณ์COVID-19 จะเกี่ยวกับการใช้จ่ายด้านสาธารณสุข 


“รัฐบาลทุ่มเงิน 1.9 ล้านล้านบาท  ใส่ระบบเศรษฐกิจ ทำได้แค่ประคองเศรษฐกิจช่วงล็อกดาวน์ 2-3 เดือนนี้ แต่ก็ไม่ได้เกิดการหมุนเวียนมาก เนื่องจากขณะนี้ภาคธุรกิจหยุดชะงัก ขาดสภาพคล่องกัน บางธุรกิจต้องปิดกิจการ เพราะสายป่านสั้น  ดังนั้นขึ้นกับแต่ละอุตสาหกรรมที่มีสภาพคล่องไม่เท่ากันด้วย และการลดต้นทุนดำเนินการต่างๆ เพื่อให้อยู่รอดได้”


ทั้งนี้ เม็ดเงิน 1.9 ล้านล้านบาท โดยจะเป็นส่วนของรัฐบาล 1 ล้านล้านบาท สำหรับมาตรการเฟสแรก ที่เกี่ยวกับด้านเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 และด้านสาธารณสุข ส่วนอีก 4 แสนล้านบาท เป็นมาตรการสร้างเศรษฐกิจท้องถิ่น ชุมชน ซึ่งจะเป็นการสร้างงาน ส่วนอีก 9 แสนล้านบาท เป็นเม็ดเงินจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในการช่วยเสริมสภาพคล่องภาคธุรกิจเอสเอ็มอีด้วยการปล่อยสินเชื่อใหม่ดอกเบี้ยต่ำ(ซอฟโลน) 5 แสนล้านบาท และกองทุนเสริมสภาพคล่องตลาดตราสารหนี้ 4 แสนล้านบาท

 

 

ธุรกิจเปิดเสี่ยง "ไปไม่รอด"

นางสาวถนอมศรี ชี้ว่า  ภาคธุรกิจเอกชนในวันนี้ ยังคงมีความกังวลว่า จะพยุงตัวเองให้รอดผ่านสถานการณ์โควิดอีก 2-3 เดือนนี้ ได้อย่างไร แม้ว่าขณะนี้จะได้รับการดูแลเรื่องสภาพคล่องหรือเงินทุนหมุนเวียนด้วยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ และการพักชำระหนี้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย ดังนั้น หากมีคลายล็อกดาวน์ทั้งหมดแล้ว แต่ภาคธุรกิจก็ยังกลับมาไม่เหมือนเดิม ไม่ว่าจะเป็นด้านการใช้กำลังการผลิตเท่าเดิม และยังไม่เห็นการลงทุนของภาคเอกชนแน่นอนในปีนี้ ดังนั้น แม้จะมีธุรกิจบากลับมาเปิด อาจจะมีธุรกิจที่ไปไม่รอดต้องปิดกิจการในช่วงต่อจากนี้ 


ในด้านเศรษฐกิจการค้าต่างประเทศนั้น  ภาคส่งออกปีนี้  แม้ตัวเลขของไตรมาสแรกจะออกมาดีเกินคาด เนื่องมาจากการส่งออกชื้นส่วนอีเล็กทรอนิกส์ ที่ค่อนข้างดี แต่อย่างไรก็ตาม ไตรมาส 2 น่าจะออกมาแย่สุด และไตรมาส 3 จะค่อยๆดีขึ้น ภายใต้เงื่อนไขประเทศต่างๆ คลายล็อคดาวน์  และไม่เกิดการระบาดกลับมาเป็นครั้งที่สอง  ส่วนไตรมาส 4 การส่งออกน่าจะสถานการณ์ดีสุด


อย่างไรก็ตาม ช่วงไตรมาสสุดท้ายนี้ จะมีความเสี่ยงเรื่องฤดูหนาว ที่อาจทำให้การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสCOVID-19  วนกลับมาอีกได้ ดังนั้น แต่ละประเทศยังต้องให้ความระมัดระวังอย่างต่อเนื่อง


ส่วนการนำเข้า ตราบใดที่รัฐบาลยังไม่มีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานหรือสาธารณูปโภค  การนำเข้าคงหดตัวต่อไป

 

 

จับตาแผนปลุกชีพไทยเที่ยวไทย

ด้านภาคท่องเที่ยว จะฟื้นตัวได้หลังสุด โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติ แม้ว่าประเทศต่างๆเปิดให้เดินทางออกนอกประเทศ แต่ตราบใดที่ยังไม่มีวัคซีนหรือยาต้านCOVID-19 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ คงยังไม่กลับมาเท่าเดิมเหมือนปีที่แล้วที่มีจำนวน 40 ล้านคน


“วันนี้ ก้าวถัดไป จะต้องนั่งดูว่าภาคท่องเที่ยวจะกลับมาได้ในลักษณะไหน ซึ่งแต่ละกลุ่มก็กลับมาไม่เท่ากันด้วย โดยสถานการณ์ประเทศในเอเชีย จะสามารถคุมการแพร่ระบาดCOVID-19 ได้ดีกว่า นำโดย ไต้หวัน เกาหลีใต้  และจีน  ขณะที่ไทยก็มีผู้ติดเชื้อจำนวนลดลง  จะมีการจับมือเปิดให้เข้ามาท่องเที่ยวได้หรือไม่ ภายใต้การดูแลนักท่องเที่ยวต่างชาติ”


นางสาวถนอมศรี ประเมินว่า ในช่วงไตรมาส 3 นี้จะเห็นศบค. มีการผ่อนคลายล็อคดาวน์ที่มากขึ้น ซึ่งคาดว่าจะเห็นการกระตุ้นฟื้นท่องเที่ยวในประเทศก่อน แต่อย่างไรก็ตาม ภายใต้กำลังซื้อของคนไทยที่ลดลงมาก จึงคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวกลับมาไม่เกิน 40-50% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดCOVID-19 เพราะฉะนั้น อาจจะเห็นบางธุรกิจอยู่ไม่รอด หรืออาจเห็นการปิดกิจการได้ เพราะฉะนั้น รัฐจะมีมาตรการช่วยเหลือหรือไม่

 

 

เศรษฐกิจฟื้นตัวกลางปี 64

สำหรับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยปีนี้  นางสาวถนอมศรี กล่าวว่า น่าจะรูปโลโก้ไนกี้ หรือเครื่องหมาย “ถูก” คือ ไตรมาส 2 เศรษฐกิจ “ลงลึก” แล้วค่อยๆลากขึ้นมา ซึ่งจะต้องใช้เวลากว่า  3-4 ไตรมาส จะกลับมาถึงจุดเดิม นั่นคือประมาณช่วงไตรมาส 2-3 ในปีหน้า ที่จะเห็นทุกอย่างกลับมาใกล้เคียงกับช่วงก่อนเกิดโควิด-19 ได้ โดยมีปัจจัยบวก เรื่อง การค่อยๆเปิดเศรษฐกิจและหวังจะไม่มีการแพร่ระบาดโควิด-19 รอบ 2 (second wave) กลับมาใหม่


“ในช่วงจังหวะ 12-18 เดือนนั้น ด้านสาธารณสุขประเทศต่างๆ น่าจะเริ่มเห็นมียา หรือรู้วิธีรักษา วัคซีน จะยิ่งทำให้เห็นการฟื้นตัวขึ้นมาเป็นรูปโลโก้ ไนกี้”


ส่วนความเสี่ยงใหม่ นางสาวถนอมศรี กล่าวว่า จากสถานการณ์คนติดเชื้อโควิด-19 ใหม่ ประเทศต่างมีจำนวนเบาบางลงจนถึงอยู่ระดับทรงตัว รวมถึงประเทศไทยเริ่มควบคุมผู้ติดเชื้อใหม่ได้ แต่ทั้งนี้ก็เป็นผลจากการล็อคดาวน์ทั้งประเทศ ดังนั้น ในตอนเปิดกลับมา จะต้องติดตามว่าจะสามารถดูแลไม่ให้เกิดรอบ 2 ได้หรือไม่


แต่อย่างไรก็ตาม ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน ทั้งศคบ.รัฐบาล และประชาชน ต่างก็ระมัดระวังกันมากขึ้น จึงคาดว่าหากเกิดการแพร่ระบาดรอบ 2 หลังเปิดเมือง  ก็ไม่น่าจะมีสถานการณ์แย่กว่าเดิม แต่อาจทำให้เศรษฐกิจหยุดเป็นระยะๆได้ หรือมีการปิดหรือล็อคดาวน์เป็นส่วนๆ


ทั้งนี้ บล.ภัทร คาดการณ์ว่า ปี 2563 การขยายตัวของเศรษฐกิจ (GDP) ติดลบ 6.8% การบริโภคภาคเอกชน ติดลบ 4% การบริโภคภาครัฐขยายตัว 3% การลงทุนภาครัฐ 3.5% แต่ภาคเอกชนลงทุนติดลบ -6.5% ด้านอัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ 0.9%


ส่วนเศรษฐกิจภาคต่างประเทศ  คาดการณ์ปีนี้ มูลค่าการส่งออกติดลบ 10% และมูลค่าการนำเข้า -15% จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติอยู่ที่ 14.5 ล้านคน ส่วนดุลบัญชีเดินสะพัดลดลงเหลือ  15.7 พันล้านดอลลาร์  หรือคิดเป็นสัดส่วน 3.3%ของ GDP 

 

 

CIMBT คาด GDP ลงลึก 10% ไตรมาสสอง

สำหรับมุมมอง  ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย (CIMBT) ประเมินทิศทางเศรษฐกิจไทยรายไตรมาส ว่า ในช่วงไตรมาสแรก เศรษฐกิจไทยติดลบ 2.5% เนื่องจากยังไม่ได้รับผลกระทบเต็มไตรมาส  แต่ในไตรมาสสองนี้จะเห็นผลกระทบเต็มๆ ซึ่งกรณีเลวรายสุด มีโอกาสติดลบ 10.5% เทียบเท่าวิกฤตปี 2540 ทั้งปี


“ไตรมาสสอง เราประเมินภายใต้วิกฤติCOVID-19 ที่ทำให้รายได้ภาคท่องเที่ยวหายไปหมด และภาคส่งออกชะลอตัวแรงกว่าปกติ เพราะหลายๆประเทศตกอยู่ในภาวะเศรษฐกิจอ่อนแอ ส่วนในประเทศ เนื่องจากรัฐบาลได้ ล็อกดาวน์  ทำให้ภาคการบริโภคอ่อนแอ แต่ก็คาดการณ์ว่าในช่วงครึ่งปีหลัง (ตั้งแต่เดือนก.ค.) จะค่อยๆติดลบลดลงได้ ซึ่งจะทำให้ทั้งปี GDP ติดลบ 6.4%”

 

 

หวั่นคุมระบาดรอบสอง "เอาไม่อยู่"

ดร.อมรเทพ วิเคราะห์ว่า การเริ่มคลายล็อกดาวน์ภายในเดือนพ.ค.นี้  เป็นปัจจัยลบที่น่ากังวล คือความเสี่ยงการกลับมาระบาดรอบสอง ดังนั้น โจทย์ยากของการคลายล็อกดาวน์ คือ โมเดลของด้านสาธารณสุข  สิ่งสำคัญที่จะต้องทำมากที่สุด คือ การทดสอบ (Test) การติดเชื้อโควิดให้แก่ประชาชน ซึ่งจะต้องมีความพร้อมทั้งเครื่องมือTest และเทคโนโลยีการตรวจหาเชื้อ เพื่อไม่ให้คนติดเชื้อเข้าไปปนอยู่ในสังคมส่วนที่คลายล็อกดาวน์แล้ว ซึ่งขณะนี้มีข้อจำกัดทั้งเครื่องมือการTest และงบประมาณที่จำกัด


“เพราะฉะนั้น การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในช่วงคลายล็อกดาว คงอยู่ระดับต่ำ เพราะกว่าจะฟื้นตัวได้ต้องเจอหลายเรื่อง และผมคิดว่า (เศรษฐกิจไทย) คงไม่ได้กลับไปเหมือนเดิมด้วย ผมมองว่าเป็นตัว J กลับข้างจากด้านซ้ายเป็นด้านขวา คือ ลงลึก ฟื้นช้า โตต่ำกว่าเดิม ที่บอกว่าลงลึก เพราะคงต้องใช้เวลาเป็นปีกว่าจะเจอวัคซีน ซึ่งคนก็มองข้ามไปปีหน้าที่คาดเศรษฐกิจจะเริ่มฟื้น”


ในช่วงครึ่งปีหลัง เศรษฐกิจหดตัวจะค่อยๆลดลง เนื่องจากพอมีปัจจัยบวก หากรัฐอัดฉีดงบฯราว 4 แสนล้านบาทโดยเร็ว เพื่อสร้างงานและรายได้ให้แก่เศรษฐกิจชุมชน  การบริโภคภาครัฐจะขยายตัวได้ในช่วงไตรมาสที่ 2-4 ได้ราว 20% และจะมีส่วนให้ GDP หดตัวน้อยลง  พร้อมกับคาดหวังว่าการใช้เงินราว 1 ล้านล้านบาทใส่ระบบเศรษฐกิจจะเกิดรอบการหมุนของเม็ดเงินหลายๆรอบ (multiplier) ในเศรษฐกิจไทย

 

 

ส่งออกหงอย ประเทศต่างๆชูเศรษฐกิจภายใน

“ส่วนภาคส่งออก ยังคงติดลบมากกว่าคาด เนื่องจากเศรษฐกิจโลกย่ำแย่  หลังจากเกิดโควิด แต่ละประเทศจะหันมาพึ่งพาตนเอง ไม่ว่าจะเป็นด้านท่องเที่ยวในประเทศ การใช้จ่ายซื้อสินค้าในประเทศ ซึ่งจะเกิดกระแสanti –globalization ผมจึงมองว่า การฟื้นตัวกลับมาครั้งนี้ โลกจะไม่เหมือนเดิม ซึ่งเมื่อส่งออกไม่ได้เหมือนเดิม การโตของเศรษฐกิจก็จะต่ำ”


ในช่วงที่เกิดสงครามไวรัสCOVID-19แต่ละประเทศต่างหันมาใช้นโยบายพึ่งพาตนเอง คือเน้นดูแลเศรษฐกิจ ในประเทศตัวเองมากขึ้น รัฐบาลกระตุ้นให้คนเที่ยวในประเทศ ใช้จ่ายซื้อสินค้าในประเทศเป็นหลัก 

 

Share: