สรุปผลงานไตรมาส 1 BANPU กำไรพุ่ง BGRIM ร่วงแรง !! ส่วน CKP- EGCO พลิกขาดทุน

ช่วงนี้หลายๆบจ.ทยอยประกาศงบอย่างต่อเนื่อง โดยวันนี้เราขอหยิบยก 4 หุ้นมหาชน คือ CKP-BGRIM-BANPU-EGCO ที่ล่าสุดได้ประกาศผลประกอบการไตรมาส 1/2563 ออกมาแล้ว ซึ่งในแต่ละตัวจะมีผลประกอบการเป็นอย่างไรกันบ้าง โพสต์นี้มีคำตอบให้นักลงทุน

 

 

BANPU โชว์ฟอร์มแจ่ม

นางสมฤดี ชัยมงคล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) หรือ BANPU เปิดเผยว่า ในไตรมาส 1/2563 บริษัทมีกำไรสุทธิ 55 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 1,721 ล้านบาท) เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีกำไรสุทธิ 905.08 ล้านบาท โดยค่าเงินบาทอ่อนตัวลงอย่างรวดเร็วเทียบกับดอลล่าร์สหรัฐจึงส่งผลบวกให้เกิดกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนสูงถึง 112 ล้านเหรียญสหรัฐ


ทั้งนี้ไตรมาส 1/2563 บริษัทมีรายได้จากการขายรวม 633 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 19,806 ล้านบาท) ลดลงจำนวน 66 ล้านเหรียญสหรัฐ จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน (ประมาณ 2,065 ล้านบาท) คิดเป็น 9% โดยมีกำไรก่อนหักภาษี ดอกเบี้ย ค่าเสื่อมและค่าใช้จ่ายตัดจ่าย (EBITDA) รวม 134 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 4,193 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 2% จากไตรมาสก่อนหน้า


สำหรับกลุ่มธุรกิจแหล่งพลังงาน ไตรมาส 1 การผลิตถ่านหินยังคงเดินหน้าได้ตามปกติ มีปริมาณการผลิตตามเป้าหมายที่วางไว้ ขณะที่ธุรกิจก๊าซธรรมชาติ มีปริมาณการขายเพิ่มขึ้น จากการบริหารจัดการด้านการผลิตและการคิดค้นวิธีการใหม่ ๆ เพื่อให้มีศักยภาพการผลิตก๊าซที่ดีขึ้น


ส่วนกลุ่มธุรกิจผลิตพลังงานมีการเติบโตที่ดี โดยโรงไฟฟ้าหงสาและโรงไฟฟ้าบีแอลซีพียังคงเดินเครื่องได้อย่างมีประสิทธิภาพ จากรายงานดัชนีค่าความพร้อมจ่าย (Equivalent Availability Factor: EAF) กว่า 90% เช่นเดียวกับโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศจีนและญี่ปุ่น ที่สามารถผลิตไฟฟ้าได้อย่างมีเสถียรภาพ


ขณะที่กลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีพลังงาน มีการขยายพอร์ตเทคโนโลยีพลังงานอย่างต่อเนื่อง โดยการเข้าซื้อหุ้นเพิ่มในบริษัท Sunseap Group Pte. Ltd. (Sunseap) ผู้นำธุรกิจระบบผลิตไฟฟ้าบนหลังคาของสิงคโปร์ ส่งผลให้สัดส่วนการถือครองหุ้นเพิ่มขึ้นเป็น 48.6% จากเดิม 38.5% และทำให้บ้านปูฯมีกำลังการผลิตตามสัดส่วนการลงทุนอยู่ที่ประมาณ760 เมกะวัตต์ (จากระบบพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาและโซลาร์ฟาร์ม)


นอกจากนี้ยังมีแผนที่จะนำรถยนต์ไฟฟ้าให้บริการผ่านแอปพลิเคชัน รวมถึงเดินหน้าผนึกความร่วมมือกับ “บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด” (ปณท) เปิดตัวโครงการการบริหารจัดการมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าเพิ่มศักยภาพการขนส่งพัสดุให้สะดวก รวดเร็ว ทั้งยังประหยัดพลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

 

 

BGRIM  ขาดทุนอัตาราแลกเปลี่ยน 886  ล้านบาท

นางปรียนาถ สุนทรวาทะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM  เปิดเผยว่า ในไตรมาส 1/2563 บริษัทมีกำไรสุทธิ 81 ล้านบาท ลดลง 84.80%  จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 532ล้านบาท โดยบริษัทกู้เงินสกุลต่างประเทศเพื่อป้องกันความเสี่ยงในส่วนของรายได้สกุลต่างประเทศ (natural hedge) ซึ่งในช่วงไตรมาส 1/2563 เงินบาทอ่อนค่าลงเมื่อเปรียบเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ จึงเกิดรายการขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงจากอัตราแลกเปลี่ยน 886 ล้านบาท ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายทางบัญชีที่ไม่กระทบกระแสเงินสด เป็นสาเหตุหลักทำให้กำไรสุทธิจากอยู่ในระดับดังกล่าว


อย่างไรก็ตาม กำไรสุทธิจากการดำเนินงาน (ไม่รวมผลกำไร/ขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงจากมูลค่าทางบัญชีของเงินกู้สกุลต่างประเทศ) อยู่ที่ 1,158 ล้านบาท เป็นส่วนของผู้ถือหุ้นใหญ่ที่ 682 ล้านบาท เติบโตถึง 54.0% จากช่วงเดียวกันปีก่อน


โดยไตรมาส 1/2563 มีรายได้จากการขายและการให้บริการ เติบโต 9.4% ที่ 11,223 ล้านบาท โดยมีสาเหตุหลักมาจากขยายกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่องถึง 944 เมกะวัตต์ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา จากสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ 4 โครงการ ในปีที่แล้ว และการเข้าซื้อโครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม 2 แห่งได้แก่ โครงการ SPP1 ในปี 2562 และล่าสุดโครงการโรงไฟฟ้าอ่างทองเพาเวอร์  ขนาด 123 เมกะวัตต์ ในเดือนมีนาคม 2563 โดยปริมาณการใช้ไฟฟ้าของลูกค้าอุตสาหกรรมยังคงมีความแข็งแกร่งในระดับใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ด้วยผลจากการมีสัดส่วนอุตสาหกรรมที่หลากหลาย มีกลุ่มลูกค้ามีการเติบโต

 

 

CKP  ภัยแล้งฉุดผลงานขาดทุน

นายธนวัฒน์ ตรีวิศวเวทย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ CKP เปิดเผยว่า ไตรมาส 1/2563 บริษัทพลิกขาดทุนสุทธิ 339.53 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 139.42 ล้านบาท  เนื่องจากช่วงฤดูร้อนปีนี้มีฝนตกน้อยกว่าค่าเฉลี่ยปกติค่อนข้างมาก ซึ่งเป็นสภาวะน้ำแล้งที่ต่อเนื่อง มาจากปี 2562 ที่ผ่านมา ที่มีปริมาณน้ำฝนต่ำสุดในรอบกว่า 50 ปี และส่งผลกระทบต่อการผลิตไฟฟ้าของทั้งโรงไฟฟ้าพลังน้ำ น้ำงึม 2 และโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรี อย่างไรก็ตาม กำไรก่อนค่าใช้จ่ายทางการเงิน ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย ก่อนรวมส่วนแบ่งกำไร (ขาดทุน) จากเงินลงทุนในกิจการที่ควบคุมร่วมกันและบริษัทร่วม อยู่ที่ 687 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตรา 39% ของรายได้ แสดงถึงกระแสเงินสดรับที่ยังแข็งแกร่งแม้จะอยู่ในช่วงสภาวะฝนแล้งก็ตาม


ทั้งนี้ ในไตรมาสที่ 1/2563 CKP และบริษัทย่อย มีรายได้รวม 1,762 ล้านบาท ลดลง 27% จากช่วงเดียวกันของปี 2562 โดยรายได้ที่ลดลงส่วนใหญ่มาจากปริมาณขายไฟฟ้าของโรงไฟฟ้า น้ำงึม 2 ที่ลดลง 353.5 ล้านหน่วยและปริมาณขายไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าบางปะอิน โคเจนเนอเรชั่น โครงการที่ 1 (BIC-1) และโครงการที่ 2  (BIC-2) ที่ลดลง 22.4ล้านหน่วย ในขณะที่โรงไฟฟ้าบางเขนชัยโซลาร์ ซึ่งรวมโครงการโซลาร์รูฟท๊อปทั้งหมด มีปริมาณขายไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 1.3 ล้านหน่วย


นอกจากนี้ บริษัทมีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดตามงบการเงินรวม ณ วันที่ 31 มีนาคม 2563 จำนวน 4,547.7  ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2562 จำนวน 333.5 ล้านบาท และมีอัตราส่วนความสามารถในการชำระหนี้                ในเกณฑ์ดี โดยมีอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยจ่ายสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้นรวมอยู่ที่ 0.65 เท่า เมื่อเทียบกับข้อกำหนดของหุ้นกู้ที่ให้คงอัตราไม่เกิน 3.00 เท่า


อย่างไรก็ตาม หากในช่วงฤดูฝนปริมาณน้ำฝน กลับมาสู่สภาวะที่ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยปกติ คาดว่าผลการดำเนินการตลอดทั้งปีของบริษัท จะเติบโตไม่น้อยกว่าปี 2562 โดยในปี 2563 จะเป็นปีที่บริษัทรับรู้รายได้เต็มปีจากโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรี และโครงการโซลาร์รูฟท๊อปอีกจำนวน  5 โครงการ และมีแผน COD โครงการโซลาร์พื้นดินอีก 1 โครงการในไตรมาส 2

 

 

EGCO พลิกขาดทุน 413.37 ล้านบาท

นายสุวพันธ์ ฉ่ำเฉลิม  รองกรรมการผู้จัดการใหญ่สายงานบัญชีและการเงิน บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO เปิดเผยว่า ในไตรมาส 1/2563  บริษัทพลิกขาดทุนสุทธิ 413.37 ล้านบาท ลดลง 111% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่กำไรสุทธิ 3,749.22 ล้านบาท โดยมีผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนกว่า 3,098 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันของปีก่อนมีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน 712 ล้านบาท ขณะที่มีค่าใช้จ่ายรวม 9,967 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3% และได้รับผลกระทบจากการวัดมูลค่าเครื่องมือทางการเงินตามาตรฐานบัญชีใหม่ 357 ล้านบาท นอกจากนี้การรับรู้รายได้แบบสัญญาเช่า อีก 2,748 ล้านบาท


ทั้งนี้กำจากจากการดำเนินงานอยู่ที่ 2,357 ล้านบาท ลดลง 19% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่อยู่ระดับ 2,915 ล้านบาท  ไตรมาส 1/2563 มีรายได้รวม 10,312 ล้านบาท ลดลง 1% จากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยธุรกิจผลิตไฟฟ้ามีกำไรลดลง และยังผลกระทบจากการรับรู้รายได้แบบสัญญาเช่า และผลกระทบจากมาตรฐานการรายงานทางการเงินฉบับที่ 9(TFRS9) เรื่องเครื่องมือทางการเงิน และขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน

Share: