PTT คาดปีนี้ค่าการกลั่น 3-4 เหรียญ/บาร์เรล รับโควิด-ซัพพลายพุ่งกดดันราคาปิโตรฯ

Highlight

  • คาดราคาน้ำมันที่ 30-40 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล

  • ลดงบ OPEX- CAPEX พร้อมคุม D/E ไม่เกิน 1 เท่า

 

 

นางสาวพรรณพร ศาสนนันทน์ ผู้จัดการฝ่ายผู้ลงทุนสัมพันธ์ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ  PTT  เปิดเผยว่า  ในปี 2563 ประเมินราคาน้ำมันดิบดูไบจะเคลื่อนไหวในกรอบ 30-40 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล จากปี 2562 ที่อยู่ระดับ 63.50 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เป็นไปตามการชะลอตัวของเศรษฐกิจทั้งในประเทศ และต่างประเทศ


โดย IEA ประเมินว่าความต้องการใช้น้ำมันในปี 2563 จะลดลง 8 ล้านบาร์เรลต่อวัน ขณะที่ OPEC ประเมินว่าจะลดลงประมาณ 9 ล้านบาร์เรลต่อวัน ทำให้บริษัทประเมินว่าราคาน้ำมันดิบดูไบจะเคลื่อนไหวในระดับดังกล่าว ซึ่งส่งผลทำให้ค่าการกลั่นอ้างอิงสิงคโปร์ในปี 2563 คาดว่าจะเฉลี่ยอยู่ที่ 2.0-3.5 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล ลดลงจากปี 2562 จากผลกระทบที่เกิดจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 แต่ในส่วนของกลุ่ม ปตท.คาดว่าค่าการกลั่นจะสูงกว่าเล็กน้อยที่ระดับ 3-4 เหรีญสหรัฐต่อบาร์เรล


“ธุรกิจน้ำมันจะขึ้นอยู่กับตัวเลข GDP หากติดลบ ก็กระทบต่อธุรกิจดังกล่าวไปด้วย ส่วนธุรกิจโรงแยกก๊าซก็เช่นกัน ส่วนใหญ่ใช้ในกลุ่มปิโตรเคมีฯ และครัวเรือน โดยทั้ง 2 ก็เป็นไปตามความต้องการ หากเศรษฐกิจไม่ดี ก็จะปรับตัวลดลงตามไปด้วยเช่นกัน”นางสาวพรรณพร กล่าว


ทั้งนี้ COVID-19 ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ และความต้องการใช้น้ำมัน โดยธุรกิจก๊าซฯ ที่เป็นธุรกิจหลักของบริษัทนั้น ต้องยอมรับว่าได้รับผลกระทบด้วย แต่ยังถือว่าไม่มากนัก เพราะว่า ส่วนใหญ่บริษัทขายก๊าซให้โรงไฟฟ้ากว่า 60% ดังนั้นส่วนที่จะได้รับผลกระทบคือภาคอุตสาหกรรม และภาคขนส่ง ดังนั้นคาดว่าปริมาณก๊าซจะปรับลดลงในปี 2563 ประมาณ 5-10% จากปีก่อน


ขณะที่กลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีฯ คาดว่าจะได้รับผลกระทบในทุกธุรกิจ  เนื่องจาก ความต้องการที่ลดลง ผลกระทบการเศรษฐกิจ และการระบาดของ COVID-19 รวมทั้งซัพพลายของผู้ผลิตเพิ่มขึ้นในทุกผลิตภัณฑ์ ประกอบกับสต็อกสินค้าคงเหลือในตลาดยังคงอยู่ระดับสูง ทำให้เป็นปัจจัยกดดันในเรื่องของราคาขายผลิตภัณฑ์ด้วยแม้ราคาวัตถุดิบจะปรับตัวลดลง ตามราคาน้ำมัน แต่ความต้องการก็ได้ปรับตัวลดลงด้วย


นางสาวพรรณพร กล่าวอีกว่า ในปี 2563 กลุ่มปตท.จะลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (OPEX) และปรับลดแผนการลงทุน (CAPEX) ในปี 2563 รวมประมาณ 10-15%  เพื่อไม่ให้กระทบต่อการดำเนินงานของบริษัท เช่น ลดลงบการจัดจ้างบุคคลภายนอก งบโฆษณา และงบเดินทาง เป็นต้น


ส่วนความคืบหน้าการนำ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ PTTOR เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทสไทยนั้น ขณะนี้ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดที่ชัดเจนได้ เพราะอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาไฟลิ่งของ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) โดยบริษัทมีแผนระดมทุนเพื่อรองรับการขยายสถานีให้บริการน้ำมัน รวมทั้งรองรับการขยายธุรกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศ


นอกจากนี้ยังอยู่ระหว่างพิจารณาออกหุ้นกู้ โดยปี 2563 จะมีการจ่ายคืนเงินกู้ประมาณ 26,000 ล้านบาท หากมีการออกหุ้นกู้ก็จะเป็นการนำเงินไปรีไฟแนนซ์ ดังนั้นหลังจากออกหุ้นกู้แล้วนั้น ต้นทุนกทางการเงินจะอยู่ที่เท่าไหร่ต้องรอประเมินสภาพตลาดเสียก่อน ขณะที่ D/E บริษัทมีนโยบายควบคุมไม่ให้เกิน 1 เท่า

 

Share: