หุ้นโรงแรม Q1 ทนพิษโควิดไม่ไหว จับตาไตรมาส 2 หนักสุด

หุ้นกลุ่มโรงแรมคงหนีไม่พ้นผลกระทบจาก COVID-19 ที่ระบาดไปทั่วโลก ซึ่งถือเป็นปัจจัยกดดันการท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก แม้ในแต่ระบริษัทจะปรับกลยุทธ์กันอย่างเต็มที่ แต่ผลสุดท้าย เมื่อการท่องเที่ยวชะลอตัว อัตราการเข้าพัก ก็ชะลอตัวตามไปด้วย


ดังนั้นวันนี้เรามาดูกันว่าผลประกอบการงวดไตรมาส 1/25663 จะเป็นอย่างไรกันบ้าง โดยจากการสำรวจข้อมมูลพบว่า หุ้นที่ประกอบธุรกิจโรงแรม หรือ มีธุรกิจโรงแรมเป็นส่วนหนึ่งในการดำเนินธุรกิจ พบว่าในตลาดหุ้นมีทั้งสิ้น 14 หลักทรัพย์ ซึ่งมีการเลื่อนส่งมอบงบไตรมาส 1 จำนวน 1 หลักทรัพย์ คือ ASIA


เมื่อคิดจากฐานจำนวน 13 หลักทรัพย์ พบว่าผลประกอบการรวมกันขาดทุนสุทธิที่ระดับ 1,726.13 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 2,226.87 ล้านบาท โดยมีเพียง SHR เท่านั้นที่ผลประกอบการเติบโตสวนกลุ่ม มีกำไรสุทธิ 235 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ขาดทุน 45 ล้านบาท มีรายละเอียดในตารางดังนี้

 

 

SHR บันทึกกำไรพิเศษ

สำหรับ SHR ที่สามารถพลิกเป็นกำไรได้นั้น เป็นผลมาจาก บริษัทบันทึกกำไรจำนวน  10.40 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากการขายหุ้น 50% ในบริษัท Prime LocationsManagement 3 Ltd ซึ่งเป็นผู้พัฒนาโรงแรมแบบ High-end lifestyle resort บนเกาะ 3 ของโครงการ CROSSROADS สาธารณรัฐมัลดีฟส์ ให้แก่บริษัท Wai Eco World Developer Pte (EWD) โดยราคาซื้อขายรวมทั้งสิ้น 16.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ


อย่างไรก็ตามในไตรมาส 1/2563 มีรายได้จากการให้บริการ 1,144.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.60% จากงวดเดียวกันของปีก่อนเนื่องจาก การรับรู้รายได้จากการเปิดให้บริการในเชิงพาณิชย์ของโรงแรม 2 แห่ง ในโครงการ CROSSROADS เฟส 1 เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2562 ที่ผ่านมา ส่วนโรงแรมที่บริษัทบริหารจัดการเอง และโรงแรม Outrigger มีรายได้ที่ลดลง


โดยไตรมาส 1/2563 มีกำไรขั้นต้น เท่ากับ 380.5 ล้านบาท ปรับตัวลดลง 10.30% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจาก การลดลงของรายได้ของ โรงแรมที่บริษัทบริหารจัดการเอง และโรงแรม Outrigger ซึ่งได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของ COVID-19

 

 

ERW ลุยคุมต้นทุนสยบ COVID-19

ด้าน นางสาววรมน อิงคตานุวัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการ และ ประธานเจ้าหน้าที่การเงิน บริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ERW เปิดเผยว่า ภายใต้สถานการณ์ของ COVID-19 ที่แพร่ระบาดไปทั่วโลก บริษัทได้วางแผนควบคุมต้นทุนทุกภาคส่วนเพื่อให้สามารถเดินหน้าต่อได้ โดยคาดว่าทั้งปี 2563 จะสามารถลดต้นทุนได้ประมาณ 60% ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด


โดยในปี 2563 บริษัทมีแผนชะลอการลงทุนออกไปก่อน ส่งผลให้ทั้งปี 2563 คาดว่าจะใช้งบลงทุนเหลือเพียงระดับ 500-700 ล้านบาท จากเดิมที่กำหนดไว้ระดับ 1,400 ล้านบาท โดย ณ สิ้นไตรมาส 1/2563 บริษัท มีเงินสดจำนวน 1,400 ล้านบาท และมีวงเงินสินเชื่อรวมจากสถาบันการเงินประมาณ 6,100 ล้านบาท


อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่18 พ.ค.2563 บริษัทจะเปิดให้บริการโรงแรมภายใต้แบรนด์ Hop Inn จำนวน 20 แห่งใน 16 จังหวัดทั่วประเทศ หลังจากนั้นจะทยอยเปิดให้บริการอย่างต่อเนื่อง ขึ้นอยู่กับนโยบายของภาครัฐในแต่ละพื้นที่โดยการเปิดให้บริการโรงแรมดังกล่าว พบว่าล่าสุดมียอดการจองเข้ามาต่อเนื่อง โดยมี Occupancy เฉลี่ยประมาณ 7-10% ตั้งแต่วันที่ประกาศเปิดให้บริการ ซึ่งประเมินว่าโรงแรมภายใต้ Hop Inn นั้น หากเปิดให้บริการ คาด Occupancy จะถึงจุดคุ้มทุนประมาณ 10% (เทียบกับกรณีปิดให้บริการ) ซึ่งกลุ่มอื่นๆจะอยู่ที่ 20% (เทียบกับกรณีปิดให้บริการ)


ทั้งนี้มองว่าตลาดให้ประเทศจะเป็นอันดับแรกที่กลับมาเปิดให้บริการก่อน  หลังจากนั้นไตรมาส 3/2563 คาดว่าจะเปิดโรงแรมในพื้นที่ที่สามารถขับรถไปได้ ส่วนกลุ่มโรงแรมที่พึ่งพารายได้จากต่างประเทศ จะเป็นกลุ่มสุดท้ายที่กลับมาเปิดให้บริการ


“บริษัทคาดว่า อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในประเทศจะเริ่มฟื้นตัวก่อน ซึ่งสอดคล้องกับกลยุทธ์ของบริษัท ที่มุ่งเน้นในการขยายโรงแรมในกลุ่มโรงแรม Hop Inn มีกลุ่มลูกค้าในประเทศเป็นหลัก สำหรับการท่องเที่ยวที่ต้องพึ่งพาชาวต่างชาติอาจเป็นอันดับสุดท้ายในการพิจารณาเปิดให้บริการ”นางสาววรมน กล่าว

 

 

ERW ไตรมาส 2 ทำจุดต่ำสุด

นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) ระบุว่า ไตรมาส 2/2563 ของ ERW  คาดว่าจะทำจุดต่ำสุดของปี ส่วนการฟื้นตัวในอนาคตจะเกิดขึ้น แต่เป็นไปอย่างช้าๆ ขณะนี้มีแต่เพียงการให้บริการรองรับนักท่องเที่ยวภายในประเทศ จึงแนะนำเพียง ถือ ด้วยราคาพื้นฐาน 3.20 บาท ซึ่งประเมินด้วยวิธี DCF  แม้ราคาปิดกลับมามีส่วนเพิ่มที่มาก แต่ขณะนี้ก็ยังมีทั้งความเสี่ยงและโอกาส ความเสี่ยงคือ หากสถานการณ์แย่กว่าคาด ก็ต้องปรับประมาณการลง แต่ในทางกลับกัน การฟื้นตัวทำได้เร็ว ก็อาจจะต้องปรับประมาณการและคำแนะนำให้ดีขึ้นได้ จึงยังต้องติดตามสถานการณ์กันต่อไป

 

 

CENTEL ไตรมาส 2 ขาดทุนมากขึ้น

นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) ระบุว่า ไตรมาส 2/2563 คาดว่า CENTEL มีแนวโน้มขาดทุนมากขึ้น กดกันจากโรงแรมที่ปิดจนถึงช่วงเดือน พ.ค. กลุ่มโรงแรมมี RevPar เดือน เม.ย. ลดลงราว 95% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้ปัจจุบันได้มีการเปิดโรงแรมแล้ว 7 แห่ง เป็น Owned hotel 2 แห่ง และ Managed hotel อีก 5 แห่ง และคาดจะเปิดเพิ่มได้ในระยะถัดไป แต่ยังเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป บน Occ. Rate ในระดับต่ำที่ 20%-30%

 

 

MINT ไตรมาส 2 หนักสุดเช่นกัน

นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) มองว่า ไตรมาส 2/2563 จะเห็นขาดทุนหนักสุดในรอบปี เพราะได้รับผลกระทบจาก COVID-19 เต็มไตรมาส ส่วนธุรกิจโรงแรมเรายังไม่เห็นทิศทางที่จะกลับมาเปิดได้ เพราะสนามบินยังไม่เปิดให้บริการระหว่างประเทศ แต่อย่างไรก็ดี เชื่อว่าสถานการณ์น่าจะเริ่มเห็นการฟื้นตัวได้ชัดเจนในช่วงไตรมาส 4/2563E และคาดว่าจะใช้เวลา 2 ปีกว่าจะเห็นกำไรปกติกลับมาที่ระดับเดียวกับปี 2561 จึงปรับประมาณการปี 2563-2564 ลง ยังไม่เห็นการฟื้นตัวในธุรกิจโรงแรม โดยปรับปี  2563 ลงเป็นขาดทุนสุทธิที่ 9.2 พันล้านบาท (จากเดิมคาดขาดทุนสุทธิที่ 4.2 พันล้านบาท) ลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับปีก่อนที่กำไรสุทธิที่ 1.1 หมื่นล้านบาท โดยเราปรับ RevPar ลงเป็น -50% จากเดิมที่ -40% และปรับ GPM ลงเหลือ 32.7% จาก 42.8% จากต้นทุนที่ลดลงได้น้อยกว่าคาดในไตรมาส 1/25630 ที่ทำได้เพียง 33.4%

 

 

AWC โรงแรมปิดฉุดผลงานไตรมาส 2

นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุว่า AWC  เริ่มเห็นผลกระทบจากวิกฤติ COVID-19 เนื่องจากกำไรสุทธิไตรมาสไตรมาส 1/2563 ลดลง 51% ขณะที่ RevPar ของธุรกิจโรงแรม (คิดเป็น 60% ของรายได้รวม) ลดลง 33-46%  ในแต่ละกลุ่มในไตรมาส 1/2563


เราเชื่อว่าสถานการณ์จะแย่ลงในไตรมาส 2/2563 เนื่องจากโรงแรมส่วนใหญ่ปิดทำการชั่วคราว ส่วนธุรกิจค้าปลีก (คิดเป็น 18% ของรายได้ทั้งหมด) ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน เนื่องจากอัตราค่าเช่าลดลง 8-28% ในไตรมาส 1/2563 หลังจากให้ส่วนลดค่าเช่า 50% โดยหลังจากการปิดเมือง AWC ได้ยกเว้นค่าเช่าสำหรับผู้เช่าที่ต้องปิดร้านค้า ขณะที่ในแง่บวกรายได้จากทรัพย์สินสำนักงาน (คิดเป็น 22% ของรายได้ทั้งหมด) ไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากสถานการณ์และรายได้ลดลงเพียง 1%

Share: