แนะ ‘กระจายการลงทุน’…เน้น ‘สินทรัพย์ดี-มีคุณภาพ’!!!

ในสถานการณ์ระบาด ‘ไวรัส COVID-19’ ทำให้ทั่วโลกต้องล็อกดาวน์และหยุดกิจกรรมต่างๆ ลง เพื่อที่จะควบคุมการกระจายของระบาดไวรัสในวงจำกัด


ซึ่งการล็อกดาวน์และหยุดกิจกรรมต่างๆ ลง ย่อมมีผลเศรษฐกิจด้วยเช่นกัน โดยทำให้อัตราว่างงานเพิ่มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนที่จะต้องหดหายไป


ทำให้ ‘ธ.กลาง’ และ ‘รัฐบาล’ ทั่วโลกอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจเป็นเม็ดเงินที่ใหญ่ครั้งหนึ่งในประวัติศาตร์เพื่อกอบกู้เศรษฐกิจจากวิกฤติในครั้งนี้


ในวันนี้ทาง ‘Wealthy Thai’ ได้นำมุมมองของ “นาวิน อินทรสมบัติ” รองกรรมการผู้จัดการ สายงานจัดการลงทุนต่างประเทศ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กสิกรไทย จำกัด ที่มีต่อเศรษฐกิจโลกมาแชร์ให้ฟังกัน

 

 

“อัตราว่างงาน” ในสหรัฐฯ จะพุ่งถึง 15%... ‘ผลประกอบการบจ.’ ทั่วโลกหดตัว 10-30% เซ่นพิษ COVID-19

จากการระบาด ‘ไวรัส COVID-19’ ได้ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจในภาพรวมแต่เป็นผลกระทบที่เกิดจากการลุกลามของของโรค ดัชนีความมั่นใจของผู้บริโภคและผู้ประกอบการตกต่ำสุดมากกว่า ‘วิกฤตการเงินโลก (GFC)’ และเศรษฐกิจจะหดตัวรุนแรงในครึ่งแรกของปีก่อนจะค่อยๆ ฟื้นตัวอย่างช้าช่วงปลายปี

 

 

คาดการณ์ว่าอัตราว่างงานในสหรัฐฯ จะพุ่งถึง 15% ในขณะที่บริษัทส่วนใหญ่จะมีผลประกอบการในทุกตลาดทั่วโลกจะหดตัวถึง 10-30% มากน้อยแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ ยกเว้นจีน 


“อย่างไรก็ตามวิกฤตครั้งนี้ไม่ใช่วิกฤตสถาบันการเงิน แบงก์ยังแข็งแกร่ง จะเป็นตัวช่วยส่งผ่านสภาพคล่องเข้าสู่ระบบให้ภาคธุรกิจยังสามารถดำเนินธุรกิจดำเนินต่อไปได้ และช่วยรัฐในการแก้ไขปัญหาได้ด้วย”

 

 

Q2/63 ชี้ชะตา “เศรษฐกิจโลก

แต่อย่างไรก็ตามภาวะถดถอยของเศรษฐกิจโลกในขณะนี้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ว่าจะคลี่คลายได้เร็วเพียงใด ซึ่งคาดการณ์ไว้ไม่เกินไตรมาส3/63


“หากควบคุมได้ภายในไตรมาส 2/63 มองว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวกลับมาได้ภายในครึ่งปีหลัง ถึงแม้มีลักษณะเป็น U-Shape Recovery ที่ฟื้นตัวกลับมาอย่างช้าๆ เนื่องจากภาครัฐและธนาคารกลางทั่วโลกต่างเร่งดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายเพื่อเสริมสภาพคล่องรวมถึงการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านนโยบายการคลัง”

 

 

โดยผู้ลงทุนยังคงต้องติดตามปัจจัยที่มีผลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ได้แก่ ยอดตัวเลขผู้ติดเชื้อไวรัส ระยะเวลาและความเข้มงวดของมาตรการ Lockdown จากภาครัฐ รวมถึงประสิทธิภาพจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งจากภาครัฐและธนาคารกลางต่างๆ

 

 

แนะลงทุน “กระจายสินทรัพย์ทั่วโลก”...ชี้ ‘จีน’ ได้รับผลกระทบน้อยสุด

‘วิกฤต COVID-19’ ครั้งนี้กระทบกำไรบริษัทจดทะเบียนไปทั่วโลก ตลาดหุ้นทุกแห่งปรับตัวลงมามากน้อยแตกต่างกันไป โดยภาพรวมแต่ละตลาดก็มีความน่าสนใจแตกต่างกันออกไป แต่หากมองผลกระทบในแง่ของกำไร ‘จีน’ ได้รับผลกระทบน้อยสุดคาดว่าปีนี้กำไรจะ Flat ไม่ติดลบ ในขณะที่ ‘สหรัฐ’ คาดว่าจะลดลง 20% ใน ‘ยุโรป’ ลดลง 25%


“สำหรับคำแนะนำการลงทุน อยากให้นักลงทุนกระจายพอร์ตลงทุนในสินทรัพย์ทั่วโลก โดยในกลุ่มตราสารทุนหรือหุ้น ให้กระความเสี่ยงไปทางตลาด ‘หุ้นจีน’ คัดเลือกที่ได้รับผลกระทบ COVID-19 น้อยที่สุด ประกอบไปด้วย เฮลแคร์ โครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี ออนไลน์ เป็นต้น”


ส่วนตลาดที่พัฒนาแล้ว ยังคงให้น้ำหนักที่ประเทศ ‘สหรัฐฯ’ ซึ่งอาจจะต้องคัดเลือกเป็นรายกลุ่มและรายตัว อย่างในกลุ่ม เทคโนโลยี ออนไลน์ เป็นต้น


ส่วน ‘ทองคำ’ นั้น แนะให้มีติดพอร์ตไว้ 5 – 10% เป็นการกระจายความเสี่ยง ส่วน ‘น้ำมัน’ แนะนำให้เลี่ยงลงทุนเพราะ ‘กองทุนน้ำมัน’ ไปลงทุนในสัญญาฟิวเจอร์ส การเคลื่อนไหวอาจผันผวนและไม่ได้สะท้อนการเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันในตลาดปัจจุบันได้ทั้งหมด หากจะเข้าไปลงทุนคงต้องเข้าใจในสิ่งที่กำลังจะเข้าไปลงทุนด้วยดีที่สุด


แม้สภาพในปัจจุบันยังคงมี ‘ความผันผวน’ ซึ่งยังประเมินได้ยากว่าการแพร่ระบาดของ COVID-19 จะพัฒนาไปในทางไหน ดังนั้น การ ‘กระจายการลงทุน’ ไปในสินทรัพย์ต่างๆ โดยเน้นไปในสินทรัพย์ที่มีคุณภาพก็น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับนักลงทุนในช่วงนี้ได้เป็นอย่างดี   

Share: