กลุ่มรับเหมากำไร Q1/63 วูบ 76.16% เงินสดจากการดำเนินงานติดลบอีกเพียบ

 

ที่ผ่านมากลุ่มรับเหมาก่อสร้างถูกมองว่าจะได้รับผลกระทบจากการระบาดของ COVID-19 แบบจำกัด โดยคาดว่าจะได้รับผลกระทบในแง่ของการประมูลงานใหม่ที่อาจล่าช้าออกไป แต่ระหว่างนี้มองว่ายังมีแนวโน้มที่พอไปได้ เนื่องจากแต่ละบริษัทยังมีงานในมือจำนวนมาก (แบ็กล็อก) ทำให้คาดว่ายังสามารถเติบโตได้แม้มีปัจจัยกดดันดังกล่าว

 

อย่างไรก็ตาม แม้หลายบริษัทยังมีแบ็กล็อกแข็งแรง แต่เมื่อลองดูผลประกอบการไตรมาส 1/63 ปรากฎว่ากำไรสุทธิของหลายบริษัทเติบโตลดลง โดยรวมหุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้างจำนวน 19 หลักทรัพย์ มีกำไรสุทธิ รวม 827.5 ล้านบาท ลดลง 76.16% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

 

นอกจากนี้เงินสดสุทธิจากกิจกรรมดำเนินงาน ซึ่งเป็นกระแสเงินสดที่สะท้อนถึงผลการดำเนินงานที่แท้จริงของหลายบริษัทยังติดลบอีกด้วย โดยนักลงทุนสามารถดูได้จากตารางด้านล่าง ดังนี้


 
อย่างไรก็ตาม มี 2 หลักทรัพย์ ที่ขอยื่นผันผ่อนส่งงบการเงินกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) คือ บริษัท ทีทีซีแอล จำกัด (มหาชน) หรือ TTCL และบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) หรือ ITD

 

STEC ระยะยาวยังดี แบ็กล็อกแข็งแกร่ง งานรอประมูลเพียบ

 

สำหรับบริษัทที่มีกำไรสุทธิในไตรมาส 1/63 สูงสุด คือ STEC แม้จะเติบโตลดลงจากปีก่อนแต่นักวิเคราะห์ยังคงมองว่าระยะยาวยังดี เพราะมีแบ็กล็อกสูง โดยบล.เอเชีย เวลท์ ระบุว่า STEC รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 1/63 ที่ 209 ล้านบาท ลดลง 39% YoY และ 35% QoQ ต่ำกว่าที่ฝ่ายวิเคราะห์คาด และ Bloomberg Consensus ราว 35.5% เนื่องจาก

 

  1. อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ลดลงเหลือ 3% เทียบกับไตรมาส 1/62 ที่ 7.3% เนื่องจากโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้า ซึ่งเป็นงาน GPM สูงก่อสร้างแล้วเสร็จ
  2. รายได้อื่น ๆ ลดลง จากการเปลี่ยนการรับรู้รายได้โครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู และสายสีเหลืองจากเงินปันผล เป็นกำไรปันส่วน
  3. กำไรปันส่วนลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากในไตรมาส 4/62 มีการบันทึกผลกำไรย้อนหลังโครงการรถไฟฟ้าทั้ง 2 สาย จากการเปลี่ยนวิธีการรับรู้รายได้ ทั้งนี้บริษัทมีรายได้จากการก่อสร้างอยู่ที่ 3 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 24%YoY และ 2%QoQ

 

ทั้งนี้ ณ สิ้นไตรมาส 1/63 STEC มีปริมาณแบ็กล็อกในมือทั้งสิ้น 7.8 หมื่นล้านบาท (ไม่รวมโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา) ซึ่งสามารถรองรับรายได้ได้ถึง 2 ปีครึ่ง ถือว่าเป็นระดับแบ็กล็อกที่มีความแข็งแกร่งมากที่สุด เมื่อเทียบกับอุตสาหกรรม นอกจากนี้คาดหวังได้รับงานเพิ่ม จากงานที่อยู่ในระหว่างดำเนินการเปิดประมูล 4 โครงการ ได้แก่

 

  1. โครงการรถไฟฟ้าสีส้มฝั่งตะวันตก มูลค่า 9.0 หมื่นล้านบาท
  2. โครงการรถไฟฟ้าสายสีแดง เส้นทางตลิ่งชันศาลายา มูลค่า 9.9 พันล้านบาท
  3. โครงการรถไฟฟ้าสายสีแดง เส้นทางตลิ่งชัน-ศิริราช มูลค่า 4.6 พันล้านบาท
  4. โครงการรถไฟฟ้าสายสีแดง เส้นทางรังสิตมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มูลค่า 6.1 พันล้านบาท 

นอกเหนือจากนี้บริษัทยังมีงานที่คาดว่าจะได้รับก่อสร้างต่อเนื่อง เช่น โครงการส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าสายสีชมพู (ช่วงศรีรัช-เมืองทองธานี) มูลค่า 3.7 พันล้านบาท หลังรฟม.อนุมัติการลงทุนโครงการดังกล่าวแล้ว

 

มองจังหวะเข้าลงทุน เป้าหมาย 20 บาท

 

ฝ่ายวิเคราะห์ยังมีมุมมองเป็นบวกต่อ STEC พื้นฐานแข็งแกร่ง มีงานในมือที่ปลอดภัยแล้ว 2.5 ปี พร้อมทั้งยังมีโครงการภาครัฐเพิ่มเติม รอเข้าร่วมประมูลเพิ่ม ในขณะที่ราคาหุ้นปัจจุบันซื้อขายอยู่ในระดับต่ำที่ -2S.D. จึงมองเป็นจังหวะเข้าลงทุน โดยมีราคาเป้าหมายอยู่ที่ 20.00 บาท อิงค่า PER ที่ 21 เท่า

 

UNIQ ผลประกอบการอ่อนแอจากค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น

 

ด้าน UNIQ ที่มีกำไรสุทธิไตรมาส 1/63 สูงสุดเป็นอันดับสอง โดย บล.ทิสโก้ จำกัด ระบุว่า UNIQ รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 1/63 ที่ 157 ล้านบาท ลดลง 13% YoY และ 21% QoQ หากไม่รวมกำไรพิเศษจากการขายเงินลงทุน 50 ล้านบาท ในไตรมาส 4/62 ผลประกอบการจะเพิ่มขึ้น 5.8% QoQ

 

โดยผลประกอบการที่ลดลง YoY เนื่องมาจากรายได้จากการก่อสร้างที่ลดลง 11% และดอกเบี้ยจ่ายที่เพิ่มขึ้น 20% ในขณะเดียวกันผลประกอบการที่เพิ่มขึ้น QoQ มาจากอัตรากำไรที่เพิ่มขึ้น แต่ยังไม่มากพอชดเชยยอดขายที่ลดลง และภาษีจ่ายที่ลดลงจากช่วงไตรมาส 4/62

 

คาดปี 64 ผลงานฟื้นตัว

 

จากการผ่านร่างงบประมาณทำให้ฝ่ายวิเคราะห์คาดว่า ลูกหนี้ของ UNIQ จะลดลง พร้อมทั้งเงินกู้ และดอกเบี้ยจ่าย และจากงานในมือปัจจุบันที่ 2.5 หมื่นล้านบาท รวมโครงการใหม่ๆ ในอนาคต เช่น รถไฟความเร็วสูง ระบบสัญญาณของรถไฟรางคู่ คิดเป็น 49% ของงานในมือ แต่อย่างไรก็ตามผลประกอบการของ UNIQ ลดลงจากรายได้การก่อสร้างที่ลดลง และโครงการใหม่ๆ จะรับรู้ในปี 2564

 

ฝ่ายวิเคราะห์ยังคงประมาณการและมูลค่าที่เหมาะสม 9.00 บาท อิง PER ที่ 18 เท่าสำหรับปี 2564 เนื่องจากมีอัพไซด์ที่สูง ทำให้แนะนำ “ซื้อ” โดยมีความเสี่ยงคือ โครงการใหม่ๆ ที่น้อยกว่าคาด และต้นทุนวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้น

 

แม้นักวิเคราะห์มองว่ากลุ่มรับเหมาก่อสร้างจะได้รับผลกระทบจำกัด และยังมีแนวโน้มระยะยาวที่ดีจากแบ็กล็อกที่สะสมไว้ แต่กว่าผลงานจะฟื้นตัว และรับรู้รายได้ก็ปีหน้า ส่วนปีนี้ Wealthy Thai มองว่ากลุ่มรับเหมายังถูกกดดันทางอ้อมจากการระบาดของ COVID-19 อยู่ ซึ่งอาจทำให้รายได้จากการก่อสร้างและการประมูลงานใหม่ลดลง ส่งผลถึงการเติบโตในอนาคตอย่างมีนัยสำคัญ


 

Share: