คลังชี้เศรษฐกิจเริ่มเดินครึ่งปีหลัง รอสถานการณ์ปกติงัดมาตรกระตุ้นอีกชุด

ขณะนี้ภาคธุรกิจกำลังจับสัญญาณการคลายล็อคดาวน์และรอเวลาที่จะกลับมาสู่สภาวะปกติ เพื่อจะได้งัดแผนเดินหน้าธุรกิจในช่วงที่เหลือของปีนี้ เพราะตลอดช่วงครึ่งปีแรกทั้งธุรกิจและประชาชนต่างสะดุดติดกึกกันมาเป็นนานนับตั้งแต่รัฐบาลสั่งปิดหลายๆธุรกิจตั้งแต่ 17 มีนาคมที่ผ่านมา


จากตัวเลขเศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกติดลบ 1.8% จนทำให้มีคำถามว่าติดลบต่ำไปหรือไม่ เรื่องนี้มาฟังคำให้สัมภาษณ์ของ นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ปกติ สศค. จะมีแถลงตัวเลขเศรษฐกิจรายเดือน แต่ครั้งนี้อยู่ในสถานการณ์ไม่ปกติจากโควิด-19

 

 

ลุ้นเศรษฐกิจไตรมาส 3 และ 4 ฟื้น

ดังนั้น เพื่อลดความสับสน สศค. จึงใช้ตัวเลขเดียวกับสภาพัฒน์แทน เพื่อให้ข้อมูลไปทิศทางเดียวกัน จะเห็นว่าการแถลงตัวเลขเศรษฐกิจทั้งรายเดือนและรายไตรมาสจะต้องเป็นหน่วยงานธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสภาพัฒน์ประกาศ เพื่อให้ภาคธุรกิจสามารถวางแผนได้ ซึ่งทั้งสองหน่วยงานนี้ ตัวเลขที่รายงานจะคล้ายๆกัน โดยตัวเลขไตรมาสสอง ทางสศค. ก็จะไม่มีการแถลง และจะใช้ตัวเลขของสภาพัฒน์เช่นเดียวกับไตรมาสแรกที่แถลงไปแล้ว


“ส่วนที่ว่าไตรมาสแรก เศรษฐกิจติดลบไม่เยอะ เพราะสถานการณ์โควิด มีการปิดกิจการต่างๆวันที่ 18 มีนาคมที่ผ่านมา เป็นช่วงปลายไตรมาสแรกแล้ว ขณะที่เดือนแรกและเดือนที่ 2 สถานการณ์ยังโอเคอยู่ แต่คนมาเอาความรู้สึกที่เกิดขึ้นช่วงไตรมาส 2 ไปอยู่ในไตรมาสแรก จึงคิดว่าไตรมาสแรกจะแย่ ซึ่งไม่ใช่ แต่ไตรมาสสองนี้ จะได้รับผลกระทบเต็มๆ ซึ่งเป็นตัวเลขไม่ดีแน่ แต่ไตรมาส 3 และไตรมาส 4 น่าจะฟื้นตัวดี เพราะรัฐบาลรับมือโควิดได้อย่างดีเป็นขั้นเป็นตอน ขณะนี้ได้ผ่อนคลายรอบ 2 แล้ว ถ้ามีผ่อนคลายรอบ 3 เศรษฐกิจกลับมาเริ่มเดินตัวเลขจะดีขึ้น”


โดย สศค. คาดการณ์ตัวเลขเศรษฐกิจในปีนี้ ตามสภาพัฒน์ที่คาดการณ์เศรษฐกิจติดลบเฉลี่ย 5.5%

 

 

ลดดอกเบี้ยช่วยคลังกู้เศรษฐกิจซบเซา

สำหรับการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายเหลือ 0.50% ซึ่งต่ำสุดเป็นประวัติการณ์นั้น โฆษกกล่าวว่า ดอกเบี้ยต่ำจะมีส่วนช่วยในภาวะเศรษฐกิจซบเซาให้ขยายตัวได้ หากมีการใช้นโยบายการเงินและการคลัง สอดคล้องไปกับการดูแลเศรษฐกิจในภาวะวิกฤต


“เรากำลังพยายามประคับประคองธุรกิจให้อยู่ได้ โดยเฉพาะธุรกิจเอสเอ็มอี การพยายามช่วยให้ธุรกิจล้มหายตายน้อยที่สุด หากเศรษฐกิจเริ่มหมุน ธุรกิจพร้อมที่จะหมุนเป็นฟันเฟืองไปกับเศรษฐกิจ ซึ่งจะทำให้เห็นการบริโภคฟื้นตัว ซึ่งที่ผ่านมา สิ่งที่รัฐบาลทำมาตอบโจทย์ได้ดีแล้ว


ทั้งนี้ แม้ว่าปัญหาสินเชื่อซอฟโลน(ดอกเบี้ยต่ำ) ปล่อยให้แก่ภาคธุรกิจเอสเอ็มอีค่อนข้างช้า อาจจะเป็นช่วงเริ่มต้น แต่คาดหวังว่า หากเริ่มต้นไปได้แล้ว ช่วงหลังๆจะปล่อยซอฟโลนได้เร็วขึ้น


อย่างไรก็ตาม การกลับมาของภาคธุรกิจ การตัดสินจะขึ้นอยู่กับหลายๆปัจจัย ซึ่งไม่ใช่เรื่องสถานกรณีโควิดเท่านั้น แต่ยังมีเรื่องการลงทุนในต้นทุนที่ต่ำสุด เพื่อผลประกอบการของธุรกิจ

 

 

มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ “อีกไกล”

ส่วนกรณีที่ภาคเอกชนเรียกร้องให้รัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ อาทิ ชิมช็อปใช้ นั้น โฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวว่า การจะทำมาตรการต่างๆ จะต้องดูจังหวะ ซึ่งขณะนี้สถานการณ์ไม่ปกติ ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. ที่เพิ่งมีการผ่อนคลายบางส่วน และรัฐบาลเพิ่งทำมาตรการเยียวยาพี่น้องประชาชน และกำลังทำมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจอยู่


ดังนั้น การจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจได้ จะต้องให้สถานการณ์โควิดคลี่คลายก่อน และผู้คนกลับมาใช้ชีวิตปกติได้ คือ ไม่มีการเคอร์ฟิว ประชาชนสามารถเดินทางข้ามจังหวัดได้ โรงแรมร้านอาหารกลับมาใช้เปิดตามปกติได้


“มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เป็นเรื่องที่ต้องดูจังหวะด้วย ไม่ใช่ว่าเรามีกระสุนเป็นร้อย แต่ยังไม่เห็นนก เห็นกวางในป่า แล้วจะยิงไปเรื่อย ๆ ทุกวันนี้สาธารณสุข ยังบอกเดินทางไม่ได้ อยู่ในห้างฯได้แค่ชั่วโมงสองชั่วโมง วันนี้ดูสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเราก่อน เรื่องกระตุ้นเศรษฐกิจ ยังไกลเกินไปที่จะคิด จะต้องรอให้ ศบค.ผ่อนคลายข้อจำกัดต่างๆ และต้องเห็นสัญญาณการพลิกฟื้นของเศรษฐกิจก่อนด้วย จึงจะมาทำแผนกระตุ้นเศรษฐกิจกัน ”


สำหรับเม็ดเงินที่จะใช้กระตุ้นเศรษฐกิจนั้น นายลวรณ มั่นใจว่า จากเงินกู้ 4 แสนล้านบาท ที่ใช้สำหรับฟื้นฟูและกระตุ้นเศรษฐกิจ จะเพียงพอ

 

 

เตรียมแจก 3 กลุ่มเปราะบางเข้าครม.สัปดาห์หน้า

นายลวรณ ได้กล่าวถึงมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 วงเงินกู้ 6 แสนล้านบาทว่า ตามแผนมาตรการเงินเยียวยา รัฐบาลได้พยายามทำเพื่อให้เข้าถึงประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ครบเกือบทุกกลุ่มแล้ว โดยมาตรการเยียวยา 5,000 บาท ได้ดำเนินการมาสำเร็จแล้ว 99% ของจำนวนผู้ลงทะเบียน ”เราไม่ทิ้งกัน.com” จำนวน 28.8 ล้านคน และอีก 1% เป็นกลุ่มที่ตกค้างเกี่ยวกับการทบทวนสิทธิ


ส่วนอีกกลุ่มที่กำลังดำเนินการ คือ กลุ่มเปราะบาง 13 ล้านคน ทางคณะกรรมการกลั่นกรองใช้จ่ายเงินกู้ 1 ล้านล้านบาท ซึ่งมีเลขาธิการสภาพัฒน์เป็นประธานนั้น จะเป็นผู้พิจารณารายละเอียดของรูปแบบการเยียวยาและจำนวนเงินที่จะให้ โดยโครงการนี้ ทางกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.) เป็นผู้ดำเนินการคัดกรอง ซึ่งขณะนี้ฐานข้อมูลกลุ่มเปราะบางมีจำนวน 13 ล้านคน จะแบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ เด็กแรกเกิด ผู้สูงอายุ และผู้พิการ โดย คาดว่ารายละเอียดจะเสนอเข้าคณะรัฐมนตรี(ครม.)พิจารณาอนุมัติในสัปดาห์หน้า


ในส่วนของกระทรวงการคลัง จะดูแลในเรื่องการเงินที่จะใช้เยียวยากลุ่มนี้ ซึ่งหากครม.อนุมัติแล้ว ทางสำนักบริหารหนี้สาธารณะ จะทำการจัดหาเงินกู้มาให้กระทรวง พม. ต่อไป โดยแหล่งเงินจะเป็นเงินกู้ 6 แสนล้านบาท เช่นเดียวกับมาตรการเยียวยา 5,000 บาท


ทั้งนี้ กระทรวงการคลัง ได้รายงานผลการดำเนินการมาตรการเยียวยา 5,000 บาท ณ วันที่ 20 พ.ค. 2563 ว่า มีผู้ลงทะเบียนทั้งสิ้น 28.8 ล้านราย มีการลงทะเบียนซ้ำ 4.8 รายการ และลงทะเบียนไม่สำเร็จ 1.7 ล้านราย


เพราะฉะนั้น มีผู้ลงทะเบียนที่เข้าสู่ขั้นตอนการคัดกรองตามหลักเกณฑ์จำนวน 22.3 ล้านราย มีผู้ผ่านเกณฑ์ 15 ล้านราย ไม่ได้รับสิทธิ 7 ล้านราย และอยู่ระหว่างการดำเนินการทบทวนสิทธิ 2.4 แสนราย

 

 

โอน 5,000 บาท อีก 8 แสนคน จบส้ปดาห์นี้

โดยส่วนของกลุ่มผู้ผ่านเกณฑ์ 15 ล้านราย กระทรวงการคลังได้โอนเงินเยียวยาแล้ว 14.2 ล้านราย ส่วนที่เหลือจะโอนเงินเยียวยาได้ครบถ้วนทั้งหมดภายในสัปดาห์นี้ ซึ่งจะมีรอบการโอนวันที่ 21 พ.ค. นี้จำนวน 2.3 แสนราย และวันที่ 22 พ.ค. นี้ จำนวน 4.4 แสนราย ทั้งนี้ บัญชีของผู้รับจะต้องไม่มีปัญหาในเรื่องบัญชีไม่ตรงกับชื่อนามสกุลที่ลงทะเบียน บัญชีถูกปิด หรือไม่ได้ผูกพร้อมเพย์กับหมายเลขประจำตัวประชาชน ซึ่งจะเป็นเหตุให้การโอนเงินไม่สำเร็จ


สำหรับกลุ่มผู้ผ่านเกณฑ์แล้ว แต่ยังติดขัดเรื่องบัญชีที่จะรับโอนเงินเยียวยา แนะนำให้นำสมุดบัญชีผูกพร้อมเพย์ด้วยเลขบัตรประจำตัวประชาชนกับธนาคารนั้นๆโดยเร็ว ซึ่งกระทรวงการคลังจะมีการตรวจสอบและโอนเงินให้ใหม่เป็นประจำทุกสัปดาห์


ส่วนกลุ่มที่ “ไม่ได้รับสิทธิ” จำนวน 7 ล้านราย แบ่งเป็นผู้ไม่ขอทบทวนสิทธิ 4.8 ล้านราย ผู้ไม่ผ่านการขอทบทวนสิทธิ 1 ล้านราย ผู้ยกเลิกการลงทะเบียนหรือยกเลิกการขอทบทวนสิทธิ 9 แสนราย และกลุ่มที่ขอข้อมูลการประกอบอาชีพเพิ่มเติม แต่ไม่ได้เข้าให้ข้อมูลเพิ่มเติมภายในเวลาที่กำหนดประมาณ 3 แสนราย

 

 

ปิดจ็อบกลุ่มทบทวนสิทธิ 2.4 แสนราย สิ้นพ.ค.

กลุ่มที่อยู่ระหว่างการดำเนินการทบทวนสิทธิ 2.4 แสนราย หรือ 1% ของจำนวนผู้ที่เข้าสู่การคัดกรองตามหลักเกณฑ์ ที่ยังอยู่ระหว่างดำเนินการ ได้แบ่ง 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มผู้ขอทบทวนสิทธิ 8 หมื่นรายนั้น ทีมผู้พิทักษ์สิทธิจะติดต่อนัดหมายเพื่อยืนยันตัวตนและตรวจสอบการประกอบอาชีพตามที่ได้ลงทะเบียนไว้


ส่วนกลุ่มที่ 2 ประมาณ 1 แสนราย ทีมผู้พิทักษ์สิทธิได้เคยติดต่อนัดหมายแล้ว แต่เมื่อลงพื้นที่กลับไม่สามารถนัดพบได้ หรือที่อยู่จริงในปัจจุบันไม่ตรงกัน ทำให้ผู้พิทักษ์สิทธิไม่สามารถเจอตัวได้ และกลุ่มที่ 3 เป็นกลุ่มที่ผู้พิทักษ์สิทธิได้พยายามติดต่อไปหาแล้วหลายครั้งแต่ติดต่อไม่ได้จำนวน 6 หมื่นราย


“ดังนั้น กระทรวงการคลังจะส่ง SMS แจ้งกลุ่ม 2 และกลุ่ม 3 อีกครั้ง เพื่อขอให้ไปติดต่อที่สาขาธนาคารกรุงไทยที่สะดวกที่สุดเพื่อยืนยันตัวตนและการประกอบอาชีพ ภายในวันที่ 29 พ.ค. นี้ เพราะเงินเป็นของท่านแล้ว ขอให้ท่านช่วยเราด้วย ซึ่งหลังจากที่เราจัดการกลุ่ม 1% ที่เหลือจบ จะมาทำต่อในกลุ่มคนที่ลงทะเบียนไม่สำเร็จ จำนวน 1.7 ล้านคน ที่มีปัญหาเลขที่บัตรประชาชน ”นายลวรณ กล่าว

 

 

ปิดโครงการเราไม่ทิ้งกันสิ้นมิ.ย.

โดยกลุ่มที่มีปัญหาลงทะเบียนไม่สำเร็จจะแยกกลุ่มคนที่อยู่ในกลุ่มข้าราชการ หัวหน้าเกษตรกร หรือในระบบประกันสังคม ออกมา และดูว่าเหลือจำนวนคนเท่าไหร่และตรวจสอบว่าเป็นผู้มีอาชีพอิสระหรือไม่ ซึ่งจะต้องให้เข้าเกณฑ์ของมาตรการเงินเยียวยา 5,000 บาท หลังจากนั้นจะดำเนินการให้เงินเยียวยาที่เหมาะสมให้


นายลวรณ คาดว่า โครงการ "เราไม่ทิ้งกัน" น่าจะปิดได้ภายในวันที่ 30 มิ.ย. นี้ พร้อมกับยืนยันว่า ขณะนี้ดูแลประชาชนครบเกือบทุกกลุ่ม หลังจากนั้นปิดโครงการเราไม่ทิ้งกัน และเกษตรกรแล้ว จะเป็นเรื่องของการมาดูแลกลุ่มคนรายได้น้อยต่อไป

Share: